บนเส้นทางฝันของอนันดาเอเวอริ่งแฮม
อนันดาพูดถึงโครงการหนังสือภาพ “99 Days by Ananda” ที่เปิดมุมมองใหม่ต่อเมืองไทยและแสดงตัวตนของเขาชัดเจนกว่าผลงานอื่นๆ ซึ่งเขายกให้เป็นผลงานที่บันทึกช่วงเวลาพิเศษสุดช่วงหนึ่งในชีวิต
By รัตติวรรณ จันทร์กระจ่าง
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
อนันดา เอเวอริ่งแฮม นักแสดงหนุ่มมาแรงที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้คือพยานเอกของตำนานรักบันลือโลกระหว่างนักข่าวชาวออสเตรเลียกับสาวลาว ช่วงที่การเมืองในประเทศลาวตึงเครียดสุดขีด พ่อของเขาตัดสินใจดำน้ำพาแม่หนีข้ามแม่น้ำโขงมาอยู่ฝั่งไทย วีรกรรมครั้งนั้นกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลกจนฮอลลีวูดนำเค้าโครงไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Love Is Forever เมื่อปี 2526
อนันดาเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่ อายุ 13 ปี ทุกวันนี้ หนุ่มวัย 27 จัดว่าเป็นนักแสดงแถวหน้าของเมืองไทย หรืออาจจะของเอเชียด้วย เพราะเมื่อปี 2550 เขาได้รับรางวัลดาวรุ่งจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ และปีต่อมายังได้รับรางวัลสุพรรณหงส์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมอีกด้วย ในปี 2552 อนันดาเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ร่วมทุนระหว่างไทย-ลาวเรื่อง “สะบายดี หลวงพระบาง” ล่าสุด อนันดาได้รับเลือกให้แสดงบทนำในภาพยนตร์อินทรีแดง ซึ่งเป็นบทบาทที่ทำให้มิตร ชัยบัญชา นักแสดงผู้ล่วงลับ กลายเป็นพระเอกขวัญใจชาวไทยมาจนทุกวันนี้ แฟนๆภาพยนตร์จะได้เห็นลีลาการแสดงบทบู๊เต็มตัวของอนันดาราวกลางปี 2553
อย่างไรก็ตาม ผลงานที่กำลังจะออกสู่สาธารณชนเร็วๆนี้คือ หนังสือภาพ “99 Days by Ananda” ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงฝีมือการถ่ายภาพระดับมืออาชีพของดาราหนุ่มแล้ว ยังสะท้อนความคิดของเขาที่มีต่อสถานที่แปลกๆใน 50 จังหวัดทั่วประเทศจากการตระเวนไปทั่วไทยภายใน 99 วัน
จุดนัดหมายในการสนทนาครั้งนี้เป็นร้านอาหารที่ตกแต่งด้วยของสะสมสไตล์ย้อนยุคที่ดูเท่เข้ากับมาดเข้มกับรอยยิ้มกว้างของอนันดาที่เดินเข้ามาในชุดเสื้อแจ็กเก็ตหนังสีดำ พร้อมหมวกกันน็อกสีดำมันคู่ใจ และมอเตอร์ไซค์คันโปรดที่จอดอยู่หน้าร้าน วันนี้ อนันดาจะมาเล่าให้เราฟังถึงตัวตนของเขา ความฝันกับการเดินทางครั้งสำคัญที่ทำให้ความคิดของเขาเติบโตขึ้น พร้อมกับมุมมองใหม่ที่ตัวเขาเองก็คาดไม่ถึง
อะไรคือแรงบันดาลใจในการทำหนังสือภาพ “99 Days by Ananda”
เกิดขึ้นจากจังหวะชีวิตมากกว่า ช่วงที่ผมว่างหลังอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำเมื่อปีที่แล้ว เกิดความรู้สึกว่าอยู่เฉยๆไม่ได้ ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง และการถ่ายรูปเป็นสิ่งใกล้ตัวที่สุด เพราะผมเติบโตมากับกล้อง พ่อก็เป็นช่างภาพ ก่อนหน้านั้น ผมเคยมีความคิดแล้วว่าอยากทำหนังสือหรือสมุดภาพสักเล่ม แต่แรงบันดาลใจข้างหลัง
