ตามรอยรหัสลับดาวินชี
เราจะพาคุณเดินตามตัวละครในนิยายเรื่องดัง เพื่อไขปริศนาว่าอะไรเป็นเรื่องจริงและอะไรเป็นเรื่องแต่ง
By สเตฟาน คาลมีย์นณ บริเวณทางออกของสถานีรถไฟใต้ดินมาบิญงในกรุงปารีส เวลา 10.30 น. นักท่องเที่ยวราวสิบกว่าคนสวมชุดกันหนาวครบเครื่องยืนรวมกลุ่มอยู่กับไอริส สเปนเซอร์ พร้อมแล้วสำหรับรายการเดินท่องย่านแซงต์แยร์แมงเดส์เปรส์
นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ฝ่าสายลมหนาวจับจิตของเดือนกุมภาพันธ์เพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่างๆในนวนิยายเรื่อง รหัสลับดาวินชี (The Da Vinci Code) หนังสือแนวฆาตกรรมสืบสวนของแดน บราวน์ ซึ่งพิมพ์จำหน่ายไปแล้วถึง 40 ล้านเล่ม และปารีสวอล์กที่ไอริสทำงานให้ก็เป็นบริษัทหนึ่งในหกแห่งที่นำ-เสนอรายการทัวร์ลักษณะนี้ในกรุงปารีส
"อะไรทำให้หนังสือเล่มนี้ประสบความสำเร็จ" ไอริสตั้งคำถาม ก่อนจะพูดว่า "ปริศนาลึกลับและการตามหาไงคะ"
โดยเฉพาะการตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ในตำนานซึ่งพระเยซูคริสต์ทรงใช้ในงานเลี้ยงอาหารค่ำมื้อสุดท้าย การตามหานำไปสู่การเปิดเผยความลับอันชวนให้พรึงเพริด นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ซึ่งมาจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐฯ จีน และเลบานอนต่างจดจ่ออยู่กับทุกถ้อยคำของไอริส ทุกคนในกลุ่มอ่านเรื่องนี้มาแล้ว มีเพียงสองคนที่ยังไม่ได้อ่าน
ผู้เขียนระบุไว้ว่า เรื่องราวที่ปลุกเร้าความชื่นชอบดังกล่าวเป็นผลงานของการเขียนแนวอิงนิยาย แต่ในหน้า "ข้อเท็จจริง" ในหนังสือ แดน บราวน์อ้างว่า "คำบรรยายเกี่ยวกับศิลปวัตถุ สถาปัตยกรรม เอกสาร ตลอดจนพิธีกรรมลับต่างๆในนวนิยายเรื่องนี้ตรงตามความเป็นจริงทั้งสิ้น" ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่อ่านนิยายเรื่องนี้แล้วหรือยังไม่ได้อ่าน ผู้ที่ข้องใจหรือไม่ข้องใจ สักครู่เราจะตามรอยเท้าของตัวละครในเรื่องและให้คุณพิจารณาด้วยตัวเองว่าอะไรคือความจริง
"หนังสือเรื่องนี้เป็นการต่อสู้ของอำนาจสองฝ่ายที่ตรงข้ามกัน" ไอริสพูด นัยน์ตาแฝงแววเจ้าเล่ห์ "ฝ่ายหนึ่งคือไพรเออรีออฟไซออน หรือองค์การลับที่พิทักษ์จอกศักดิ์สิทธิ์ กับอีกฝ่ายคือโอปุสเดอี องค์การของคาทอลิกซึ่งแดน บราวน์สมมุติให้เป็นฝ่ายทำลายล้างจอกศักดิ์สิทธิ์ ตัวเอกของนิยายคือโรเบิร์ต แลงดอน ศาสตราจารย์ด้านสัญลักษณ์ศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กับโซฟี เนอเวอ สาวที่ทั้งสวยและเก่ง นักถอดรหัสประจำสำนักงานใหญ่ของหน่วยตำรวจสอบสวนกลางฝรั่งเศส
"เรื่องทั้งหมดเริ่มด้วยการลอบสังหารภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ที่ชื่อฌาคส์ โซนิแยร์ ผู้รักษาความลับแหล่งที่ซ่อนจอกศักดิ์สิทธิ์ ก่อนตายโซนิแยร์ทิ้งเบาะแสซึ่งจะช่วยให้โรเบิร์ตกับโซฟีถอดรหัสปริศนานี้ โซนิแยร์นำทั้งสองคนไปสู่เส้นทางซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เส้นทางนี้แหละที่ฉันจะเชิญคุณให้ก้าวตามไปด้วยกัน"
