Sorry, the site may not show properly on your browser. Please upgrade your internet browser to a more updated version (minimal IE7) for a better experience.
ลงทะเบียนเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษ   |  ลูกค้าสัมพันธ์
สมัครสมาชิก
หน้าแรก
หน้าแรก » บทความ » แรงบันดาลใจ » คุณโอ๋ลูกมากไปหรือเปล่า

คุณโอ๋ลูกมากไปหรือเปล่า

ชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบใช่ว่าจะดีเสมอไป By จัดเซน คัลเบรท
Share แบ่งปัน
ขนาดตัวอักษร AA AA | พิมพ์ | อีเมล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ตุ๊กตาหนีเที่ยว
  • คุณพ่อแฟนบอลโลก
  • “ผมภูมิใจในตัวพ่อ นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด”

สมัยก่อน ครูตรวจการบ้านนักเรียนด้วยหมึกสีแดงถือว่าเป็นการสั่งสอน เพราะสีแดงสะดุดตาเห็นเด่นชัด แต่ตอนนี้โรงเรียนหลาย แห่งเลิกใช้หมึกสีแดงและใช้สีโทนน้ำเงินหรือม่วงแทน "ลูกศิษย์ชั้นประถมหนึ่งตกใจเวลาเห็นสีแดง" ครูคนหนึ่งกล่าว "ฉันตรวจ แก้การบ้านด้วยสีน้ำเงินหรือดำเพราะมันดูดุดันน้อยกว่า"

ในโครงการกีฬาหลังเลิกเรียนที่ชาร์ลี ลูกชายฉันเข้าร่วมตอนอายุหกขวบ แค่เข้าร่วมก็ได้รับถ้วยรางวัลที่ระลึกแล้ว เด็กทุกคนได้ รับถ้วยรางวัลที่สลักชื่อแต่ละคน ตอนนั้น เจ้าหนูตัวจ้อยแทบผูกเชือกรองเท้าสเกตสำหรับเล่นฮอกกี้เองไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่รางวัลที่ได้รับ คือ "ความสะอาดเรียบร้อย"

วิล ทีโอดอร์ก็เหมือนเด็กก่อนวัยเรียนส่วนใหญ่ที่ชอบวาดรูป โดยเฉพาะวาดให้แม่ ตอนแรกแม่ก็กรี๊ดกร๊าดกับผลงานสร้างสรรค์ ของลูกทุกชิ้น เธออวดว่ารูปวาดของลูกชายหลักแหลมน่าทึ่งและเป็นผลงานทางศิลปะ วันหนึ่ง หลังหนูน้อยวัยสี่ขวบขีดๆเขียนๆเส้นหยิกหยักสองสามเส้นลงบนหน้ากระดาษ เขาพูดโพล่งกับแม่ว่า "ดูสิ สวยใช่มั้ยครับ"

ถึงเวลาต้องยอมรับความจริงกันแล้ว ในความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสร้างชีวิตวัยเด็กอันยิ่งใหญ่ให้กับเด็กๆ มอบชีวิตที่มีแต่ความสุข ความปลอดภัย และความสำเร็จให้ พ่อแม่และครูจำนวนมากกำลังทำกันสุดโต่งด้วยใจมุ่งมั่นที่จะทำอะไรก็ได้ คือยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ชีวิตที่ดีกว่าแก่เด็ก พ่อแม่เหล่านี้หลงผิดว่าตนสร้างชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกได้ แล้วจะคอยวนเวียนอยู่เหนือชีวิตของลูกตลอดเวลาและเข้าไปจัดแจงแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยในชีวิตของลูก พวกเขาหลงเชื่อว่าความนับถือตัวเองของเด็กๆอยู่ที่การที่พวกเขาไม่เคยต้องเผชิญปรปักษ์ ความผิดหวัง หรือความล้มเหลวใดๆแม้เพียงเล็กน้อย

แต่หลักการเลี้ยงลูกแบบ "ไร้น้ำตา" กลับเป็นผลร้ายมากกว่าที่พ่อแม่หรือครูคาดคิด

"แน่นอน เรารักลูกหลานสุดหัวใจ" เบตซี ฮาร์ต แม่ลูกสี่ในนครชิคาโกและผู้เขียน ต้องอาศัยผู้ปกครอง (It Takes a Parent) กล่าว "แต่เมื่อเราเทิดทูนและสร้างโลกแห่งอุดมคติให้เด็กๆ เราไม่ได้ช่วยพวกเขาเลย" จริงๆแล้ว ผลของความตั้งใจดีเหล่านี้มักจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม

