Sorry, the site may not show properly on your browser. Please upgrade your internet browser to a more updated version (minimal IE7) for a better experience.
ลงทะเบียนเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษ   |  ลูกค้าสัมพันธ์
สมัครสมาชิก
หน้าแรก
หน้าแรก » บทความ » ผู้มีชื่อเสียง » การแพทย์จากคนดัง

การแพทย์จากคนดัง

พวกเขาเป็นคนมีชื่อเสียง แต่คำแนะนำเรื่องสุขภาพจากบุคคลเหล่านี้น่าเชื่อถือจริงหรือ

By เกียรติสุดา สุริยยศ;โดย แอน อันเดอร์วูด
Share แบ่งปัน
ขนาดตัวอักษร AA AA | พิมพ์ | อีเมล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • เด็กวันอังคาร
  • โรงเรียนแบบที่อยากได้
  • มือถือคือของขวัญหรือคำสาป

เมื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือรูปร่างหน้าตาดีให้การรับรองสิ่งใด คนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจ นี่คือเหตุผลที่เจ้าของผลิตภัณฑ์จ้างมาเรีย ซาราโปวาเป็นนางแบบโฆษณากล้องถ่ายรูปแคนนอน หรือให้ไมเคิล เฟลป์เป็นนายแบบอาหารเช้าสำเร็จรูปเคลล็อก (ก่อนเขาจะมีข่าวเสพกัญชา) ผู้คนจะคิดอย่างไรหากดาราเข้ามามีบทบาทด้านการแพทย์ เช่น ลองให้ทอม ครูซแสดงความเห็นเรื่องจิตเวชแนวใหม่ เหล่าคนดังอาจมีคุณสมบัติเหมาะกับการเป็นผู้ทดลองหรือประเมินผลเรื่องต่างๆ แต่เราคงไม่อาจคาดหวังว่าพวกเขาจะให้ความรู้จริงจังได้

ดาราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อชีวิตประสบปัญหาสุขภาพย่อมต้องการแสดงความคิด เห็น เรามีตัวอย่างของผู้มีชื่อเสียงสามคนซึ่งความคิดเห็นด้านสุขภาพทั้งสามประเด็นจากพวกเธอสามารถโน้มน้าวความคิดของสาธารณชนได้ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ตาม

โอปราห์ วินฟรีย์

ใช้ฮอร์โมนหลังหมดประจำเดือน

ความเห็นของเธอ โอปราห์กล่าวว่า ฮอร์ โมนชนิดสังเคราะห์เหมือนธรรมชาติช่วยให้เธอหายจากอาการหวาดผวา ทำให้มีชีวิตชีวาและใช้ชีวิตได้เป็นปกติเช่นเดิม เธอไม่เคยกล่าวว่าฮอร์โมนคือคำตอบสำหรับหญิงวัยหมดประจำเดือนทุกคน แต่เมื่อเดือนมกรา คมที่ผ่านมา รายการโทรทัศน์ของเธอนำเสนอเรื่องประโยชน์ของฮอร์โมนถึงสองครั้ง ถือเป็นการพยายามชักชวนอย่างจริงจังให้ผู้คนใช้ฮอร์โมน

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ฮอร์โมนชนิดสัง เคราะห์เหมือนธรรมชาติเป็นฮอร์โมนชนิดใหม่ที่มีโครงสร้างเหมือนฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตเอง ประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้คือการใช้ฮอร์โมนในวัยหมดประจำเดือนมีความ จำเป็นหรือไม่ งานวิจัยด้านการแพทย์เกี่ยวกับการให้ฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือนพบว่า การใช้ฮอร์โมนเป็นระยะเวลานานกว่าสองสามปีทำให้ความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมสูงขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนเป็นยาที่มีประ สิทธิภาพสูงสุดสำหรับรักษาอาการเนื่องจากภาวะหมดประจำเดือน อย่างเช่น จิตใจซึมเศร้า ความต้องการทางเพศลดลง หรืออา รมณ์แปรปรวน ผู้ที่ไม่เคยมีสมาชิกครอบ ครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม มดลูก และรังไข่สามารถใช้ฮอร์โมนระยะสั้นเพื่อบรรเทา อาการเหล่านี้ แต่ไม่ควรใช้ฮอร์โมนด้วยเหตุ ผลเพื่อรักษาระดับฮอร์โมนใน ร่างกายให้เท่ากับวัยสาว ดังที่นักแสดงซูซาน ซอมเมอร์ เขียนไว้ในหนังสือความชราไม่กล้ำ กราย และพูดในรายการโทร ทัศน์ครั้งที่สองของโอปราห์