ไอริสเดินนำไปยังตลาดแซงต์แยร์แมงซึ่งยังคงขายผัก ผลไม้ เนื้อ และขนมอบมานับตั้งแต่ยุคกลาง เธอชี้ไปที่แผ่นสำริดขนาด 12 เซนติเมตรซึ่งฝังอยู่บนพื้นและแกะสลักตัวอักษร "N" กับ "S" ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สำหรับแดน บราวน์แล้ว นี่คือเครื่องหมายสำหรับเส้นทางโบราณแห่งนัยยะอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชี้นำไปสู่จอกศักดิ์สิทธิ์
ไอริสบอกเราว่าแผ่นสำริดนี้คือเครื่องหมายบอกแนวเส้นเมอริเดียนปารีส เส้นแวงที่ลากรอบโลกในแนวเหนือ-ใต้ จัดทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1667 โดยบรรดานักทำแผนที่ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อให้นักเดินทางใช้เป็นจุดอ้างอิงในการคำนวณตำแหน่งที่อยู่ของตนบนพื้นโลก ซึ่งใช้มาถึงปี ค.ศ. 1884 เมื่ออังกฤษประกาศใช้เส้นเมริเดียนกรีนิช แผ่นสำริดซึ่งมีอักษรย่อบ่งชี้ทิศเหนือและใต้แผ่นนี้คือโลหะแผ่นหนึ่งใน 135 แผ่นที่ฝังไว้บนพื้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว
บางคนในกลุ่มสบตากันด้วยสายตาที่บอกว่ารู้ เราเดินตามไอริสไปในถนนซอยซึ่งมุ่งสู่วิหารแซงต์ซุลปิซอันโอฬาร ในเรื่อง รหัสลับดาวินชี ผู้เขียนย้ำหนักแน่นว่าตำแหน่งเส้นเมอริเดียนปารีสพุ่งตรงไปยังตัววิหาร ที่จริง วิหารกับเส้นนี้อยู่ห่างกันสิบเมตร
เราพอจะเข้าใจความรู้สึกของชาวปารีสที่มีต่อหนังสือเรื่องนี้อยู่บ้าง เมื่อไอริสพูดเตือนว่า "ในวิหารเราต้องสำรวมนะคะ ใช่ว่าทุกคนจะชื่นชอบนิยายเรื่องนี้ พอเข้าไปข้างในแล้ว ฉันจะไม่พูดคำว่า "รหัสลับดาวินชี" แต่จะใช้คำว่า "หนังสือ" แทน และใช้คำว่า "ดีบี" แทนชื่อแดน บราวน์นะคะ"
วิหารแซงต์ซุลปิซซึ่งใหญ่มโหฬารเกือบพอๆกับวิหารนอตเตรอะดามดูงามสง่าและอร่ามเรืองด้วยแสงจากกระจกสีขาวตรงกลางโบสถ์ ฌอง-ฌาคส์ โอลิเยร์ เจ้าอาวาสผู้เริ่มสร้างวิหารในศตวรรษที่ 17 ต้องการสิ่งปลูกสร้างซึ่งอาจ "ไขความสว่างให้แก่ความลึกลับ" ของศาสนา แต่ในทางตรงข้าม แดนบราวน์กลับเลือกวิหารแห่งนี้เป็นฉากของพิธีลับและการฆาตกรรมอันคลุมเครือ
ภายในวิหาร เราไปยืนมุงรอบแผ่นหินสี่เหลี่ยมบนพื้น หินแผ่นนั้นสีค่อนข้างอ่อนกว่าแผ่นอื่นๆ ตรงนี้เองคือจุดที่สิลาส นักบวชผู้น่าขยะแขยง สมาชิกคลั่งลัทธิของโอปุสเดอีฆาตกรรมศพที่สองในเรื่อง
สิลาสเชื่อว่าตนรู้ที่ซ่อนของจอกศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่เขาหามาชั่วชีวิตอยู่ใกล้แค่เอื้อมข้างใต้แผ่นหินนี้เอง เขาทุบแผ่นหินจนแตกและพบ โพรงซึ่งบรรจุหินแผ่นหนึ่ง สลักไว้เป็นใจความอ่านได้ว่า "โยบ 38 : 11" บนแท่นบูชาใหญ่ใกล้ๆกันนั้น พระคัมภีร์ซึ่งวางอยู่บนแท่นวางพระคัมภีร์สีทองช่วยไขความกระจ่างให้สิลาส บาทที่ 11 มีข้อความอยู่วรรคเดียวโดดๆว่า "เจ้าไปได้ไกลแค่นี้แหละ อย่าไปอีกเลย" ด้วยความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ สิลาสจึงฉวยเชิงเทียนสำริดขนาดใหญ่ฟาดลงบนกะโหลกศีรษะของซิสเตอร์ซองดรีน บิเยล์ ผู้ดูแลทั่วไปของวิหารแห่งนี้