เด็กๆจะหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่พบ หรือไม่รู้สึกภาคภูมิใจกับความสำเร็จของตัวเองหากเราป้อยอคำชมไร้สาระที่ทำให้พวกเขาผยองและโหยหาความตระหนักในตัวตนที่แท้จริง มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดระบุว่า คำชื่นชมที่ไม่ควรค่าต่อผู้รับอาจส่งผลร้ายในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อเที่ยวหว่านให้วัยรุ่นที่ยังเป็นไม้อ่อน ยิ่งกว่านั้น เด็กที่พ่อแม่คอยแก้ปัญหาให้ตลอดเวลา จะไม่สามารถพัฒนาความกล้าในการแก้ปัญหาชีวิตได้เลย

"ความผิดพลาดเป็นประสบการณ์ที่จะเตรียมตัวเด็กสำหรับอนาคต" ดร. โรเบิร์ต บรุกส์แห่งโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้เขียนร่วมของหนังสือ การ-เลี้ยงเด็กให้เข้มแข็ง (Raising Resilient Children) กล่าว "เมื่อพ่อแม่รีบรุดไปช่วยหรือแก้ปัญหาให้ เป็นการส่งสัญญาณว่า "พ่อแม่คิดว่าลูกไม่มีความสามารถพอจะจัดการกับปัญหาต่างๆได้ พ่อแม่ไม่แน่ใจว่าจะไว้ใจให้ลูกทำสำเร็จได้" "

ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่า หากต้องการชีวิตที่พร้อมและพึ่งพาตัวเองได้เมื่อเติบใหญ่ เราต้องการอิสระที่จะล้มเหลวบ้างเล็กน้อยในวัยเด็ก เราต้องการเสรีภาพที่จะทำผิดพลาดเพื่อเรียนรู้ที่จะประสบความสำเร็จ

ปัญหาของความสมบูรณ์แบบ

คุณพบเห็นพวกเขาได้ทุกหนแห่ง พ่อแม่ที่ตั้งใจดีแต่วางก้ามป่วนทั้งในห้องเรียนและในสนาม ผู้ปกครองที่จุ้นจ้านมากจน กดดันครูให้เปลี่ยนเกรดคะแนนของลูก กลายเป็นเรื่องดาษดื่นจนน่าอาย ("เธอแปดขวบ อีกสิบปีก็ต้องเข้าฮาร์วาร์ดแล้ว") ผู้ฝึกสอนกีฬาและผู้ดูแลกิจกรรมนอกหลักสูตรอื่นๆก็ได้รับแรงกดดันแบบเดียวกัน โคชทีมฟุตบอลหญิงในนิวยอร์กซึ่งทำหน้าที่นี้มาแปดปีเล่าว่า "มีพ่อแม่จำนวนมากอยากให้ลูกเล่นตำแหน่งกองหน้าเท่านั้น แม้ปรัชญาของเราคือให้เด็กๆรุ่นเล็กเรียนรู้ที่จะเล่นทุกตำแหน่ง"

แล้วพ่อแม่จะช่วยลูกอย่างไรโดยไม่ "โฉบ" อยู่เหนือชีวิตลูกตลอดเวลา

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้น ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า พ่อแม่ต้องจริงใจกับความสามารถของลูก จากนั้นก็ต้องซื่อสัตย์มากขึ้นกับพวกเขา เด็กๆจำเป็นต้องสามารถ "ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน ติดตามตรวจสอบและปรับปรุงผลงานของตนได้ด้วยตัวเอง" นายแพทย์เมล เลวีน เขียนแนะไว้ในหนังสือ พร้อมหรือไม่ ชีวิตก็มาถึงแล้ว (Ready or Not: Here Life Comes) ความสามารถนี้จะเพิ่มพูนขึ้นก็ต่อเมื่อเด็กได้รับสัญญาณและกำลังใจที่เหมาะสมจากผู้ใหญ่ที่พวกเขาชื่นชม เลวีน ผู้อำนวยการศูนย์คลินิกเพื่อการศึกษาการพัฒนาและการเรียนรู้แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ระบุว่า การประเมินตนเองเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 11 ถึง 20 ปี

