วิชา พรหมยงค์ ชายวัย 50 เศษ ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในภาคกลางและภาคเหนือ ก่อนจะหันมาทำงานเป็นที่ปรึกษาสำรวจพื้นที่ป่าให้บริษัทต่างชาติ จึงมีความชำนาญเส้นทางเดินป่าและรู้จักพื้นที่ดอยสูงแถบภาคเหนือของประเทศไทย พม่า และลาวเป็นอย่างดี

เขารู้ว่าดอยช้างในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งตั้งอยู่บนที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 ถึง 1,700 เมตร มีอุณหภูมิเฉลี่ย 18 ถึง 22 องศาเซลเซียส จึงเหมาะต่อการปลูกพืชเมืองหนาว ปี 2526 เกิดโครงการในพระราชดำริเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาด้วยการแจกเมล็ดพันธุ์กาแฟอาราบิกาให้ปลูกทดแทนการปลูกฝิ่นบนดอยแถบภาคเหนือเรื่อยมา แต่ได้ผลผลิตน้อยและราคาไม่สู้ดีนัก พื้นที่ปลูกกาแฟบนดอยช้างจึงลดลงเหลือเพียง 500 กว่าไร่

ปี 2545 อาเดล หรือปณชัย พิสัยเลิศ ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ใหญ่บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี นำปัญหามาปรึกษาวิชาเรื่องที่ลูกบ้านขายกาแฟขาดทุนได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 17 ถึง 20 บาทเนื่องจากถูกพ่อค้าคนกลางที่ขึ้นไปซื้อจากบนดอยกดราคา อาเดลขอความช่วยเหลือเรื่องการทำตลาดจากวิชาหลายครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธจากผู้ไม่พิสมัยรสชาติของเครื่องดื่มชนิดนี้

อย่างไรก็ตาม วิชาต้องการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น ลูกหลานไม่ต้องทิ้งถิ่นเพื่อใช้แรงงานแลกเงินน้อยนิด และท้ายที่สุดคือ พิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นว่า ถ้าได้รับโอกาสที่ดี ชาวเขาก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ “ผมบอกอาเดลว่าขอเวลาครึ่งปีเพื่อศึกษาข้อมูลเรื่องกาแฟและความเป็นไปได้” วิชากล่าว เขายอมปรับตัวหันมาชิมกาแฟจนมองเห็นช่องทางช่วยเหลือด้านการตลาด หากต้องเริ่มตั้งแต่ปรับปรุงวิธีการปลูกและใช้ขบวนการผลิตที่ดีขึ้นเพื่อให้ได้กาแฟรสชาติดีระดับโลก

เขาสรุปคำแนะนำว่า ควรเริ่มด้วยการเพิ่มพื้นที่ปลูกกาแฟจาก 600 ไร่เป็น 3,000 ไร่ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองราคา เน้น พัฒนากาแฟพันธุ์อาราบิกาให้ได้คุณภาพเยี่ยมและปลอดสารเคมี ปรับเปลี่ยนการผลิตและควบคุมคุณภาพแบบครบวงจรด้วยแรงงานชาวบ้าน

“เรามีเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 300,000 บาท เศษ เรียนรู้จากความไม่รู้ ลงมือทำแล้วศึกษา แก้ปัญหา ทั้งเรื่องสายพันธุ์กาแฟ คุณภาพดิน ปริมาณผลผลิต การคัดเมล็ดพันธุ์ คั่ว บด และขายเอง” วิชาซึ่งปัจจุบันเป็นประธานบริษัทดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล กล่าว ช่วงสี่ปีแรก วิชาศึกษาและทดลองทำไร่กาแฟอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนค่าปุ๋ยและเพิ่มคุณภาพเมล็ดพันธุ์ ปัจจุบัน ชาวเขาสามารถเพิ่มผลผลิตเป็นสี่เท่าจาก 80 ถึง 100 กิโลกรัมเป็น 400 กิโลกรัมต่อไร่