ภาพจริงๆเกิดขึ้นระ หว่างไปถ่ายรูป แล้วได้พบเจอ พูด คุยกับผู้คนตามจังหวัด
ต่างๆ จนค่อยๆกลายเป็นโครงการจัดทำหนังสือภาพอย่างที่เห็น
คุณเรียนรู้อะไรจากการทำหนังสือภาพ
การเดินทางครั้งนี้สอนผมมากมาย มุมมองหลายอย่างเปลี่ยนไป พอได้เดินทางทั่วประเทศ ผมถึงรู้ว่าเมืองไทยหลากหลายซับซ้อนกว่าที่คิด ผมโตขึ้น โลกทัศน์กว้างขึ้น รู้สึกว่าสังคมจับต้องได้มากขึ้น ผมเดินทางด้วยรถบ้าน และทุกจังหวัดมักไปถึงกลางคืน พอไปถึงก็เข้าบาร์ก่อน ผมจะเสนอหน้าเข้าไป ผมคืออนันดาครับ เพื่อให้คนเข้ามาทัก จะได้คุยต่อว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจ ไม่นานก็ได้เพื่อนทั้งร้าน สักพักก็มีคนมาถามว่า อยากถ่ายภาพนี้ใช่ไหม ญาติเขาทำงานอยู่ตรงนั้น จะเป็นอย่างนี้ทุกวัน
ในการเดินทางครั้งนี้ คุณประทับใจอะไรหรือที่ไหนมากที่สุด
ผมว่าภาคอีสานสนุกที่สุด คนอีสานเป็นคนตรงไปตรงมาที่สุด ผมชอบนาเกลือที่อุดร ธานีมาก ที่นั่นมีเด็กกลุ่มหนึ่งวิ่งตามผมมาตลอด ที่จริงไปจังหวัดไหนจะต้องมีกลุ่มเด็กแห่ตามตลอด ที่นาเกลือ เด็กวิ่งตาม ผมก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ในใจนึกว่ายังไม่ได้ภาพที่ถูกใจ จู่ๆฟ้าก็ดำมืดลงเพราะพายุเข้า พวกเด็กแตกตื่นรีบวิ่งกลับบ้าน ผมเลยได้รูปเด็กที่วิ่งหนีฝน เป็นภาพพิเศษที่ผมประทับใจที่สุด
ภาพถ่ายทั้งหมดสะท้อนความคิดของอนันดาอย่างไร
มุมมองของผมจะออกทางด้านมืดเหมือน คนเหนื่อยกับชีวิต ตอนแรก ผมอยากนำเสนอภาพที่เป็นด้านมืดของสังคมไทย เพราะรู้สึก ว่ารูปสวยๆแบบโปสการ์ดเมืองไทยมีเยอะแล้ว ผมอยากถ่ายด้านมืดๆ สิ่งที่คนเราไม่เคยเห็น น่ากลัวๆ เช่น โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น แต่พอถ่ายไป มุมมืดตรงนั้นหายไปหมด คือมุมมืดอาจจะเหลืออยู่ในแง่ของสไตล์การถ่าย แต่ว่าความรู้สึกในภาพกลับเปลี่ยนไป เหมือนความคิดของผมที่เปลี่ยนไป ผมพบว่าสิ่งที่เป็นความจน ความเหนื่อย ไม่ได้มาคู่กับแง่มืดหรือแง่ลบเสมอไป ความทุกข์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานะหรือเงินทองเสมอไป ผมรู้สึกดีมากที่ได้ไปทำหนังสือเล่มนี้ เพราะว่าโลกขาวดำของผมทลายไปหมด เหลือเป็นสีเทา เหมือนสอนให้ผมมองคนอื่นเป็น ไม่ตัดสินคนอื่นง่ายๆ
คุณคิดว่าหนังสือภาพเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างไรบ้าง
ผมมองว่าหนังสือภาพเล่มนี้เป็นการสะ ท้อนชีวิตคนไทยทั้งประเทศ เพราะมีภาพของคนทุกชนชั้น ทุกอาชีพ เน้นไปทางวิถีชีวิตของคนไทย เป็นภาพชีวิตจริงในแง่มุมต่างๆ ทำให้รู้ว่าคนไทยไม่ใช่ขาว-ดำ ไม่ได้มีแค่สีเหลือง-แดง ทำให้รู้สึกประทับใจกับประเทศไทยมากขึ้น
คุณมีโครงการจะทำอะไรต่อไป หลังทำหนังสือภาพแล้ว