นายแพทย์วูล์ฟ ยูเทียน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริกาเหนือ กล่าวว่า “โดยธรรมชาติ คนวัย 60 ย่อมมีระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่เท่ากับคนอายุ 20 ปี” หมอวิจารณ์แนวคิดของซอมเมอร์ว่า “อันตรายและขาดความรับผิดชอบ”

เมื่อพิจารณาแล้วว่าคุณมีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ประเด็นต่อไปที่ควรพิจารณาคือจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนชนิดสัง เคราะห์เหมือนธรรมชาติหรือไม่ ฮอร์โมนชนิดนี้เป็นฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นเลียนแบบฮอร์ โมนเพศหญิงตามธรรมชาติได้อย่างเหมือนจริงซึ่งแตกต่างจากฮอร์โมนที่มีขายทั่วไปในท้องตลาด ตัวอย่างเช่น พรีมารินเป็นฮอร์โมนเอสโทรเจนยอดนิยมชนิดหนึ่งซึ่งผลิตจากปัสสาวะของม้าที่ตั้งท้อง (นายแพทย์ คริสเตียน นอร์ทรัป ผู้เขียนหนังสือฉลาดรู้เรื่องวัยหมดประจำเดือน กล่าวว่า “ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์เหมือนธรรมชาติหากคุณเป็นม้า”)

นอกจากนี้ บริษัทเภสัชกรรมรายใหญ่อีกหลายแห่งยังผลิตฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์ เหมือนธรรมชาติ ฮอร์โมนที่องค์การอาหารและยาสหรัฐฯให้การรับรองว่าเหมือนกับฮอร์ โมนเพศหญิง ได้แก่ เอสเทรซ, อิวามิสต์, วาจิเฟม, เอสทราเดิร์ม และไคลมารา ซึ่งเป็นฮอร์โมนเอสโทรเจน สำหรับฮอร์โมนโปรเจส เทอโรนคือไครโนน ผู้หญิงปัจจุบันเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “สังเคราะห์เหมือนธรรมชาติ” ทั้งที่ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีเพียงไม่กี่ชนิดและผลิตโดยบริษัทเภสัชกรรมรายใหญ่ หลายคนเข้า ใจว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือ “สารธรรมชาติ” ที่เป็นทางเลือกใหม่แทนการรักษาด้วยฮอร์โมน ทั้งที่ในความเป็นจริงคือยาชนิดหนึ่งที่มีประ สิทธิภาพสูง

ประเด็นที่แพทย์หลายคนรู้สึกกังวลคือ ประชาชนจำนวนไม่น้อยเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์สังเคราะห์เหมือนธรรมชาติมีความปลอดภัย สูงกว่า ผู้หญิงหลายคนกล่าวว่าพวกเธอพบผลข้างเคียงน้อยมากทั้งที่ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลชัดเจนยืนยันในเรื่องนี้ หมอยูเทียนกล่าวว่า แพทย์ส่วนใหญ่เชื่อว่าการให้ฮอร์ โมนเอสโทรเจนชนิดใดก็ตามย่อมมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงในระยะยาว นายแพทย์แอน ดรูว์ ไวล์ แพทย์แนวบูรณาการชื่อดัง เห็นด้วยกับเรื่องนี้ สำหรับความปลอดภัยของฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนชนิดสังเคราะห์เหมือนธรรมชาติ บรรดาแพทย์มีความเห็นในทางเดียวกัน