แต่ระยะแรกของการทำธุรกิจ วิชาและอาเดลซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการผู้จัดการและผู้จัดการโรงงานกาแฟประสบปัญหาอยู่บ้าง เช่น ถูกกดราคาจากการรับซื้อจากพ่อค้า แต่ด้วยความพยายามของวิชาที่นำตัวอย่างกาแฟไปให้เพื่อนชาวต่างชาติในหลายประเทศทดลองชิม ความสามารถในการพัฒนาและเพิ่มผลผลิตของชาวดอย รวมถึงความช่วยเหลือจากนักวิชาการด้านการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟของไทย ทำให้ชาวดอยช้างขายเมล็ดกาแฟได้ในราคาดีถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ร้านกาแฟแห่งแรกที่เชิงดอยเริ่มมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแวะเข้า ไปลิ้มลองรสชาติเพิ่มขึ้นจากการตลาดแบบบอกกันปากต่อปาก และแล้วกาแฟที่มีโลโก้เป็นรูปใบหน้าของพิก่อ แซ่ดู่ เกษตรกรชาวดอยยุคเริ่มแรกซึ่งเป็นพ่อของอาเดลก็เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น

ปี 2550 คณะกรรมการนักชิมของคอฟฟี รีวิว (coffeereviews.com) เว็บไซต์ที่นักดื่มกาแฟทั่วโลกให้ความเชื่อถือ ทดสอบคุณภาพแล้วให้กาแฟดอยช้างพรีเบอร์รีติดอันดับด้วยคะแนน 89 และชนิดพรีเมียมได้ 85 คะแนน แล้วเผยแพร่ผลการทดสอบผ่านเว็บไซต์ไปทั่วโลกทำให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาตินับแต่นั้น และได้คะแนนเพิ่มเป็น 93 ในปีถัดมา

นอกจากนี้ ในปี 2550 ดอยช้างยังเดินมาถึงจุดสูงสุดแห่งความภาคภูมิใจของวิชาและชาวดอยด้วยการเปิดสถาบันวิชาการเรียนรู้เรื่องกาแฟ หรือดอยช้างอะคาเดมี เพื่อช่วยเหลือและเสริมสร้างความสามารถด้านการปลูกและผู้ผลิตกาแฟอาราบิการะดับโลกแก่ชาวเขาและผู้สนใจ

ปัจจุบัน หมู่บ้านดอยช้างเป็นป่ากาแฟใหญ่ที่สุดและดีที่สุดในโลก มีเกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตกาแฟปลอดสารมาตรฐานโลกรวม 12 กลุ่ม มีพื้นที่ปลูกกาแฟกว่า 20,000 ไร่ สามารถผลิตกาแฟได้ปีละ 1,700 ถึง 2,000 ตัน และจะเพิ่มผลผลิตเป็น 4,000 ตันในอนาคต ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แต่ละครัวเรือนราว 300,0000 ถึงหลายล้านบาท โดยผลิตเป็นกาแฟดีที่สุดได้ราวร้อยละเจ็ดและกาแฟคุณภาพร้อยละ 70

บริษัทดอยช้างมีบริษัทในเครือรวมแปดบริษัทและขยายฐานการผลิตจากกาแฟอีกหลายแบรนด์ในระดับคุณภาพรองลงมา อย่างเช่น อีโก และฮิลลี ส่วนแบรนด์ดอยช้างขยายแบรนด์เป็นดีเอ็นเอ หรือดอยนอร์ทเทิร์น อาราบิกา เพื่อช่วยเกษตรกรพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ยังปรับปรุงคุณภาพชาเขียวดอยสูง และแตกเป็นบริษัทผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากกาแฟ โดยมีตัวนำร่องเป็นสบู่และกำลังปรับปรุงคุณภาพครีมบำรุงผิวก่อนนำสู่ตลาด และล่าสุดคือ บริษัทจัส คอฟฟี่ที่มุ่งเปิดร้านกาแฟคุณภาพ ดีเพื่อผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งเปิดบริการไปแล้วสี่สาขาในกรุงเทพฯ และมีแผนขยายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ จัส คอฟฟี่ไปทั่วประเทศในปีนี้ ตลอดจนปีหน้าวางแผนรุกตลาดร้านกาแฟในต่างประเทศ

