
English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

ปณิธานที่เป็นจริง
ปีใหม่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเริ่มต้นทำความตั้งใจให้เป็นความจริง
By เดชา เวชชพิพัฒน์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ปีใหม่เป็นโอกาสที่ดีสำหรับการเริ่มต้นทำความตั้งใจให้เป็นความจริง ผลสำรวจของบริษัทวิจัยเอซีนีลเส็นเรื่อง “ผู้บริโภคชาวไทยตั้งใจทำอะไรในโอ กาสขึ้นปีใหม่” พบว่าความตั้งใจยอดนิยมที่ผู้บริโภคชาวไทยต้องการทำมากที่สุดในโอกาสขึ้นปีใหม่คือออกกำลังมากขึ้น รองลงมาได้แก่ พยายามสร้างสมดุลให้แก่ชีวิตส่วนตัว ควบคุมอาหารและน้ำหนักตัว มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ตามด้วยการเลิกบุหรี่และเลิกเหล้า
คุณเองก็สามารถทำตามความตั้งใจเหล่านี้ได้ ดังเช่นตัวอย่างของห้าบุคคลต่อไปนี้ ซึ่งมีข้อคิดและแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง
ขึ้นลงบันไดเพื่อสุขภาพ
สิริพร กุ่ยกระโทก ครูวัย 51 โรงเรียนพระยาประเสริฐสุนทราศรัย (กระจ่าง สิงหเสนี)
เมื่อปี 2538 ดิฉันอายุ 37 ปี วิถีชีวิตก็เหมือนคนทั่วไปคือทำงานหนักจนไม่มีเวลาออกกำลัง เมื่อรู้สึกว่าร่างกายอ่อนแอลง ป่วยบ่อย จึงบอกตนเองว่าต้องหาวิธีออกกำลังที่ง่ายที่สุด
หลังค้นหาวิธีการต่างๆอยู่ไม่นาน ดิฉันพบคำตอบที่แสนง่ายคือการเดินขึ้นลงบันไดที่แฟลตชั้นห้า ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว ช่วงแรกแทบไม่ไหว ขึ้นได้แค่สองชั้นก็หอบ แต่กัดฟันทำอย่างต่อเนื่องได้หนึ่งเดือน ร่างกายเริ่มอยู่ตัว พอพ้นเดือนที่สอง ดิฉันรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ดิฉันจึงเดินขึ้นลงบันไดจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันมานานถึง 14 ปีแล้ว ทุกวันนี้ยังขึ้นลงบันไดเป็นประจำอย่างน้อยวันละสามรอบ ทำบ่อยๆจนชิน ถึงขั้นว่าถ้าวันไหนไม่ได้ขึ้นลงบันได ดิฉันจะรู้สึกไม่สบายเนื้อตัวไปทั้งวัน
ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดตั้งแต่เดินขึ้นลงบันไดเป็นประจำคือ ดิฉันไม่เคยเป็นหวัดแม้แต่ครั้งเดียว แม้ในช่วงที่สามี ลูก หรือเพื่อนครูที่โรงเรียนเป็นหวัดกันงอมแงม ร่างกายดิฉันก็แข็งแรงพอที่จะต้านทานไว้ได้
คนส่วนใหญ่ไม่ออกกำลังเพราะคิดว่าไม่มีเวลาบ้าง อายุเป็นอุปสรรคบ้างซึ่งเป็นความคิดที่ผิด คนเราสามารถหาโอกาสออกกำลังได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณอายุเท่าไร ทำ งานอะไร เมื่ออายุมากขึ้น การทำตัวให้กระ ฉับกระเฉงตลอดเวลาก็เป็นการออกกำลังอย่างหนึ่ง
ลดน้ำหนักด้วยตัวเอง
พลอย จริยะเวช นักเขียนวัย 40 ผลงานล่าสุดคือ หนังสือ Happy&Healthy สนุกกับการมีสุขภาพดีอย่างมีสไตล์
เชื่อไหมว่าดิฉันเคยหนักถึง 64 กิโลกรัม ทั้งที่มีส่วนสูง 155 เซนติเมตร มีโรครุมเร้ามากมาย ทั้งไทรอยด์ ไมเกรน และทำให้ปวดหัวจนอาเจียนบ่อยๆ ดิฉันเคยนอนไม่หลับถึงห้าคืนติดกัน กระทั่งวันหนึ่ง ดิฉันส่องกระจกแล้วตกใจมากที่เห็นตัวเองดูแก่และโทรมมาก จึงบอกตัวเองว่า ถึงเวลาที่ต้องจัดการกับตัวเองใหม่