กลุ่มผู้สนับสนุนฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์เหมือนธรรมชาติมักกล่าวว่า “ยากลุ่มนี้มีประ โยชน์รอบด้านและไม่พบผลข้างเคียงแม้แต่น้อย” หมอยูเทียนกล่าวในรายการโทรทัศน์ของโอปราห์ครั้งแรกว่า “ผู้ที่มีความเชื่อเช่นนี้คงจะเชื่อว่าเทพนิยายเป็นเรื่องจริง”

ข้อเสนอแนะจากรีดเดอร์ส ไดเจสท์ หากคุณจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน ควรใช้ยาขนาดต่ำที่สุดภายในระยะเวลาสั้นที่สุดเท่าที่ จะเป็นไปได้ (ประมาณหนึ่งถึงสามปี) หากต้องการใช้ฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์เหมือนธรรมชาติให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่องค์การอา หารและยาให้การรับรอง

เจนนี แม็กคาร์ที

เรื่องวัคซีนในเด็ก

ความเห็นของเธอ เจนนี แม็กคาร์ทีเป็นนางแบบและนักแสดง ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่กับจิม แคร์รีย์ ลูกชายของเธอจากอดีตสามีป่วยเป็นโรคออทิซึมเมื่ออายุสองขวบครึ่ง เธอโทษว่าเป็นผลจากวัคซีน

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับวัคซีนเรื่องนี้เผยแพร่สู่สาธารณชนในปี 2541 เมื่อนายแพทย์แอนดรูว์ เวกฟิลก์ จากอังกฤษและคณะเผยแพร่ผลงานวิจัยใน วารสารการแพทย์แลนเซต กล่าวถึงความเกี่ยวข้องระหว่างโรคออทิซึมกับการฉีดวัคซีน รวมหัด หัดเยอรมัน และคางทูม หมอเวกฟิลด์ตั้งสมมุติฐานว่าวัคซีนดังกล่าวทำให้เกิดลำไส้อักเสบ สารพิษบางชนิดจึงสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและทำลายสมอง

งานวิจัยดังกล่าวศึกษาข้อมูลจากเด็กเพียง 12 คน นอกจากนี้คณะผู้ร่วมศึกษาสิบคนจาก 12 คนขอถอนตัวจากบทสรุปของการศึกษาในภาย หลัง และในปี 2551 งานวิจัยระดับมาตรฐานอีกฉบับเสนอข้อมูลที่หนักแน่นหักล้างทฤษฎี ดังกล่าว โดยระบุว่าผลตรวจชิ้นเนื้อลำไส้ของเด็กออทิซึมพบเชื้อไวรัสหัดไม่แตกต่างไปจากเด็กปกติทั่วไป

เรื่องน่าเป็นห่วงอีกประการคือสารไทเมอ โรซัล (ยาแดง) ซึ่งเป็นสารประกอบของธาตุปรอทชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นสารป้องกันวัคซีนเสื่อมสภาพมานานหลายปี แพทย์หญิงแมรี แม็กคอร์มิก ประธานคณะกรรมการทบทวน ความปลอดภัยของวัคซีน สถาบันการแพทย์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า “หากมองด้านสาธารณ สุขเป็นหลัก การยอมให้มีสารปรอทในวัคซีนคงเป็นเรื่องไม่สมควร” ธาตุปรอทในไทเมอ โรซัลอยู่ในรูปสารประกอบเอทิล ไม่ไช่เมทิลซึ่งเป็นรูปแบบที่ร่างกายขับออกได้ยากและอาจเป็นพิษต่อระบบประสาทกับสมอง และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ บริษัทผู้ผลิตวัคซีนเลิกใช้ไทเมอโรซัลเป็นส่วนผสมตั้งแต่ปี 2544 หาก ไทเมอโรซัลคือต้นเหตุที่แท้จริง อัตราป่วยเป็นโรคออทิซึมน่าจะลดลงตั้งแต่นั้นมา แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ใช่

