
English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

จูบอย่าคิดว่าไม่สำคัญ
จูบหมายถึงการสัมผัสบุคคลหรือสิ่งของด้วยริมฝีปาก บางครั้งอย่างแผ่วเบา หรือบางทีก็ดูดดื่ม แต่ที่แน่ๆ จูบมีความหมายมากกว่านั้น
By ทามารา เดอ แอนดา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เทอรีและเรย์พบกันที่ภัตตาคารแห่งหนึ่ง ทั้งสองทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟที่นั่น แม้จะไม่ค่อยมีเงิน แต่เขาก็นัดเธอออกไปเที่ยว คู่หนุ่มสาวไปนั่งเล่นชิงช้าในสวนสาธารณะหลายครั้ง หัวเราะและสนุกกันเหมือนวัยรุ่นแม้จะอยู่ในวัยเบญจเพสแล้วก็ตาม หลังคบหากันมาระยะหนึ่งก็ถึงจุดที่ต่างคนแอบรอคอยด้วยใจจดจ่อ ก่อนเอ่ยลา เรย์ถามขึ้นว่า “ขอจูบได้ไหม” เธอตอบรับโดยไม่ลังเลสักนิด
แม้จะขวยเขินในตอนแรก แต่ก็ยอมให้จูบที่ริมฝีปากอย่างอ่อนโยน ทั้งสองยอมรับว่านาทีนั้นไม่ใช่เหตุการณ์ใหญ่โตหรือน่าตื่นเต้น ไม่ใช่อะไรที่ดูดดื่มลึกซึ้งเหมือนในหนังฮอลลีวูด แต่จูบเล็กๆนั้นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวความรัก 24 ปีที่ยังลึกซึ้งมั่นคง
แม้จะฟังเหมือนนิยายรักประโลมโลก แต่กรณีของเทอรีและเรย์ยังมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ด้วย นั่นคือการจูบมีความหมายมากกว่าแค่การแสดงออกถึงความใกล้ชิด จากการสัมผัสทางกายครั้งแรกนั้น คู่หนุ่มสาวแสดงออกล่วงหน้าทั้งที่ไม่รู้มาก่อนถึงความสัมพันธ์ที่จะประสบความสำเร็จในอนาคต รายงานผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในปี 2550 โดยกอร์ดอน กัลลัป นักจิตวิทยาและหัวหน้าทีมวิจัย ระบุว่า การจูบเป็นวิธีแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีความหมายผ่านสัมผัสของเราในระดับจิตใต้สำนึกว่า บุคคลที่อยู่ตรงหน้าเราใช่เนื้อคู่ในอุดมคติหรือไม่ “สัญชาตญาณทางชีวภาพ” นี้ไม่ผิดพลาดในกรณีของเทอรีและเรย์ ทั้งคู่มีบุตรที่แข็งแรงและมีความสุขด้วยกันสองคนคือเรเชล ซึ่งปัจจุบันอายุ 18 ปี และโจนาทาน อายุ 17 ปี
ผลที่อาจตามมาจากการจูบดูเหมือนจะไม่เกินจริงเมื่อเราวิเคราะห์ว่าเกิดอะไรขึ้นในร่างกายของเรา ณ วินาทีของการสัมผัส “จากเส้นประสาทในกะโหลกที่มีอยู่ 12 คู่ ห้าคู่ในนั้นเกิดปฏิกิริยาตื่นตัวเวลาจูบ ส่งสารจากริมฝีปาก ลิ้น และจมูกไปยังสมองเพื่อสังเคราะห์ความเคลื่อนไหวทั้งหมด” ซีเลีย อนายา-เฮอร์ทัส ประธานสมาคมไพรเมตวิทยา กล่าว กล้ามเนื้อ 34 มัดทำงานพร้อมกันและออกซิโทซินจะหลั่งออกมา “ออกซิโทซินยังรู้จักกันว่าเป็น ‘ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน’ ซึ่งมีระดับเพิ่มขึ้นหลังการจูบ”
