การหัวเราะเป็นการเปล่งเสียงสระออกมาต่อเนื่องกันเหมือนเล่นโน้ตดนตรีซ้ำทุกๆหนึ่งในห้าวินาทีโดยต้องขยับกล้ามเนื้อใบหน้า 15 ส่วน

บางประเทศมีอารมณ์ขันกว่าประเทศอื่น ศาสตรา-จารย์คริสตี เดวิสแห่ง มหาวิทยาลัยรีดดิงในอังกฤษ ศึกษาเกี่ยวกับอารมณ์ขันทั่วโลก และพบว่าชาวยิวร่ำรวยอารมณ์ขันที่สุด เขากล่าวว่าเหตุผลหนึ่งเป็นเพราะเรื่องขำขันส่วนใหญ่มาจากความแตกต่าง ชาวยิวจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมตะวันตก ขณะเดียวกันก็ยังเป็นกลุ่มชนที่แปลกแยกซึ่งเป็นความรู้สึกที่ฝังรากลึกอยู่ในตัว เดวิสไม่บอกว่าใครมีอารมณ์ขันน้อยที่สุด แต่ตั้งข้อสังเกตว่าชาวญี่ปุ่นไม่มีเรื่องขำขัน สำหรับพวกเขา ถ้าคุณเล่าเรื่องตลกแล้วไม่มีใครขำ คุณจะเสียหน้า ดังนั้น การเล่าเรื่องขำขันจึงเป็นเรื่องเสียมารยาท

เด็กเล็กหัวเราะประมาณ 300 ครั้งต่อวัน ผู้ใหญ่เพียง 17 ครั้ง "เด็กๆมึนตึงน้อยกว่า" นักจิตวิทยากล่าว "เหตุการณ์อย่างคนเดินสะดุดยังเป็นเรื่องน่าขำ"

เสียงหัวเราะติดต่อถึงกันได้จริงๆ ในเดือน มกราคม 2505 การหัวเราะคิกคักในหมู่นักเรียนสาวที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในแทนซาเนียแพร่ระบาดไปยังหมู่บ้านและโรงเรียนอื่นๆอีก 14 แห่ง ทำให้หลายแห่งต้องปิดโรงเรียน โรเบิร์ต โพรไวน์ ผู้แต่งหนังสือชื่อ เสียงหัวเราะ: การสืบสวนทางวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าสมองอาจถูกโปรแกรมให้ตอบสนองอย่างเป็นมิตรเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของคนอื่น นั่นจึงทำให้เสียงหัวเราะที่อัดไว้เพื่อเปิดในรายการตลกได้ผลและทำให้ผู้ชมหัวเราะตาม

การหัวเราะเผยตัวตนของคุณมากมาย ในการศึกษาของ ดร. เลสลีย์ ฮาร์บิดจ์แห่งมหาวิทยาลัยอะเบอร์ดีน คนหัวเราะก๊ากมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น คนหัวเราะเสียงลั่นมักเรียกร้องความสนใจ คนเค้นเสียงหัวเราะมีแนวโน้มจะวางตัวเหนือคนอื่น คนหัวเราะคิกคักเป็นคนที่ยังมีความเป็นเด็กและไม่ลึกซึ้งกับความรู้สึกของผู้อื่น คนหัวเราะร่วนเป็นคนที่ไว้ใจได้และเป็นมิตร คนหัวเราะหึๆเป็นคนใจดีแต่รอบคอบ และคนที่หัวเราะกิ๊กกั๊กเป็นคนที่มีเสน่ห์ทางเพศและชอบหว่านเสน่ห์

การหัวเราะส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับการมีอารมณ์ขัน โพรไวน์วิเคราะห์ว่าคนเราพูดหรือได้ยินอะไรก่อนหัวเราะ และพบว่าปกติเป็นประโยคพื้นๆ อย่างเช่น "แน่ใจนะ" หรือ "แล้วพบกัน" เราหัวเราะตอนท้ายประโยคเหมือนสัญญาณจากจิตใต้สำนึกที่บอกว่าเราพูดจบแล้ว หรือถ้าใครกำลังพูดเพื่อบอกว่าเราเข้าใจ

ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าการหัวเราะเป็นการรับรู้จากจิตใต้สำนึกถึงสถานภาพทางสังคม ซึ่งนั่นคือสาเหตุที่เราหัวเราะกับเรื่องตลกฝืดของเจ้านาย จากการศึกษาในโรงพยาบาล โรส โคเซอร์ นักสังคมวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก พบว่า เจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสโดยเฉลี่ยปล่อยมุก 7.5 ครั้งต่อการประชุมพนักงานแต่ละครั้ง ขณะเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมา 5.5 ครั้ง และผู้ช่วยแพทย์ 0.7 ครั้ง โพรไวน์พบว่าผู้หญิงหัวเราะมากกว่าเกือบสองเท่าเมื่อฟังผู้ชายพูดเทียบกับผู้ชายที่ฟังผู้หญิงพูด

ชายและหญิงหัวเราะต่างเรื่องกัน ระหว่างการศึกษาแบบออนไลน์เมื่อปี 2544 โดยให้คนจำนวน 100,000 คนจัดลำดับเรื่องขำขัน ผู้ชายถูกจัดให้เป็นพวกนักล่าที่ชอบความรุนแรงและเรื่องขำขันประเภทสัปดนหรือตลกร้าย ส่วนผู้หญิงซึ่งมักมีความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษามากกว่าผู้ชายจึงชอบการเล่นคำ

เรายังหัวเราะเพื่อส่งสัญญาณปลอดภัย เมื่อความกลัวในเรื่องเดือดร้อนคลี่คลายลง มีภาพทหารเยอรมนีในสงครามโลกครั้ง ที่หนึ่งหัวเราะหลังรอดชีวิตจากการถูกถล่มด้วยปืนใหญ่ เด็กทารกหัวเราะเมื่อถูกจั๊กจี้เพื่อแสดงให้รู้ว่าการ "โจมตี" แบบนี้คือการเล่น

เราแสดงตัวตนผ่านการหัวเราะ นักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ บอกว่า "ถ้าเราเล่าเรื่องขำขันเกี่ยวกับใครคนหนึ่งและคุณหัวเราะ คุณกำลังเห็นด้วยกับเขาโดยบอกว่า 'ฉันเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มคุณ' ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการกำหนดความแตกต่างระดับย่อย ชาวอเมริกันมีเรื่องตลกไม่กี่เรื่องเกี่ยวกับคนญี่ปุ่น เนื่องจากสองชาตินี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่มีเรื่องตลกมากมายเกี่ยวกับคนไอริชและเวลช์"

10
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. ลูกค้าแก้แค้น
  2. ดนตรีบำบัด
  3. แอมะซอนแห่งศตวรรษที่ 21

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่