ไม่ว่าบรรดาผู้นำของโอปุสเดอีในความเป็นจริงจะคิดอย่างไรที่สาธารณชนให้ความ สนใจองค์การอย่างมากอันเป็นผลมาจากความโด่งดังของหนังสือ รหัสลับดาวินชี ที่แน่ๆพวกเขาคงเคืองเค้าโครงเรื่องซึ่ง "ให้ร้ายป้ายสี" องค์การโอปุสเดอี (ภาษาละตินแปลว่า "ผลงานของพระเป็นเจ้า") พร้อมด้วยสมาชิก 85,000 คน เป็นหน่วยงานของศาสนจักรนิกายคาทอลิกและทำงานโดยตรง ร่วมกับพระสันตะปาปา องค์การดังกล่าวมักตกเป็นหัวข้อโต้แย้งบ่อยๆ บางครั้งถูกผู้กล่าวร้ายเรียกขานว่าเป็น "แก๊งมาเฟียศักดิ์สิทธิ์" โอปุสเดอีประกาศอ้างว่าพันธกิจของตนคือ "เผยแพร่ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความพิสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งต่างจากภาพที่แดน บราวน์นำเสนออยู่มากทีเดียว
ในส่วนของเดอะไพรเออรีออฟไซออน "ข้อพิสูจน์" ที่บอกว่าองค์การจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1099 มาจากเอกสารที่เป็นเท็จ ตามคำบอกเล่าของนักหนังสือพิมพ์ชาวฝรั่งเศสคือมารี ฟรองซ์ เอต์เชอกวง และเฟรเดอริก เลอนัวร์ ในหนังสือ โคด ดาวินชี: ดิ อินเวสติเกชัน ตีพิมพ์เมื่อปี 2547 ทั้งสองสืบสาวจนพบว่าเดอะไพรเออรีก่อตั้งในปี ค.ศ. 1956
ด้วยความข้องใจในส่วนที่หนังสือเขียนพาดพิงถึงวิหารแซงต์ซุลปิซ ภายหลังผู้เขียนจึงกลับไปคุยกับท่านสาธุคุณพอล รูมาเนต์ เจ้าอาวาส ท่านบอกว่าเริ่มคุ้นชินเสียแล้วกับการตอบคำถามที่พิลึกพิลั่น ตัวอักษร "พีเอส" ที่ประดับตกแต่งบนหน้าต่างกระจกสีบางบานนั้นไม่ได้หมายถึง "ไพรเออรีออฟไซออน" หากหมายถึงนักบุญปีเตอร์และเสาโอเบลิสก์ที่ตั้งอยู่ด้านเหนือของตัวโบสถ์ไม่ได้มีที่มาจากลัทธินอกรีตของอียิปต์ หากคือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่นักดาราศาสตร์ในปี ค.ศ. 1743 ติดตั้งขึ้นเพื่อให้การคำนวณการหมุนของโลกและการคำนวณหาวันที่เวลากลางวันกับกลางคืนยาวเท่ากันทำได้ครบสมบูรณ์
"ส่วนเชิงเทียนขนาดใหญ่ที่สิลาสใช้เป็น อาวุธนั้นก็หนักมากจนต้องอาศัยแรงผู้ชายถึงสามคนช่วยกันยก" คุณพ่อรูมาเนต์เอ่ยยิ้มๆ
ป้ายอันหนึ่งซึ่งคุณพ่อติดไว้บนผนังใกล้กับเสาต้นนั้นเขียนว่า "ตรงกันข้ามกับข้อกล่าวหาในนวนิยายขายดีเมื่อไม่นานมานี้ วิหารแซงต์ซุลปิซมิได้เป็นอดีตวิหารของลัทธินอกรีตที่สร้างถวายเทพีไอซิส ไม่เคยมีสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวปรากฏอยู่บริเวณนี้ ..." กระนั้นก็ดี นับแต่มีการจำหน่ายหนังสือเรื่องนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวไปยังโบสถ์นี้ก็เพิ่มขึ้นจากปีละ 100,000 คน เป็น 700,000 คน