ปัจจุบันมีงานวิจัยจำนวนมากจากสหรัฐฯ เดนมาร์ก อังกฤษ ญี่ปุ่น และฟินแลนด์ ยืนยันว่าไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างวัคซีนกับโรคออทิซึม นอกจากนี้ยังมีข้อมูลใหม่ยืน ยันว่าพันธุกรรมคือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคนี้ เหตุที่ทำให้บางคนตั้งข้อสงสัยกับวัคซีนส่วนหนึ่งมาจากเรื่องเวลา ผู้ป่วยโรคออทิซึมมักเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 15 ถึง 18 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้รับวัคซีนรวมหัด หัดเยอรมัน คางทูม (เด็กไทยฉีดวัคซีนนี้เมื่ออายุเก้าเดือน) หมอแม็กคอร์มิกกล่าวว่า ความบังเอิญดังกล่าวทำให้บางคนเข้าใจว่าเป็นเหตุเป็นผลกัน

แพทย์หญิงแนนซี แอล. สไนเดอร์แมน หัวหน้าบรรณาธิการฝ่ายการแพทย์ของสถานี ข่าวเอ็นบีซีและศัลยแพทย์โรคมะเร็งของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่า “เจนนี แม็ก คาร์ทีเป็นคนพูดเก่ง แต่ข้อมูลของเธอไม่ถูก ต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ หมอเกรงว่าความ คิดของเธออาจทำให้ชีวิตเด็กหลายคนตกอยู่ในอันตราย”

ข้อเสนอแนะจากรีดเดอร์ส ไดเจสท์ วัค ซีนช่วยปกป้องชีวิตเด็กด้วยการป้องกันโรคร้ายไม่ให้เกิดขึ้น ไม่มียาหรือวัคซีนชนิดใดที่ปราศจากผลข้างเคียง ปัจจุบัน เรามีข้อมูลยืนยันหนักแน่นว่าโรคออทิซึมไม่ใช่ผลข้างเคียงจากวัคซีน

เอลิซาเบท แฮสเซลเบก

กินอาหารไร้กลูเทน

ความเห็นของเธอ แฮสเซลเบกเป็นพิธีกรร่วมของรายการ เดอะ วิว และผู้เขียนหนัง สือ อาหารไร้กลูเทน เธอกล่าวว่า อาหารไร้กลูเทนมีประโยชน์สำหรับหลายคน

ข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ แฮสเซลเบกมีอา การปวดท้อง อาหารไม่ย่อย และท้องเสียเป็นประจำ เธอพยายามค้นหาสาเหตุของภาวะเหล่านี้มานานกว่าห้าปี แพทย์วินิจฉัยว่าเธอ ป่วยเป็นโรคลำไส้แปรปรวน หรือไอบีเอสซึ่งไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด ปี 2543 เธอเข้าร่วมแข่งขันใน เซอร์ไวเวอร์ ตอนออสเตรเลีย ซึ่ง เป็นรายการเรียลลิตีประเภทผจญภัยกับชีวิตกลางแจ้ง ทำให้อดกินอาหารโปรดทั้งหลาย และผลที่ตามมาคืออาการของโรคดังกล่าวหายเป็นปลิดทิ้ง เมื่อศึกษาเพิ่มเติมจึงพบว่าต้นเหตุมาจากกลูเทน หรือโปรตีนจากข้าวสาลี ข้าวไรน์ และข้าวบาร์เลย์