ผลงานวิจัยใหม่ในด้านการพัฒนาทางประสาทชี้ว่าอายุช่วงนี้เป็นระยะที่สมองส่วนหน้าเติบโตและการเชื่อมโยงทางประสาทเริ่มแข็งแรง เมื่อสมองส่วนนี้เริ่มพัฒนาขึ้นแบบเฉพาะทางจึงเป็นการเชื่อมโยงที่สำคัญต่อชีวิต เด็กในวัยนี้และวัยรุ่นเริ่มแสวงหาและทุ่มเทกับสิ่งที่พวกเขาชอบและสนใจ รวมทั้งค้นหาสิ่งซึ่งตนถนัดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จชั่วชีวิตและความภาคภูมิใจในตัวเองอย่างแท้จริง ดังนั้น สิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการใน ช่วงนี้คือข้อมูลผิดๆ

มองหาสัญญาณจากเด็กๆ

"ความอยู่รอดของมนุษย์ขึ้นอยู่กับการตอบสนองที่ถูกต้องเสมอ" ดร. รัสเซล บาร์กลีย์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งโรงเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก กล่าว เวลาเราทำคะแนนไม่ดี สมองรับรู้ใน ทันที "สมองจะส่งสัญญาณเตือนมาว่า "ดูหนังสือให้หนักขึ้น" "วางแผนใหม่" หรือ "ช้าลง คุณกำลังทำผิด" " จริงๆแล้ว เราหลอกตัวเองไม่ได้ แม้กระทั่งถูกหลอกเพื่อให้เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดีทั้งที่ไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้น "เด็กไม่ได้ประโยชน์อะไรจากคำพูดหวานๆ" บาร์กลีย์กล่าว

เจนนิเฟอร์ ทีโอดอร์ แม่ของเด็กชายวิลวัยสี่ขวบตระหนักว่าการชมเชยเกินเหตุอาจมีผลสะท้อนในทางลบ "แทนที่จะบอกลูกชายว่าทุกอย่างที่เขาทำเป็นผลงานชิ้นเอก ตอนนี้ ฉันท้าทายเขาด้วยการถามกลับว่า "ลูกทำอะไรได้อีก" หรือไม่เช่นนั้นเราก็คุยกันว่าทำไมเราถึงชอบรูปอื่นมากกว่า แม้จะยังเด็ก แต่ลูกก็รู้เวลาที่เขาทำบางอย่างได้ดีเมื่อเขาพยายามอย่างหนัก"

การปฏิบัติเช่นนั้นต่อเด็กทั่วไปเป็นการกระทำที่ถูกต้อง รวมทั้งเวลาที่ผลงานของเด็กๆยังไม่เข้าขั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ถ้าเด็กทำอะไรออกมาไม่ดี พวกเขามีแนวโน้มจะรู้ตัว "เด็กมีพลังลึกลับในการรับรู้ความจริง" แม้จะเป็นเด็กที่เล็กมากๆ เอลิซาเบท กัตรีย์ระบุไว้ในหนังสือของเธอ

อย่างไรก็ดี เวลาพ่อแม่เข้ามาวุ่นวาย ความตระหนักรู้ด้วยตัวเองของเด็กจะถูกรบกวน พวกเขาไม่สามารถฝึกหัดค้นหาคำตอบของตัวเอง "พ่อแม่ที่ช่วยลูกมากเกินไปอาจทำให้ลูกคิดเองไม่เป็น" ลอรา เบิร์ก ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์และผู้เขียน ปลุกจิตใจเด็กให้ตื่น (Awakening Childrenีs Minds) กล่าว

แทนที่จะรีบรุดเข้าไปโดยพละการ พ่อแม่ควรมองดูสัญญาณจากลูกก่อนว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเมื่อไร โดยธรรมชาติมนุษย์มีความจำเป็นต้องเรียนรู้ให้ช่ำชองด้วยตัวเองซึ่งเป็นแรงผลักดันไปสู่ความเก่งกาจ เบิร์กอธิบายว่า "เมื่อพ่อแม่ก้าวล้ำเส้นเข้ามา เด็กเสี่ยงต่อการถูกเหยียบย่ำทำลายแรงจูงใจของตัวเองตามธรรมชาติ" ดังนั้น เป็นหน้าที่ของเราในฐานะผู้ใหญ่ที่จะต้องให้แน่ใจว่าเด็กรับรู้ว่าเราคาดหวังให้พวกเขาทำหน้าที่และปฏิบัติตนให้ดี