ขณะเราเดินตามไอริสออกจากวิหาร ชายอเมริกันวัยกลางคนซึ่งเป็นสมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มยักไหล่แล้วพูดกับไอริสว่า "หนังสือเรื่องนี้อาจจริงบ้างไม่จริงบ้าง แต่ช่างปะไร ก็แค่นิยายจริงมั้ย สำหรับผม ความสุขที่แท้จริงคือการได้มาอยู่ที่นี่ใจกลางกรุงปารีสได้มาเดินเล่นก็พอใจแล้ว"
ไอริสเห็นด้วย เธอชอบเรื่องนี้เช่นกันและอ่านแบบนิยายสนุกตื่นเต้น ทั้งยังใช้เป็นข้ออ้างอย่างเหมาะเจาะในการเที่ยวชมเมือง ไอริสเกิดในสหรัฐฯ เป็นมัคคุเทศก์นำชมกรุงปารีสมาห้าปีแล้วและเริ่มนำทัวร์ดาวินชีเมื่อเดือนตุลาคม 2547
ที่ท่าเรือวอลแตร์ มัคคุเทศก์ของเราชี้ไปที่อาคารยาวบนฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำแซน นั่นคือพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ จุดหมายต่อไปของเรา บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ หอศิลป์เดอะแกรนด์แกลเลอรีตั้งแสดงภาพเขียนของอิตาลีอันงดงามน่าประทับใจ ในบรรดาภาพเหล่านั้นมีภาพรอยยิ้มของอนงค์นางคนแรกสุดในประวัติศาสตร์ของภาพเขียน หรือที่รู้จักกันในชื่อโมนาลิซา ลีโอนาร์โด ดาวินชีรอคอยอาคันตุกะของเขาอยู่แล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่จะพลาดชมภาพนี้ เสาทุกต้นมีป้ายบอกทางไปยัง "โมนาลิซา" ปี 2548 นักท่องเที่ยว 7.3 ล้านคนไปเยือนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละสิบ เป็นผลมาจากหนังสือของแดน บราวน์หรือไม่ เจ้าหน้าที่ให้เช่าหูฟังที่เคาน์เตอร์ใต้กระจกใสของหลังคาทรงพีระมิดพูดแบบรำคาญสุดขีดว่า "เลิกพูดถึงเรื่อง รหัสลับดาวินชี เสียทีเถอะ"
ตอนนี้ คำว่า ฌาคส์ โซนิแยร์, โซฟี เนอเวอ, โรเบิร์ต แลงดอน และสิลาส คือชื่อที่นักท่องเที่ยวหลายรายกระซิบกระซาบกันในแกรนด์แกลเลอรี พวกเขาเหลือบสายตาขึ้นมองด้านบนตรงประตูใหญ่ของเดอะแกลเลอรี ในหนังสือ สิลาสใช้ปืนพกยิงโซนิแยร์ผ่าน "ประตูเหล็กซึ่งตกลงมาดังกึกก้อง" จากเพดานตรงนี้ แต่สถานที่จริงไม่มีประตูสักบาน แฟนๆหนังสือต้องผิดหวังอีกด้วยที่รู้ว่าไม่มีหน้าต่างในห้องน้ำที่อยู่ตรงสุดปลายโถงเดอะแกลเลอรี แต่ในหนังสือ โรเบิร์ตกับโซฟีพยายามหาทางหลบหนีตำรวจด้วยการกระโดดจากหน้าต่างลงไปที่ถนน
ภาพ "เดอะ เวอร์จิน ออน เดอะ ร็อกส์" ผลงานอีกชิ้นของดาวินชี ซึ่งเมื่อก่อนนี้ไม่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้มีคนมารุมดูไม่หยุดหย่อน ตรงรูปภาพนี้เองที่นักถอดรหัสสาวพบเบาะแสอย่างหนึ่งซึ่งภัณฑารักษ์ทิ้งไว้ให้ นั่นคือกุญแจทองคำดอกเล็กๆที่ซ่อนอยู่ระหว่างกรอบรูปกับผืนผ้าใบ
แต่เหนืออื่นใด รูปโมนาลิซาต่างหากที่ถูกเพ่งพินิจดูทุกกระเบียดด้วยความสนใจระลอกใหม่ โดยเฉพาะแนวเส้นขอบฟ้าเบื้องหลังใบหน้าโมนาลิซาซึ่งวาดให้ด้านซ้ายต่ำกว่าแนวที่อยู่ทางด้านขวา