แฮสเซลเบกป่วยเป็นโรคซีลิแอกซึ่งเป็นโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเองชนิดหนึ่ง พบได้ประมาณร้อยละหนึ่งของประชากรปกติ หากผู้ป่วยโรคนี้กินอาหารที่มีกลูเทน ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะทำงานต่อต้านกลูเทน ทำให้เยื่อบุทางเดินอาหารอักเสบและมีอา การผิดปกติอีกหลายอย่างตามมา นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอีกหลายประการ เช่น โรคกระดูกพรุน โลหิตจาง มีบุตรยาก หรือกระทั่งมะเร็งต่อมน้ำเหลือง วิธีรักษาโรคง่ายที่สุดคือกำจัดกลูเทนออกจากอาหาร (แต่ การปฏิบัติกลับเป็นเรื่องยากเนื่องจากกลู เทนมีอยู่ในอาหารหลายชนิดตั้งแต่ขนมปัง, น้ำสลัด, เบียร์, เครื่องปรุงรส, ไส้กรอก ไปถึงลิปสติก, ยาเม็ด และกาวบนซองจดหมาย กลูเทนปริมาณเล็กน้อยสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการร้ายแรงได้)

อาหารไร้กลูเทนคือสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคซีลิแอก แต่สำหรับคนทั่วไป นาย แพทย์ปีเตอร์ กรีน ผู้อำนวยการศูนย์โรคซีลิแอก มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า “เรามีข้อมูลยืนยันน้อยมากว่าอาหารไร้กลูเทนเหมาะสำหรับคนทั่วไป” แต่ก็มีข้อยกเว้นบาง กรณี ปัจจุบัน แพทย์เริ่มตั้งข้อสังเกตว่ามีคนจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นโรคซีลิแอก แต่มีภาวะแพ้กลูเทนเล็กน้อยซึ่งทำให้เกิดอาการผิดปกติบางอย่าง รวมถึงโรคลำไส้แปรปรวน คนกลุ่มนี้สามารถกินกลูเทนได้เล็กน้อย สำ หรับผู้ที่สงสัยว่าตนเองอาจมีปัญหาแพ้กลูเทน หมอกรีนแนะนำให้ตรวจทดสอบโรคซีลิแอกเสียก่อนเนื่องจากเป็นโรคที่อันตราย

อย่างไรก็ตาม คนสองกลุ่มนี้มีจำนวนน้อย แต่ผลิตภัณฑ์อาหารไร้กลูเทนกลับเพิ่ม ขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง ขนมเค้ก ขนมปังกรอบ หรือพาสตา และยังมีการโน้ม น้าวให้คนส่วนใหญ่เชื่อว่าอาหารไร้กลูเทนมีประโยชน์สำหรับสุขภาพของทุกคนทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารเหล่านี้เนื่องจากมีราคาแพงและไม่มีความจำเป็น

การเลือกกินอาหารไร้กลูเทน (หรือกลู เทนต่ำ) ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกัน แฮสเซลเบกแนะนำให้กินผลไม้, ผัก, เนื้อแดง, ปลา, ถั่ว เปลือกแข็ง และธัญพืช อาหารเหล่านี้มีคุณ ค่าทางโภชนาการโดยเฉลี่ยสูงกว่าอาหารทั่ว ไป แถมยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย หลายคนได้ยินแล้วคงอดใจไม่ไหว

ข้อเสนอแนะจากรีดเดอร์ส ไดเจสท์ ผู้ป่วยโรคซีลิแอกจำเป็นต้องกินอาหารไร้กลู เทนด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ผู้ที่แพ้กลูเทนเล็กน้อยอาจได้รับประโยชน์จากการกินอา หารเหล่านี้ สำหรับบุคคลทั่วไปก็คงไม่ต้องกังวลอยู่แล้ว

3
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

Q&A Interview:Getting Ahead with James Dyson

Share แบ่งปัน
พิมพ์ | อีเมล

เรื่องยอดนิยม ...