จมูกมีบทบาทสำคัญในการจูบด้วย ก่อนและหลังจูบนอกจากจะมองตากันแล้วยังมีการดมกลิ่น สารฟีโรโมนซึ่งช่วยกระตุ้นแรง ดึงดูดทางเพศและการสืบพันธุ์ในสัตว์หลายชนิด เดิมเคยเชื่อกันว่ามนุษย์ไม่สามารถรับรู้สารนี้ได้ อย่างไรก็ดีผลการศึกษาเมื่อปี 2546 แสดงให้เห็นว่าสัมผัสทางกลิ่นมีบทบาทสำ คัญต่อชีววิทยาระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ การศึกษาดังกล่าวระบุว่า มนุษย์มีตัวรับสารฟีโรโมนในเยื่อบุเมือกของอวัยวะรับกลิ่น และเนื้อเยื่อเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อความรู้สึกที่เรามีต่อเพศตรงข้าม
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เราเข้าใจว่า ทำไมผู้หญิงจึงสามารถสัมผัสถึงความสอดคล้องต้องกันทางพันธุกรรมในเพศชาย ขณะผู้ชายรับรู้ถึงความพร้อมในการสืบพันธุ์ของเพศหญิง
ใครเป็นคนต้นคิดเรื่องจูบ
หากมองย้อนกลับไปในห่วงโซ่แห่งวิวัฒนาการ เราสามารถจินตนาการถึงต้นกำเนิดของวัฒนธรรมการจูบที่ดูน่าเอร็ดอร่อยได้อย่างง่ายดาย “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางประเภทป้อนตัวอ่อนด้วยวิธีปากต่อปาก เคี้ยวอาหารให้ก่อน จากนั้นจึงส่งต่ออาหารให้ลูก นี่อาจเป็นต้นกำเนิดของการจูบ” ซีเลียกล่าว “ฟรานส์ เดอ วาล นักไพรเมตวิทยา และเอเบิล-อีบส์เฟลด์ นักวิชาการที่ศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ สนับสนุนทฤษฎีนี้ทั้งคู่ นั่นคือการจูบโดยไม่มีการแลกเปลี่ยนอาหารเป็นการแสดงออกถึงความรักและความพึงพอใจที่เกือบจะเป็นสากลในมนุษย์” ดูเหมือนบรรพบุรุษสาย ตรงของมนุษย์มีวัฒน ธรรมนี้เช่นกัน “มีการศึกษาทางมานุษยวิท ยาที่ระบุว่าซากดึกดำ บรรพ์โฮมินิดเพศหญิงของมนุษย์โครมันยองเลี้ยงลูกด้วยการป้อนจากปากถึงปาก”
“ลูกพี่ลูกน้อง” ของเราคือลิงชิมแปนซีก็จูบด้วยเหมือนกัน ไม่ใช่แค่เพื่อป้อนอาหาร แต่เป็นการทักทาย หรือตามที่ไดอานา พลา ทาส นักมานุษยวิทยากายภาพ กล่าวว่าเป็น การคืนดีหลังทะเลาะกัน ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสมาคมไพรเมตวิทยาแห่งเม็กซิโก เธอบรรยายถึงวิธีจูบที่เป็นสัญลักษณ์ของความพึงพอใจและไว้ใจกันในหมู่ลิงชิมแปนซี โบโนโบซึ่งมักใช้ลิ้นด้วย ฟรานส์ เดอ วาลกล่าวว่า “ไม่มีนักแสดงในฮอลลีวูดคนใดที่เทียบชั้นการจูบอย่างดูดดื่มของลิงน้อยโบโนโบสองตัวได้” การจูบไม่ได้มีเฉพาะในเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่เดสมอน มอริส นักมานุษย วิทยาที่โด่งดัง ยืนยันว่ามนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่มีริมฝีปากม้วนออกและยังมีสีที่โดดเด่นแตกต่างจากสีผิวส่วนอื่นทั้งหมด ริมฝี ปากให้ภาพที่เย้ายวนและรับความรู้สึกได้ไวมาก เนื่องจาก “มีหนังกำพร้าบางที่สุดในร่าง กายมนุษย์และเต็มไปด้วยเซลล์ประสาทสัมผัสที่มาบรรจบกันจำ นวนมาก” ซีเลียกล่าว