ผมยังมีความคิดฝันว่าอยากใช้ชีวิตอยู่ในอีกประเทศ เหมือนเป็นอีกชีวิตหนึ่ง ผมไม่อยากสุขสบายกับชีวิตเกินไปจนถึงขั้นเบื่อตัวเอง ผมอยากมีประสบการณ์ชีวิตให้มากที่สุด และคิดว่าอาชีพที่เหมาะกับชีวิตแบบนี้อาจเป็นงานผู้กำกับหนัง ทำงานปีละครั้ง เพราะช่วงขั้นตอนการเขียนหรือการคิดอยู่ที่ไหนก็ทำได้
คุณเริ่มคิดถึงการทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง
ผมยอมรับว่าวงการนี้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของผมตอนนี้ ก้าวต่อไปผมอยากกำกับหนังสักเรื่อง เหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอยากลองงานกำกับเพราะยังมีงานอีกหลายอย่างที่ผมจินตนาการไว้ว่าอยากให้มีในจอภาพยนตร์ ซึ่งยังไม่มีคนทำ งานกำกับอาจกลายเป็นสิ่งที่ผมรัก ผมสัญญากับตัวเองว่ากลางปีหน้าผมจะหยุดรับงานเพื่อเขียนบทให้เสร็จ สิ้นปีหน้าคงได้เสนองาน แล้วเริ่มเตรียมงานประ มาณปี 2554
หนังที่คุณอยากทำเป็นแนวไหน
แนวดราม่า (สะท้อนชีวิต) ซึ่งแก่นของ ดราม่าคงถอดออกจากงานผมไม่ได้ อาจจะเป็นดราม่าแอ็คชัน (บู๊) ดราม่าทริลเลอร์ (สยองขวัญ) ตามจริง ผมมีเรื่องที่เริ่มเขียนแล้ว แต่ว่ายังเขียนไม่จบ ผมได้ความคิดมาจากหนังสือ A Father’s Affair เป็นหนัง สือที่ผมจินตนาการว่าน่าจะเป็นหนังที่ดีมาหลายปีแล้ว ผมจึงตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก
คุณคิดว่าเป็นสูตรสำเร็จไหมที่ดาราต้องก้าวไปเป็นผู้กำกับ
ไม่เสมอไป ผมว่ามีไม่มากที่ดาราจะมาเป็นผู้กำกับ ต้องเป็นคนที่ชอบหนังจริงๆ ส่วนตัวผมชอบอยู่แล้ว แต่จะเป็นผู้กำกับที่ดีหรือไม่นั้นต้องลงมือทำดูก่อน บางครั้งผมรู้สึกว่าตัวเองเหมาะกับงานกำกับมากกว่าการแสดงด้วยซ้ำ ผมว่าสิ่งสำคัญคือคนที่จะเป็นผู้กำกับต้องมีอะไรจะเล่าให้ผู้ชมฟังก่อน ผมคิดว่าต้องเริ่มจากตรงนี้
คุณอยากให้คนอื่นมองภาพตัวตนของคุณเป็นอย่างไร
แค่บอกว่าผมเป็นนักแสดงคนหนึ่ง ผมก็พอใจแล้ว เพราะผมคิดว่าทุกคนในโลกไม่ มีใครเหมือนใคร ไม่ต้องนึกถึงผมว่าเป็นคนดีหรือคนเลว ผมอาจไม่เหมือนใครตรงที่ว่า ผมพูดในสิ่งที่ผมคิดและรู้สึก ผมยอมรับ ว่าผมมีรสนิยมที่ชัด เจน แต่ด้วยบุคลิก ผมอาจเป็นคนไม่คิด มากในเรื่องภายนอกของตัวเองเท่านั้นเอง
งานชิ้นไหนที่ทำมาแล้วรู้สึกว่าแสดงตัวตน ของตัวเองมากที่สุด
คงเป็นหนังสือภาพเล่มนี้ เพราะหนังสือเล่มนี้คือตัวผมล้วนๆ ทุกอย่างมาจากความคิดของผม ไม่มีใครมาบอกให้ผมทำ ถ้าเป็นงานหนังที่บุคลิกเหมือนผมก็คือ สะบายดี หลวงพระบาง เรื่องนั้นแทบจะเล่นเป็นตัวเอง เพราะบทเขียนให้เป็นผม ตอนแรกทางลาวจะไม่ให้ไปถ่าย เขาบอกว่าทำไมพระเอกต้องเป็นผู้ชายไทย จึงต้องปรับบทเพื่อให้สมเหตุสมผลว่ามีคนจากประเทศไทยไปประ เทศลาว แล้วเกิดคัลเจอร์ช็อก แต่พอไม่ใช่คนไทยก็นึกไม่ออกว่าจะเป็นยังไงดี แล้วก็มีตัวเลือกเหลืออยู่คนเดียวก็คือผม เป็นลูกครึ่งลาวจริงๆ บุคลิกในเรื่องเป็นตัวผม ทั้งวิธีการพูด วิธีการเดิน