  1. หลงอยู่ในความรัก
  2. ชีวิตหมายเลขหนึ่งในทำเนียบขาว
  3. วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง

ประเภทของ บทความ

  • แรงบันดาลใจ
  • ผู้มีชื่อเสียง
  • ท่องเที่ยว
  • ระทึกใจ/ผจญภัย
  • สิ่งประดิษฐ์ & เทคโนโลยี
  • รุปแบบการใช้ชีวิต
  • เหตุการณ์ปัจจุบัน & ประวัติศาสตร์
  • สุขภาพ-การแพทย์

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.
ท่านต้องการอ่านทุกเดือนไหม
สมัครสมาชิกนิตยสาร รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ เพียง 996 บาทต่อปี
Shop Online
1 | 2 | 3 | 4 | 5
  • E20i
    English in 20 Minutes Interactive

    THB4,888.00
    buy
  • Mood Music
    Mood Music for Listening and Relaxation

    THB1,990.00
    buy
  • Salute to the King Set
    Salute to the King Set

    THB1,590.00
    buy
  • Manage Your Boss
    Managing Your Manager

    THB32.00
    buy
  • เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
    เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์

    THB1,690.00
    buy
ดูผลิตภัณฑ์อื่นๆ

เรื่องยอดนิยม

  • ตลอดกาล
  • สัปดาห์นี้
  • This month
1โตโน่ จาก Reality สู่ชีวิตจริงของดาวรุ่ง
25 วิธีจับโกหก
3ติ๊ก เจษฎาภรณ์ สุภาพบุรุษโลกสีเขียว
4วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง
541 ความในใจที่หมอขอบอก
629 เคล็ดลับทางการเงิน
7“ผมภูมิใจในตัวพ่อ นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด”
8โพแทสเซียม
9ชีวิตที่นับหนึ่งใหม่
10พลิกความเครียดให้เป็นประโยชน์

เรื่องขำขันทั้งหมด

หัวเราะคือยาวิเศษ

ช่วงวันหยุด แม่เลี้ยงขอฉันโทรศัพท์ไปที่ร้านคาเฟ่เพื่อจองที่นั่งเวลา 19.00 น... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ชายคนหนึ่งบอกหมอว่า "หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมติดทวิตเตอร์อย่างหนัก" หมอตอบว่า ... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ตอนเด็กๆ ครอบครัวผมจนมากไม่มีปัญญาซื้อรองเท้าผ้าใบสวยๆ ให้ผม ตอนที่ผมบอกให้... 100% ร่วมลงคะแนน
See All Jokes

ขอตอบด้วยคน

วิธีทำโทษเด็กแบบไหนดีที่สุด
142 Votes

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์

อาหาร

เต้าหู้ผัดเต้าซี่

ผู้มีชื่อเสียง

วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง

แรงบันดาลใจ

บุคคลแห่งปีของเอเชีย

อาหาร

สลัดผักร็อกเก็ตและชีส

เทคโนโลยี

พญาอินทรีแห่งฝูงปักษา

ท่องเที่ยว

อิสตันบูล

ธันวาคม 2554

วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง
  • ฉบับนี้
  • สมัครสมาชิก
  • รับฟรี E-Newsletter
ติดต่อเรา
  • ส่งเรื่องขำขัน
  • ส่งบทความ
  • ส่งภาพ
  • แสดงความคิดเห็น
  • ติดต่อเรา
  • คำแนะนำ
  • อีเมลถึงบรรณาธิการ
  • ลูกค้าสัมพันธ์

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

รายการ “ลุ้นรวยรับรางวัลรวม 7 ล้าน”

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่

 

ติดต่อเรา | เว็บไซต์รีดเดอร์ส ไดเจสท์ เอเชีย | แบรนด์ที่คุณเชื่อมั่นที่สุด | ติดต่อโฆษณา | นโยบายบริษัท | ข้อกำหนดในการใช้งาน | แผนผังเว็บ © 2012 The Reader's Digest Association, Inc