เราถูกสร้างมาให้จูบ ประชากรโลกอย่างน้อยร้อยละ 90 อยู่ในวัฒนธรรมที่มีการจูบ แต่ในเมื่อยังมีบางส่วนของตัวเลขที่พร่องไป ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าการจูบเป็นเพียงปฏิกิริยาโต้ตอบโดยอัตโนมัติ หรือพฤติกรรมจากการเรียนรู้ “การจูบเป็น การกระทำที่มาจากการเรียนรู้ และผู้คนในบางวัฒนธรรมจูบบ่อยกว่า อย่างไรก็ตาม การจูบอาจมองได้ว่าเป็นเรื่องของสัญชาตญาณ ยกตัวอย่างการดูดนิ้วของทารกซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเวลาหิว หากยังเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบอัตโนมัติที่กล่อมให้ทารกสงบลง” ซีเลียกล่าว
ซิกมันด์ ฟรอยด์มองว่า ลักษณะการป้อนอาหารให้ทารกคือต้นเค้าโดยตรงของการจูบ “ตอนนี้ เรารู้แล้วว่าการดูดนิ้วใช้กล้ามเนื้อส่วนเดียวกันและมีการเคลื่อนไหวเหมือนการจูบ” เอเดรียน บลูระบุ ฟรอยด์มองว่าการจูบเปรียบเสมือนการค้นหาหน้าอกของแม่บนริมฝีปากของอีกคน “เราชอบที่จะจูบเพราะการจูบมีอยู่ในรักแรกที่แท้จริงของเราเสมอ”
รายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร เนเจอร์ เมื่อปี 2546 ระบุว่า คนส่วนใหญ่เอียงศีรษะไปทางขวาเวลาจูบ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสันนิษฐานของฟรอยด์ ไดอานา พลาทาสยืนยันว่า “ฉันทดลองง่ายๆในกลุ่มคนที่ฉันรู้จัก โดยสังเกตคน 25 คู่ ในจำนวนนี้ 24 คู่เอียงศีรษะไปทางขวาเพื่อจูบ” ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะความไม่สมดุลของซีกสมองทั้งสองข้าง แต่มีข้อสันนิษฐานว่า ความไม่สมดุลนี้เป็นผลจากพฤติกรรมของแม่ในการอุ้มทารกไว้ทางซ้ายเวลาให้นมลูก ข้อมูลการศึกษาของเดสมอน มอริสพบว่า ประชากรส่วนใหญ่ราวร้อยละ 80 มีพฤติกรรมเช่นนี้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ อาจเพราะหัวใจของแม่อยู่ทางซีกซ้ายนั่นเอง
จูบไม่เป็น เสียหายอย่างไร
เมื่อเบเรนีซเห็นอเล็กซานโดรครั้งแรก เธอคิดว่าเขาคือเทพบุตร เป็นรักแรกพบและเธอไม่กล้าสารภาพ เธอระงับใจตัวเองได้ แต่ถวิลหาตลอดเวลาถึงโอกาสที่จะได้จูบเขา ตลอดหกปีต่อมา เธอไม่เคยหยุดคิดถึงเขาแม้แต่วันเดียว ในที่สุด เธอสารภาพความรู้สึกที่ทรมานใจออกมา เขาถึงกับอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูกในตอนแรก และต่อมาตัดสินใจช่วยให้เธอสมปรารถนาด้วยการจูบเธออย่างดูดดื่ม “เขาบอกว่า ‘คนสวย จูบผมทีสิ’ ฉันถอยหลังหนี แต่เขาก็เข้ามาจูบฉันจนได้ หลังรอมานาน ท้ายที่สุด ความรักไม่ใช่แค่ความเพ้อฝันอีกต่อไป แต่เรื่องนี้อาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก
“ทันใดนั้น ฉันรู้สึกว่าลิ้นเขาชอนไชเข้ามา ฉันตกใจ ไม่รู้สึกอะไรแม้แต่นิด จากนั้น ฉันสำลักและรู้สึกเหมือนอยากร้องไห้” เบเรนีซเผย แม้จะเป็นการพบกันแบบไม่คาดฝัน ทั้งสองคบหากันอยู่หนึ่งเดือนครึ่ง แต่ความสัม พันธ์ไม่คืบหน้าไปไหน
การจูบไม่เป็นดูเหมือนจะทำให้ความสัม พันธ์ของทั้งสองไปกันไม่ตลอดรอดฝั่ง การสำรวจโดยเว็บไซต์มีชื่อเสียงในการหาคู่สำหรับคนโสด Match.com ภาคภาษาสเปน เผยว่า หนึ่งในทุกสี่คนที่เลิกลากับคู่รักเพราะไม่พอ ใจเทคนิคการจูบ ร้อยละ 42 จากกลุ่มนี้บอกว่า การจูบทำให้พวกเขาตระหนักว่าระหว่างทั้ง สองไม่มีความรู้สึกดึงดูดใจต่อกัน ร้อยละ 15 เผยว่ารู้สึกเหมือนคู่รักของตัวเองกำลัง “เลีย” ในลักษณะการจูบที่ไม่น่าพอใจอย่างยิ่ง
เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้ริมฝีปากอย่างไม่เหมาะสม มีตำราหลายเล่มที่โฆษณาว่าจะเปลี่ยนใครก็ตามที่อ่านให้เป็นกลายผู้เชี่ยว ชาญการจูบ ในหนังสือชื่อ ศิลปะการจูบ ซึ่ง ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2534 และพิมพ์ซ้ำอีกครั้งเมื่อเร็วๆนี้ วิลเลียม เคนระบุว่า ผู้อ่านหนังสือของเขาจะเอาชนะความอายของตนได้เมื่อถึงเวลาจูบ รวมทั้งรอบรู้การจูบในแบบต่างๆ และจะได้เรียนรู้จากตัวอย่างของ “นักจูบตัวจริง” หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนตอนนี้จัดทำออกมาเป็นคู่มือทางวิดีโอที่ Kissing.com ส่วนอีกด้าน ไวโอเลต บลูสัญญาไว้ในหนังสือออนไลน์ของเธอ วิธีการจูบ ว่า คุณจะ “เรียนรู้การจูบเหมือนดารา ภาพยนตร์ และคนที่คุณจูบจะรู้สึกเหมือนเพลงโปรดของเธอกำลังบรรเลงอยู่ในวิทยุทุกครั้งที่ริมฝีปากของคุณประกบกัน”
อย่างไรก็ตาม การจูบเป็นการกระทำตามสัญชาตญาณ เป็นการกระทำที่ไม่อาจเรียนรู้ได้จากทฤษฎีหรือคู่มือแนะนำ “คุณไม่ได้หยุดเพื่อคิดก่อนว่าควรจะวางปลายลิ้นของตัวเองไว้ตรงไหน เมื่อไรควรถอนหายใจ วินาทีนั้น ร่างกายของเราขับเคลื่อนไปเองโดยอัตโนมัติ” เอเดรียน บลู ผู้แต่งหนังสือ การจูบ: จากอภิปรัชญาสู่แรงกระตุ้นทางเพศ กล่าว
พลังจูบ:เหนือวิทยาศาสตร์