ปีแรก ดิฉันลองผิดลองถูกด้วยการกินยาสารพัดอย่าง แต่ค้นพบภายหลังว่า การกินยามากๆส่งผลเสียอย่างยิ่ง จึงค่อยๆเลิกกินยาไปทีละน้อย พร้อมกับศึกษาเรื่องอาหารและการออกกำลังควบคู่ไปด้วย หลังค้นคว้าอย่างละเอียดและจริงจัง ดิฉันค้นพบการกินแบบรักษาระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อไม่ให้โหย ซึ่งหลายคนที่อดอาหารเพื่อจะลดความอ้วนคงเคยมีประสบการณ์แบบนี้ คือหน้ามืดจะเป็นลม ทำให้ต้องกินมากกว่าปกติิในมื้อต่อไป
นอกจากนี้ ดิฉันยังศึกษาเรื่องการรักษาความสมดุลของการกินและการออกกำลัง คนส่วนใหญ่คิดว่าดิฉันออกกำลังหนัก จริงๆแล้วแค่ออกกำลังเบาๆสัปดาห์ละสามถึงสี่ครั้งครั้งละ 40 นาที ที่สำคัญคือดิฉันกินวันละห้ามื้อ แต่ละมื้อปริมาณน้อยๆ ระหว่างมื้ออาจมีของขบเคี้ยวบ้าง เป็นของว่างที่มีประโยชน์ เช่น ถั่ว ขนมปังธัญพืช โยเกิร์ตไขมันต่ำ และผลไม้ นอกจากนี้ ดิฉันยังแบ่งกลุ่มอาหาร เช่น ถ้าอยากกินแป้ง ดิฉันจะกินเฉพาะมื้อเช้าและมื้อกลางวัน กินผักกับโปรตีนในมื้อค่ำ ผ่านไปสองปีครึ่ง สุขภาพของดิฉันแข็งแรง อาการป่วยหายไปร้อยละ 80 น้ำหนักลดลงเหลือ 47 กิโลกรัม จนคนคุ้นเคยแปลกใจที่น้ำหนักลดลงไปมากแต่กลับดูสดชื่นอ่อนเยาว์
ดิฉันเชื่อว่าการมีสุขภาพแข็งแรงและรูปร่างที่ดีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในเวลาสั้นๆ อีกทั้งยังไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เคล็ดลับสำคัญที่สุดคือรู้ปัญหาของตัวเอง ตระหนักว่าร่างกายอยู่ในสภาพไหน จากนั้นจึงจัดสมดุลให้ร่างกาย ดิฉันทำทุกอย่างพร้อมกันและไม่หักโหม
ทุ่มเทให้ครอบครัว
น้ำทิพย์ โยธินพัฒนะ แม่ลูกสองวัย 52 ผู้รับออกแบบและจัดสวน
ดิฉันแต่งงานตอนอายุ 26 ปี มีลูกคนแรกเป็นผู้หญิงตอนอายุ 28 และคนที่สองเป็นผู้ชาย ตอนนั้นทำงานบริษัท มีเงินเดือนสูงมาก ดิฉันเพลิดเพลินกับการทำงานและรายได้งามๆอยู่สิบกว่าปี พ่อแม่หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “กว่าจะถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว” ดิฉันสายกว่านั้นคือลูกอยู่ชั้นมัธยมหนึ่งกำ ลังปรับตัวเข้าสู่วัยรุ่นจึงตัดสินใจลาออกเพื่อช่วยประคับประคองลูกให้ผ่านพ้นวิกฤตวัยรุ่น
ครอบครัวเราต้องปรับตัวร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องการใช้จ่าย เพราะเมื่อพ้นสภาพผู้มีเงินเดือนประจำ ดิฉันต้องเตือนตัวเองเสมอว่าเราไม่มีรายได้มากและคงที่เหมือนเมื่อก่อน จึงเข้าใจคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง”
อย่างไรก็ตาม ดิฉันรู้สึกมีความสุขมากกว่าตอนทำงานบริษัท เพราะมีโอกาสดูแลลูกชายลูกสาวอย่างใกล้ชิด เดิมตื่นเช้าต้องรีบแต่งตัวไปทำงาน เปลี่ยนเป็นตื่นมาเตรียมอาหารให้ลูกๆ ขับรถรับและส่งพวกเขาไปโรงเรียน นอกจากนี้ยังเผื่อแผ่ไปถึงการดูแลเพื่อนๆของลูกด้วย