คำพูดบางคำที่หลุดจากปากเด็กสะท้อนความต้องการตามธรรมชาติที่จะมีอิสรภาพดูแลตัวเอง "ลูกทำเอง" และคำที่คุ้นเหลือเกิน "ไม่" ซึ่งหมายถึง "ถอยไป ลูกจัดการเองแม้จะทำผิดก็ตาม" (แน่นอน พ่อแม่จริงๆแล้วอาจต้องช่วยเจ้าตัวเล็กหลายต่อหลายครั้ง) เด็กเล็กวัยเพียงขวบครึ่งก็ยังส่งสัญญาณแรงผลักดันตามธรรมชาติและความต้องการจะดูแลตัวเอง โดยพูดเสียงดังในลักษณะให้กำลังใจตัวเอง "เวลาแอบฟังพวกเขาพูดกับตัวเอง" เบิร์กเล่า "คุณจะเห็นถึงความรู้สึกเบื้องลึกว่าอะไรคือสิ่งที่เด็กเห็นว่าเป็นความท้าทาย อะไรที่พวกเขาอยากเรียนรู้ให้เก่ง" พอถึงวัยก่อนเข้าเรียน คำพูดกับตัวเองเหล่านี้เริ่มสะท้อนอยู่ภายใน

แต่เสียงเหล่านี้ไม่เงียบหายไป การสื่อสารกับตัวเองยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมตน ในกรณีดีที่สุด เสียงภายในจะบอกว่า ฉันคิดว่าฉันทำได้ พ่อแม่ช่วยเกื้อกูลความคิดในเชิงบวกของลูกเวลาที่พวกเขาปล่อยให้เด็กทำตามเสียงภายในของตนเอง อย่างเช่นแม่อาจพูดกับลูกว่า "อาหารจานนี้ทำยาก แม่คิดว่าจะง่ายขึ้นถ้าเราเริ่มด้วยการหั่นผักทั้งหมดก่อน"

คอยดูแลใกล้ชิด

หากเลิกหลงเชื่อผิดๆเกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กที่สมบูรณ์แบบ เราอาจได้รับสิ่งที่ดีกว่าเดิม นั่นคือชีวิตวัยเด็กที่ดี ตัวอย่างเช่นทาเมกา วัตกิน ซึ่งดูเหมือนจะเลี้ยงลูกเก่งโดยธรรมชาติ เธอนั่งกับซีดีลูกชายวัยสิบขวบทุกคืนเวลาลูกทำการบ้าน แต่ไม่ทำการบ้านให้ลูก เวลาลูกเล่าว่าเรียนอะไรมาบ้าง เธอจะฟังด้วยความสนใจ รายงานของหน่วยงานที่ติดตามการประเมินความก้าวหน้าทางการศึกษาในสหรัฐฯพบว่านักเรียนอย่างซีดีซึ่งพูดคุยเกี่ยวกับการเรียนกับคนที่บ้านจะทำคะแนนในการอ่านสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โอกาสที่ได้พูดคุยและสะท้อนสิ่งที่เขาเรียนรู้จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนรายนี้ไปตลอดชีวิตการเรียน

ขณะซีดีช่วยแม่เก็บโต๊ะ เขาพูดคุยสิ่งที่อยู่ในใจ บางคืนเป็นเรื่องความฝันของเขาที่อยากเป็นตำรวจ ทาเมกากระตุ้นให้ลูกคิดโดยใช้เงื่อนไขว่า "จะเป็นอย่างไรถ้า" และ ถามมุมมองของเขาต่ออนาคต แล้วเชื่อมโยงเรื่องเข้ากับความสำเร็จในปัจจุบัน "ลูกรู้มั้ย ตำรวจก็ต้องแก้ปัญหา" เธออาจบอกลูกว่า "เหมือนที่ลูกทำในบทเรียนวิทยาศาสตร์" เมื่อเขาไปหาเธอที่ที่ทำงานซึ่งเธอเป็นผู้ดูแลทางเทคนิคในการออกกำลัง ความเป็นมืออาชีพที่สดใสร่าเริงของเธอเป็นตัวอย่างของความพึงพอใจในงานที่เลือกเอง

ทาเมกาเป็นตัวอย่างของคนที่บรุกส์เรียกว่า "ผู้ใหญ่ที่น่าชื่นชม" เป็นคนที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งสำคัญเกี่ยวกับตัวเอง "เด็กสั่งสมความแข็งแกร่งภายในและกรอบจิตใจที่ยืดหยุ่นจากคำพูดที่แสดงถึงความรักและใส่ใจเหล่านี้" เขากล่าว

ไม่ชมเชยจนเกินไป ไม่ปกป้องจนเกินไป ไม่เข้าไปช่วยเป็นประจำ แต่คอยสดับฟัง เข้าใจและสนับสนุน ซีดีได้รับของขวัญแห่งชีวิตวัยเด็กดีที่สุดเท่าที่จะได้จากแม่ นั่นคือมอบโอกาสให้เขาเป็นตัวของตัวเอง

2
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

Q&A Interview:Getting Ahead with James Dyson

Share แบ่งปัน
พิมพ์ | อีเมล

เรื่องยอดนิยม ...