แล้วไงล่ะ โรเบิร์ต แลงดอน พระเอกของเรื่องในฐานะศาสตราจารย์ด้านสัญลักษณ์ศาสตร์ย่อมรู้คำตอบ "ทางประวัติศาสตร์มีแนวความคิดเรื่องการกำหนดข้างของชายกับหญิงอยู่ กล่าวคือด้านซ้ายเป็นผู้หญิงและด้านขวาเป็นผู้ชาย ดาวินชีเป็นนักสตรีนิยมคนสำคัญ เขาจึงทำให้ภาพโมนาลิซามองดูสง่าจากด้านซ้ายมากกว่าด้านขวา"
ไอริสบอกว่า "การเผยตัวตนของลีโอนาร์โด ดาวินชีว่าเป็นนักสิทธิสตรีผู้ยิ่งใหญ่ นำโซฟีและโรเบิร์ตไปสู่ความลับอันน่าตกตะลึงที่สุด ซึ่งก็คือการสมรสระหว่างพระเยซูกับแมรี แม็กดาลีน ลูกของทั้งสอง และความดื้อรั้นของศาสนจักรคาทอลิกในการทำทุกวิถีทาง โดยตั้งใจลดบทบาทของผู้หญิง ให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ศาสนาซึ่งเพศชายเป็นใหญ่"
หญิงสาวคนหนึ่งในกลุ่มพูดขึ้นว่า "ตอนฉันเป็นเด็ก จำได้ว่าคุณพ่อของฉันก็นึกสงสัยว่าทำไมพระเยซูถึงไม่มีลูก พระองค์ก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งไม่ใช่หรือ"
ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของผู้เขียน (danbrown.com) เขาค่อนข้างระมัดระวังมาก เพราะหน้า "ข้อเท็จจริง" ไม่มีประโยคใดเลยที่พูดถึงทฤษฎีต่างๆในสมัยโบราณที่ตัวละครในนิยายยกขึ้นมาพูดคุยกัน คงปล่อยให้ผู้อ่านตีความแนวคิดเหล่านั้นเอง
ไอริสบอกว่าไม่สนใจจะแสดงความเห็นถกเถียงกับทฤษฎีดังกล่าว "ฉันทราบค่ะว่าคนที่มาเที่ยวทัวร์นี้สนใจอยากค้นคว้า ฉันเพียงอยากให้เค้าเงื่อนบางอย่างแก่พวกเขาเพื่อค้นคว้าต่อไป"
ที่ลานกว้างด้านนอก หลุมขนาด 12 เซนติเมตรคือเครื่องพิสูจน์ให้เห็นความคลั่งไคล้รหัสลับดาวินชี แผ่นทองเหลืองที่บอกตำแหน่งเส้นเมอริเดียนปารีสอันตรธานไป ในหลุมมีเพียงใบหญ้าหยิบมือกับก้นบุหรี่
"ถูกแฟนหนังสือขโมยไปค่ะ" ไอริสบอก
13.10 น. รายการทัวร์ก็มาถึงตอนจบ ไอริสก้มศีรษะน้อยๆเป็นเชิงอำลา ลูกทัวร์ซึ่งยังคงดื่มด่ำกับจินตนาการของแดน บราวน์ นิ่งเงียบไปชั่วครู่ราวกับจะฟัง "เสียงกระซิบดังขึ้นมาจากรอยแยกลึกในพื้นโลก" เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ แล้วพวกเขาก็ปรบมือ
*ผู้สนใจเที่ยวตามรอย "รหัสลับดาวินชี" ค้นหารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ paris-walks.com, lesbaladesdemaglie.com และ classsicwalksparis.com หรือเข้าไปดูที่เว็บของสำนักงานท่องเที่ยวปารีส http://en.parisinfo.com
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เมนูแนะนำ
เมนูแนะนำ
![]() | ทูดาริบอล
อดีตนักร้องค่ายอาร์เอส (อัลบั้ม SASIKARN และ SASIKARN 2 YOU) และนักแสดง ทั้งภาพยนตร์ ละครทีวีและละครเวที ล่าสุดรับบทพระสุพรรณกัลยา ในละครเวทีอิงประวัติศาสตร์ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ปัจจุบันทำรายการวาไรตี้ “นารีโซไซตี้” ทางช่องมีเดียแชนแนลและเป็นผู้บริหารร้านอาหารเกาหลี “TODARI” |

English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | ![]() ท่องเที่ยว | ![]() แรงบันดาลใจ |
แบ่งปัน