วิชากล่าวถึงความสำเร็จของดอยช้างว่า “เกิดจากการมีหุ้นส่วนที่ดีด้วย” กลุ่มธุรกิจจากหลายชาติให้ความสนใจติดต่อขอเป็นผู้ร่วมผลิตและจัดจำหน่าย แต่เขาเลือกจอห์น เอม ดาร์ทช ชาวแคนาดาซึ่งไม่ขอร่วมทุนในการผลิต แต่ร่วมกันเปิดบริษัทใหม่ในประเทศแคนาดา โดยรับซื้อกาแฟในราคาต้นทุน นำ ไปคั่วแล้วขายปลีกและส่งจากแคนาดา โดยเป็นฝ่ายลงทุนในเรื่องกระบวนการผลิตและจัดจำหน่ายทั้งหมดจาก 200 ล้านบาทเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท และแบ่งผลกำไรกันคนละครึ่ง “ดอยช้างจึงเปิดตัวในตลาดต่างประเทศได้กว้างขวางมากขึ้นและมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างยุติธรรม” กาแฟของดอยช้างปัจจุบันมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำของโลก รวมทั้งห้างแฮร์รอดในกรุงลอนดอน

บริษัทดอยช้างไม่มีการจ้างพนักงานแต่อาศัยแรงงานอาสาสมัครในชุมชน ซึ่งเป็นผู้ปลูกกาแฟและลูกหลานช่วยคัดแยกเมล็ดพันธุ์ชั้นดีและทำงานในทุกขบวนการผลิตในบริษัทฯ โดยทุกคนจะได้รับผลตอบแทนเป็นราคารับซื้อเมล็ดกาแฟที่แพงขึ้นคือประกันราคาที่กิโลกรัมละ 100 บาท และเป็นที่มาของการคืนกำไรสู่สังคมด้วยข้อตกลงที่ให้ผู้ร่วมธุรกิจกาแฟดอยช้างทุกคน รวมถึงบริษัทร่วมทุนต่างชาติ ต้องแบ่งรายได้ร้อยละ 30 เข้ามูลนิธิกาแฟดอยช้างซึ่งมีการซื้อที่ดินไว้ 47 ไร่ เพื่อสร้างโรงเรียน สนามกีฬา โรงพยาบาล และสาธารณูปโภคต่างๆในชุมชน รวมถึงกองทุนการศึกษาเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนศึกษาต่างประเทศและนำความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิด

ในฐานะผู้ร่วมบุกเบิกดอยช้างจนประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจกาแฟระดับโลกของไทยเป็นปีที่เก้าในปีนี้ วิชากล่าวว่า “ผมไม่ได้ภูมิใจที่ทำงานสำเร็จแต่ภูมิใจในสิ่งที่ทำ คือมีหน้าที่ทำกาแฟดีที่สุดในโลก ทั้งที่ผมไม่ดื่มกาแฟและไม่มีความรู้มาก่อน

“ทุกวันนี้ ชาวเขาสามารถลบคำสบประมาทของทุกคนด้วยการสร้างกาแฟไทยคุณภาพดีที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก” ประธานฯอย่างวิชาซึ่งมีหุ้นเพียงครึ่งเปอร์เซ็นต์ในบริษัทดอยช้าง กล่าว “กาแฟดอยช้างถือเป็นตัวอย่างอันดีของการต่อสู้ของชาวชุมชนบนดอยสูงที่ใช้พลังความสามารถและสามัคคี เป็นต้นแบบชุมชนตัวอย่างที่หลายประเทศต้องขอเข้ามาศึกษาดูงาน ตอนนี้ เรายืนอยู่ที่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ของกาแฟดีที่สุดในโลก จนกลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของโลกที่ต้องจารึกว่ากาแฟดีที่สุดในโลกอยู่ที่เมืองไทย”

 

14
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. เด็กหญิงผู้กล้า
  2. ตำรับเพื่อแรงบันดาลใจ
  3. “สาระ” จากรายการ “ไร้สาระ”

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่