เทอรีและเรย์ คู่รักสุขสมซึ่งบทความนี้หยิบยกขึ้นมาตอนต้นเรื่อง ตัดสินใจในวันหนึ่งที่จะทำบางสิ่งเพื่ออุทิศให้แก่พลังแห่งรัก หลังระดมความคิดอย่างหนักและท่องเว็บหาข้อมูลมากมาย ทั้งคู่ได้ความคิดว่าจะสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาบนอินเทอร์เน็ตเพื่อรวบรวมภาพจูบต่างๆที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่งเข้ามา นั่นคือจุดกำเนิดของ bestkisses.com บล็อกที่ยินดีต้อนรับทุกคน มีตั้งแต่ภาพถ่ายอมตะซึ่งจับภาพวินาทีหลังกล่าวคำพูดศักดิ์สิทธิ์ว่า “เจ้าบ่าวจูบเจ้าสาวได้” ไปถึงภาพถ่ายมากมายที่แสดงความรักอย่างใกล้ชิดระหว่างสมาชิกในครอบครัว เป็นช่วงเวลาแห่งความอ่อนโยนที่จะทำให้คุณยิ้ม และหัวใจของผู้ชมภาพสัมผัสถึงสารแห่งรัก เว็บไซต์นี้ประสบความสำเร็จโด่งดัง
จอห์น โรเดลเป็นพระคาทอลิกและเป็นพ่อของลูกที่เป็นโรคออทิซึม โนอาห์ ลูกชายของเขา มีปัญหาเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นไม่ค่อยได้ แต่เมื่อสองเดือนก่อน พวกเขาไปเข้าค่ายสำหรับเด็กออทิสติกและครอบครัว โนอาห์รู้จักและเป็นเพื่อนกับเซานา เด็กหญิงวัยเดียว กัน ทั้งคู่คุยและเล่นด้วยกันเกือบตลอดช่วงเย็น จอห์นคิดว่าลูกชายพบคนที่ถูกใจเข้าแล้ว เวลาล่วงเลยจนเริ่มดึก พ่อที่เป็นห่วงอยู่ในใจเลี่ยงไม่ได้ที่จะขัดจังหวะแสนสุขของลูก “ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว” เด็กน้อยจับมือพ่ออย่างเศร้าสลดและเดินตรงไปที่รถด้วยกัน
ทันใดนั้น โนอาห์หยุดกึก “พ่อ ผมมีอะไรบางอย่างต้องทำ” พูดเสร็จก็วิ่งปรื้ดตรงไปที่ค่ายพักแรม และพบเซานาซึ่งอยู่กับพ่อ แม่ของเธอ เขากระซิบบางอย่างข้างหู เธอยิ้ม จากนั้นเขาจูบเธอ เป็นจูบแรกของเขา จอห์นมีความสุขและภูมิใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
‘ทำไมลูกจูบเธอล่ะ’ เขาถามลูกระหว่างทางกลับบ้าน
‘เพราะผมไม่อยากลืมเธอ’ โนอาห์ตอบด้วยสีหน้าจริงจังแต่ดูมีความสุข
“ตอนนี้ ผมรู้แล้ว” จอห์นสรุป “ผมรู้แล้วว่าทำไมคนเราถึงจูบกัน เพื่อให้จดจำคนคนนั้นตลอดไป”
เราเรียนรู้วิธีจูบได้ไหม
เชอรี เบิร์ด ผู้ก่อตั้งโรงเรียนการจูบและผู้แต่งหนังสือชื่อเดียวกัน กล่าวว่า ไม่มีใครเกิดมารู้วิธีจูบ “ตอนเป็นวัยรุ่น ฉันต้องเรียนรู้การจูบโดยดูเพื่อนสองคนที่จูบกันตลอดเวลา ฉันอิจฉาพวกเขามาก แต่มากกว่าแค่ดู คุณต้องมีความปรารถนา ที่จะฝึกฝนและทดลอง
“มีบางคนจูบไม่เป็น แต่เรื่องนี้แก้ไขเปลี่ยนแปลงได้” เชอรีกล่าว เหตุผลหนึ่งที่เธอก่อตั้งโรงเรียนการจูบมาจากเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน เธอคบหากับเด็กหนุ่มซึ่งจูบของเขาทำให้เธอนึกถึงคนที่พยา ยามจะดูดมากกว่าจูบอย่างอ่อนโยน “ถ้าคุณอยู่กับคนที่จูบแล้วแต่กลับไม่รู้สึกมีความสุข คุณจะตั้งป้อมปิดตัวเองและถอยห่างออกมา ซึ่งทำลายความไว้วางใจและการสื่อสารในความสัมพันธ์อย่างรุนแรง”