  1. บุคคลแห่งปีของเอเชีย
  2. เดินกลับไปสู่อนาคต
  3. เรื่องราวในรูปเงา

ประเภทของ บทความ

  • แรงบันดาลใจ
  • ผู้มีชื่อเสียง
  • ท่องเที่ยว
  • ระทึกใจ/ผจญภัย
  • สิ่งประดิษฐ์ & เทคโนโลยี
  • รุปแบบการใช้ชีวิต
  • เหตุการณ์ปัจจุบัน & ประวัติศาสตร์
  • สุขภาพ-การแพทย์

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.
ท่านต้องการอ่านทุกเดือนไหม
สมัครสมาชิกนิตยสาร รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ เพียง 996 บาทต่อปี
Shop Online
1 | 2 | 3 | 4 | 5
  • E20i
    English in 20 Minutes Interactive

    THB4,888.00
    buy
  • Mood Music
    Mood Music for Listening and Relaxation

    THB1,990.00
    buy
  • Salute to the King Set
    Salute to the King Set

    THB1,590.00
    buy
  • Manage Your Boss
    Managing Your Manager

    THB32.00
    buy
  • เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
    เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์

    THB1,690.00
    buy
ดูผลิตภัณฑ์อื่นๆ

เรื่องยอดนิยม

  • ตลอดกาล
  • สัปดาห์นี้
  • This month
1โตโน่ จาก Reality สู่ชีวิตจริงของดาวรุ่ง
25 วิธีจับโกหก
3ติ๊ก เจษฎาภรณ์ สุภาพบุรุษโลกสีเขียว
4วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง
541 ความในใจที่หมอขอบอก
629 เคล็ดลับทางการเงิน
7“ผมภูมิใจในตัวพ่อ นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด”
8โพแทสเซียม
9ชีวิตที่นับหนึ่งใหม่
10พลิกความเครียดให้เป็นประโยชน์

เรื่องขำขันทั้งหมด

หัวเราะคือยาวิเศษ

ช่วงวันหยุด แม่เลี้ยงขอฉันโทรศัพท์ไปที่ร้านคาเฟ่เพื่อจองที่นั่งเวลา 19.00 น... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ชายคนหนึ่งบอกหมอว่า "หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมติดทวิตเตอร์อย่างหนัก" หมอตอบว่า ... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ตอนเด็กๆ ครอบครัวผมจนมากไม่มีปัญญาซื้อรองเท้าผ้าใบสวยๆ ให้ผม ตอนที่ผมบอกให้... 100% ร่วมลงคะแนน
See All Jokes

ขอตอบด้วยคน

วิธีทำโทษเด็กแบบไหนดีที่สุด
142 Votes

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์

อาหาร

เต้าหู้ผัดเต้าซี่

ผู้มีชื่อเสียง

วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง

แรงบันดาลใจ

บุคคลแห่งปีของเอเชีย

อาหาร

สลัดผักร็อกเก็ตและชีส

เทคโนโลยี

พญาอินทรีแห่งฝูงปักษา

ท่องเที่ยว

อิสตันบูล

ธันวาคม 2554

วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง
  • ฉบับนี้
  • สมัครสมาชิก
  • รับฟรี E-Newsletter
ติดต่อเรา
  • ส่งเรื่องขำขัน
  • ส่งบทความ
  • ส่งภาพ
  • แสดงความคิดเห็น
  • ติดต่อเรา
  • คำแนะนำ
  • อีเมลถึงบรรณาธิการ
  • ลูกค้าสัมพันธ์

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

รายการ “ลุ้นรวยรับรางวัลรวม 7 ล้าน”

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่

 

ติดต่อเรา | เว็บไซต์รีดเดอร์ส ไดเจสท์ เอเชีย | แบรนด์ที่คุณเชื่อมั่นที่สุด | ติดต่อโฆษณา | นโยบายบริษัท | ข้อกำหนดในการใช้งาน | แผนผังเว็บ © 2012 The Reader's Digest Association, Inc