ดิฉันดูแลลูกเต็มที่แบบนี้เกือบสิบปี โดยมีรายได้จากการรับออกแบบจัดสวน สามีซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทขายเครื่องมือแพทย์เห็นดีด้วย และต่อมาลาออกมาตั้งบริษัทขายเครื่องมือแพทย์เล็กๆของตนเอง ส่วนดิฉันเปิดร้าน “สวนศิลป์” ซึ่งเป็นร้านออกแบบจัดสวนที่เน้นการจัดสวนแบบธรรมชาติและจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวของคนในชุมชนนั้นๆ ทำมาหกปี จัดกิจกรรมได้ถึง 45 ครั้ง
ดิฉันตัดสินใจถูกที่ลาออกจากงานเพราะนอกจากจะได้ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดและมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ยังได้เพิ่มคุณค่าให้ชีวิตด้วยการทำประโยชน์ให้ชุมชนอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ดิฉันกับสามียังเรียนรู้ว่า เมื่ออยากทำอะไรให้ทำทันทีอย่ารีรอ ปัจจุบัน เราสองคนมีแต่คำว่า “เดี๋ยวนี้” ไม่มี “เดี๋ยวก่อน”
เลิกบุหรี่แบบค่อยเป็นค่อยไป
จตุรงค์ พิญพร วัย 30 นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร
ผมเริ่มสูบบุหรี่ควบคู่กับการดื่มตั้งแต่เป็นนักศึกษาปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย จากทีละมวนสองมวน ไม่นานกลายเป็นครั้งละซอง ช่วงปีสี่ ผมดื่มกับเพื่อนๆสัปดาห์ละสามถึงสี่ครั้ง และสูบบุหรี่ครั้งละสองถึงสามซอง ผมจำได้ดีว่าช่วงปีสุดท้ายในมหาวิทยาลัย ผมสูบบุหรี่มากที่สุดในคืนฉลองวันปีใหม่แบบโต้รุ่ง คืนนั้น ผมสูบบุหรี่ไปทั้งหมดสี่ซอง ขณะเดินกลับหอพักตอน 4.00 น. ผมรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงและเร็วอย่างน่ากลัว วันรุ่งขึ้น ผมตื่นขึ้นมาแล้วไออย่างแรง และเสมหะมีคราบสีดำปนอยู่มากกว่าที่เคยเป็น
ผมเริ่มคิดว่าต้องลดทั้งบุหรี่และเหล้าให้ได้ นอกจากนี้ ผมยังนึกถึงพ่อวัย 71 ซึ่งพยายามเลิกบุหรี่มา 11 ปี พ่อตั้งใจว่าจะเลิกสูบหลังเกษียน แต่ไม่สำเร็จ ผมบอกตัวเองว่าต้องพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าการเลิกบุหรี่นั้นไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยผมไม่ใช้วิธีหักดิบแต่ค่อยๆลดลงทีละน้อย บางครั้งเกือบอดใจไม่ไหว แต่ผ่านไปได้ด้วยวิธีดมกลิ่นบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบ รวมทั้งหากิจกรรมที่ทำให้เพลิดเพลิน อย่างเช่น เล่นเกมคอม พิวเตอร์ เล่นกีฬา และเที่ยวป่า ซึ่งช่วยให้หายอยากบุหรี่ได้มาก ผมใช้วิธีนี้นานถึงสี่ปี กระทั่ง ผมเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด ทุกวันนี้ ผมไม่สูบบุหรี่แม้แต่มวนเดียว ผลคือสุขภาพร่างกายผมแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการไอเรื้อรังที่เป็นอยู่นานหลายปีหายขาด
การเลิกบุหรี่ไม่ใช่เรื่องยาก ค่อยๆลดปริมาณลง ตั้งเป้าว่าลดวันละกี่ตัว สัปดาห์ละกี่ซอง ถ้าทำได้ก็ให้รางวัลตัวเองเป็นอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สูบบุหรี่ นอกจากนี้อาจใช้วิธีขอแทนการซื้อ ความอายและเกรงใจจะทำให้เราสูบน้อยลง หรือซื้อมาสูบมวนเดียวแล้วโยนทิ้งทั้งซอง จะทำให้เราเสียดายเงินจนเลิกสูบได้เหมือนกัน
ผลพลอยได้ที่สำคัญอีกอย่างคือ ความสำเร็จของผมสร้างแรงบันดาลใจให้พ่อลดบุหรี่ลงได้มากด้วย จากที่เคยสูบวันละซองกว่าๆเหลือไม่ถึงครึ่งซอง คาดว่าสักวัน พ่อคงจะเลิกได้อย่างเด็ดขาดเหมือนผมบ้าง