โรงเรียนการจูบจัดฝึกอบรมสำหรับทั้งคนโสดและคนที่มีคู่แล้ว (ทางโรงเรียนแนะให้นำคู่ของคุณมาเอง) สิ่งที่เชอรีสอน “นักเรียน” ของเธอและผู้อ่านไม่ใช่คำแนะนำทีละขั้นเกี่ยวกับเทคนิคการจูบ หลักสูตรนี้ไม่ใช้คู่มือการสอน เพราะการเรียนรู้แต่ท่าทางโดยปราศจากหัวใจย่อมไม่เกิดประ โยชน์ต่อใคร “เหมือนนักเล่นกีตาร์ที่มีเทคนิคแม่นยำ แต่การแสดงขาดความรู้สึก ไร้อารมณ์” ในการฝึกอบรม เชอรีเน้นที่พลังข้างในและสอนให้ผู้เข้าอบรมรู้วิธีนำพลังนั้นถ่ายทอดออกมาเป็นการกระทำเพื่อ เชื่อมอารมณ์และจิตวิญญาณโดยการจูบ
ตัวอย่างความสำเร็จมีมากมาย แต่เชอรีจำได้ถึงเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ก่อนเข้าฝึกอบรมสารภาพว่ามีปัญหาใหญ่ เรื่องความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสามี เมื่อเสร็จสิ้นการฝึกอบรม เธอดูสดใสมีชีวิตชีวาและขอบ คุณเชอรีสำหรับประสบการณ์ที่ได้รับ “ในชีวิตการแต่งงาน 27 ปี ฉันไม่เคยจูบเขาแบบนี้มาก่อน” อีกคู่เป็นชายวัย 81 และหญิงวัย 72 ซึ่งบอกเชอรีว่า ไม่เคยคิดว่าเธอจะช่วย “สอนไม้แก่ดัดยาก” ได้
ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำบางประการจากเชอรีเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนผ่านริมฝีปาก
- หายใจ บางคนกลั้นหายใจเวลาจูบ ทำให้ไม่เกิดอารมณ์หรือจูบไม่ได้นาน คุณจะต้องหายใจลึกๆ ประสานจังหวะการหายใจกับคู่ของคุณและรู้สึกไปพร้อมๆกัน
- มองตากัน สื่อสารกันทางสายตา เปิดหัวใจและสร้างจุดร่วมของแหล่งพลัง งานของทั้งสองคน
- เมื่อจากกันในตอนเช้า อย่าจากไปโดยไม่จูบอย่างมีความหมายอีกครั้ง การจูบสองวินาทีเหมือนกำลังบอกว่า “ฉันไม่มีเวลาพอสำหรับคุณ” คุณจะต้องให้เวลาอย่างน้อย หนึ่งนาทีเต็มกับคู่ของคุณก่อนออกจากบ้าน
- แบ่งเวลาสำหรับการจูบ บอกคู่ของคุณให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ว่า คุณอยากอยู่กับเขา มีความสัมพันธ์ และใช้เวลาด้วยกัน เพื่อให้ทั้งคู่เพิ่มพูนความรู้สึกที่มีต่อกันไปพร้อมๆกัน ถ้ายังไม่สะดวกที่จะใช้เวลาอย่างมี คุณภาพด้วยกันในตอนนั้น คิดเอาไว้ว่าจะนัดกันใหม่เมื่อไร
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เรื่องขำขันทั้งหมด
เรื่องขำขันทั้งหมด
ขอตอบด้วยคน
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | เทคโนโลยี | ![]() ท่องเที่ยว |
เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท
หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

แบ่งปัน