เวลาทำงาน คุณเต็มที่กับงานแค่ไหน
ตอนทำงานผมร้อยเปอร์เซ็นต์กับงานของผม บางทีเกินด้วย ผมจะเป็นคนกังวล นอนไม่ค่อยหลับ และค่อนข้างจริงจังกับสิ่งที่เรียกว่างาน ยิ่งงานหนัง ผมจะเอาจริงเอาจังเป็นพิเศษ เพราะเป็นงานที่ทำเป็นทีม ทำคนเดียวไม่ได้ ในเมื่อต้องทำหน้าที่ตัวแทนของงานทุกคนในกองถ่าย 70-80 คน ผมต้องทำให้ดีที่สุด ต้องนึกถึงทุกคนด้วย
คุณเตรียมตัวอย่างไร เมื่อได้รับบทอินทรีแดง
เป็นบทที่ผมภูมิใจมาก ผมต้องไปฝึกการต่อสู้กับพี่ๆสตันท์แมนเป็นเดือนๆก่อนเริ่มงาน และต้องเตรียมความพร้อมของตัวเอง ต้องฟิตร่างกายให้พร้อมมากกว่าเรื่องอื่นๆ แม้จะเคยเล่นฉากการต่อสู้ในเรื่องปืนใหญ่จอมสลัด มาบ้างแล้ว แต่ว่าไม่เหมือนกับเรื่องนี้ที่ต้องต่อสู้กันจริงจังมากกว่า
ถ้าไม่ได้เป็นนักแสดง คุณอยากทำอะไร
ตอนเด็กๆ เคยฝันอยากเป็นนักชีวะทางทะเล เพราะว่าได้อยู่กับเรือ ผมชอบดำน้ำ ชอบทะเล บางคนอาจคิดว่าการออกเดินทาง ในทะเลนานเป็นเดือนจะเหงา จะน่าเบื่อ แต่ ผมชอบ พ่อผมทำงานอยู่ที่ภูเก็ต ตอนเด็กๆ ผมได้ออกเรืออยู่ประจำ จำได้ว่าเคยไปที่เกรต แบริเออร์ รีฟในออสเตรเลีย แล้วเจอนักชีววิทยาคนหนึ่ง ชีวิตเขาดูมีความสุขมาก ตื่นมาอาบแดด ลงไปใต้น้ำ ไปนับเต่านับปลา และขึ้นมาดื่มเบียร์
คุณคิดเรื่องจะแต่งงานหรือไม่
ไม่แต่งครับ ไม่อยากแต่ง ตอนนี้ ผมคิดอย่างนี้ โตขึ้นอาจจะเปลี่ยนก็ได้
คุณเชื่อในการแต่งงานไหม
ผมเชื่อว่าคนรักกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เชื่อในเรื่องการแต่งงาน ผมไม่รู้สึกว่าจำเป็นจะต้องแต่งงาน เพราะเป็นแค่ธรรมเนียมที่สัง คมสร้างขึ้นมา ปู่กับย่าผมพบรักกันที่งานปาร์ตี้ แล้วปู่ถูกเกณฑ์ทหารไปสงคราม ย่ารออยู่หลายปี ปู่ก็กลับมาแต่งงาน ท่านทั้งสองอยู่ด้วยกันมากว่า 50 ปี นับว่าเป็นเรื่องดีมาก ตรงกันข้ามกับพ่อแม่ผม สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นนิยายรัก พ่อว่ายข้ามแม่น้ำโขงไปพาแม่ผมข้ามมา โอ้โห รักยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาก็หย่ากัน ผมไม่ได้เห็นว่ากรณีไหนดีหรือไม่ดีกว่ากัน การที่คนสองคนเลือกที่จะอยู่ด้วยกันย่อมศักดิ์สิทธิ์กว่ากระดาษแผ่นหนึ่งที่จะบอกว่าคุณแต่งงานกันแล้ว ขณะเดียวกัน การที่คนคนหนึ่งเลือกที่จะไม่อยู่กับอีกคนก็ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกัน เพราะสิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์โลกประเภทอื่นคือการรู้จักเลือก และสิ่งนี้มหัศจรรย์ที่สุด
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เรื่องขำขันทั้งหมด
เรื่องขำขันทั้งหมด
ขอตอบด้วยคน
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | เทคโนโลยี | ![]() ท่องเที่ยว |

แบ่งปัน