สวดมนต์เพื่อเลิกเหล้า
ปิยวัฒน์ มาลากุล ณ อยุธยา วัย 61 ผู้บริหารระดับสูงบริษัท ไทยคาร์ดิฟ ประกันชีวิต จำกัด
ผมเริ่มดื่มเหล้าตั้งแต่ทำงานที่ธนาคารแห่งหนึ่ง แต่มาเริ่มดื่มมากขึ้นตอนอายุ 40 ปี ขณะเป็นผู้จัดการธนาคาร ความจำเป็นในการเข้าสังคมบังคับให้ผมต้องดื่มและเครื่องดื่มที่ชื่นชอบคือไวน์ซึ่งดื่มเกือบทุกวัน กล่าวได้ว่าดื่มมากกว่าน้ำเปล่า ผมเคยดื่มหนักขนาดลุกขึ้นยืนไม่ไหว ที่สำคัญคือต้องเสียใจและลืมไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปจากการดื่ม นั่นคือการพูดตรงและแรง จนทำให้เวลาสร่างต้องโทรฯไปขอโทษคู่สนทนาอยู่บ่อยๆ
ผมดื่มหนักแบบนี้มานานถึง 15 ปี โดยไม่นำพาต่อคำขอของภรรยาที่อยากให้ผมสวดมนต์เพื่อสงบจิตใจและเป็นคนดีของครอบครัว กระทั่งวันหนึ่ง จำได้ว่าตอนนั้นอายุ 55 ปี ผมลองสวดมนต์ตามที่ภรรยาขอร้องเพราะคิดว่าถึงเวลาแล้ว โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อเรื่องกรรมซึ่งทำให้เราตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่มีอิทธิพลต่อชีวิตไม่ว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง
จำได้ว่าวันหนึ่ง ผมกลับจากสังสรรค์แล้วมาสวดมนต์ในห้องพระที่บ้าน โดยสวดตามหนังสือของหลวงพ่อจรัล วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี สวดได้ครึ่งชั่วโมงรู้สึกว่าจิตใจสงบนิ่งมาก แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองพระ พุทธรูป จมูกได้กลิ่นเหล้าที่ระเหยออกจากปากของตัวเอง ผมละอายใจอย่างบอกไม่ถูก ผมบอกตัวเองว่าถ้าต้องการจะสวดมนต์ต้องเลิกดื่มอย่างเด็ดขาดทันที
จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมเลิกดื่มได้นานเกือบเจ็ดปีโดยไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าปากแม้แต่หยดเดียว ที่สำคัญคือผมสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน วันละ 30-40 นาที ทุกวันนี้ ผมยังสามารถเข้าสังคมสังสรรค์ได้ตามปกติ เพื่อนฝูงนักธุรกิจให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ปราศจากการทดสอบหรือคะยั้นคะยอใดๆ
การสวดมนต์คือการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ทำให้จิตใจเข้มแข็งและมีสติมากขึ้น อีกทั้งยังเปรียบเสมือนการฉายหนังชีวิตของตัวเอง ทำให้เราได้ทบทวนว่าแต่ละวันทำอะไรไปบ้าง ส่งผลให้ผู้สวดสามารถเลือกทำในสิ่งที่ดีได้ การเลิกเหล้าอย่าไปคิดว่ายาก ถ้าเรามีจุดมุ่งหมาย มีความตั้งใจจริง ใครๆก็สามารถทำได้
|
| ||||||
1 Comments |
| อารยา on 21 เมษายน 2553 ,16:11 อ่านเรื่องนี้แล้วได้รับแรงบันดาลใจมาก |
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เรื่องขำขันทั้งหมด
เรื่องขำขันทั้งหมด
ขอตอบด้วยคน
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | เทคโนโลยี | ![]() ท่องเที่ยว |
เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท
หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

แบ่งปัน










