อาการปวดแน่นบีบเค้นในอกเกิดขึ้นเมื่อหัวใจได้รับออกซิเจนไม่พอ สาเหตุใหญ่คือมีคราบไขมันอุดตันหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจ อาการปวดเค้นอกมักเริ่มจากบริเวณใต้กระดูกหน้าอก แล้วปวดร้าวไปที่หัวไหล่ แขน หรือขากรรไกร บางคนมีอาการหายใจตื้น คลื่นไส้ เวียนศีรษะ หัวใจเต้นผิดปกติ อาการปวดจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนคงที่สักพักแล้วหายไป ซึ่งอาจเป็นอยู่นานถึง 15 นาที

ยาบรรเทาอาการ

เมื่อมีอาการปวดเค้นอกหรือเจ็บแน่นอกเพราะโรคหัวใจ แพทย์มักให้ยาไนโตรกลีเซอรีน (nitroglycerine) หรือที่เรียกว่า กลีเซอริล ไตรไนเตรท (glyceryl trinitrate) ยาชนิดนี้บรรเทาอาการเจ็บแน่นหน้าอกโดยช่วยทำให้เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยโรคหัวใจควรพกยาชนิดนี้ติดตัวเสมอ นอกจากยาแล้วยังมีวิธีอื่นอีกที่ช่วยบรรเทา ลดความถี่ หรือแม้แต่ป้องกันไม่ให้เกิดอาการได้

เมื่อเกิดอาการ...

  • ถ้าอาการกำเริบขณะยืน เดิน หรือออกกำลังกาย ให้นั่งลงพัก 2-3 นาที
  • หากอาการกำเริบขณะนอนหรือพักผ่อน ให้พลิกเปลี่ยนท่า เช่น ลุกขึ้นนั่งหรือยืน เพื่อลดสัญญาณเจ็บปวดจากเส้นประสาทที่หัวใจ อาการปวดเค้นอกที่เกิดขึ้นขณะพักผ่อน เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
  • หากอาการกำเริบขณะที่คุณตื่นเต้นหรือเครียด ให้พยายามสงบใจ เพราะความเครียดทางใจทำให้หัวใจต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับความเครียดทางกาย (ควรฝึกโยคะ ไท้เก๊ก ทำสมาธิ หรือวิธีผ่อนคลายรูปแบบอื่นอย่างสม่ำเสมอ)

สารอาหารเพื่อหัวใจ

  • กรดไขมันโอเมกา-3 ช่วยปกป้องหัวใจและหลอดเลือด มีอยู่ในรูปน้ำมันปลาชนิดแคปซูล แต่อาจไม่จำเป็นถ้าคุณกินเนื้อปลาที่มีไขมันมาก เช่น ปลาแม็คเคอเรล แซลมอน หรือซาร์ดีนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยาบางชนิดอาจทำปฏิกิริยากับน้ำมันปลา คุณจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินน้ำมันปลาเป็นสารเสริมอาหาร โดยควรเลือกชนิดที่ให้กรดอีพีเอ (eicosapentaenoic acid: EPA) และดีเอชเอ (docosahexanoic acid: DHA) วันละ 1,000 มก. ซึ่งคุณอาจต้องกินน้ำมันปลาวันละ 3,000 มก. หรือมากกว่านั้น
  • มีหลายการศึกษาพบว่า การกินกระเทียมวันละ 1 กลีบใหญ่ ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด กระเทียมสดจะมีประสิทธิภาพสูงกว่ากระเทียมชนิดแคปซูลซึ่งใช้ได้เช่นกัน ควรเลือกชนิดที่มีสารอัลลิซิน (allicin) 4,000 ไมโครกรัม ต่อ 1 แคปซูล ขนาดที่ใช้คือวันละ 400-600 มก.
  • กรดโฟลิก และ วิตามินบี12 ช่วยลดระดับโฮโมซิสเตอีนซึ่งเป็นสารเคมีในเลือดที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ วิตามินบี12 มีมากในเนื้อสัตว์ ปลา และไข่ กรดโฟลิกพบมากในผักใบเขียวและผลไม้ตระกูลส้มมะนาว มีบางงานวิจัยแนะนำให้กินกรดโฟลิกวันละ 400 ไมโครกรัมหรือ 0.4 มก. และวิตามินบี12 วันละ 0.5 มก. เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ป้องกันไว้ก่อน

  • ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • หยุดสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่กระตุ้นอาการปวดเค้นอกหรือทำให้อาการแย่ลง
  • หยุดดื่มกาแฟ มีหลายการศึกษาพบว่ากาแฟทำให้โฮโมซิสเตอีนเพิ่มขึ้น จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  • หลังกินอาหารมื้อใหญ่ควรพักผ่อนสักครู่ เนื่องจากเลือดจะไหลเวียนไปที่ระบบทางเดินอาหารเพื่อย่อยอาหาร หัวใจจึงได้รับออกซิเจนน้อยลงและเสี่ยงต่ออาการปวดเค้นอกมากขึ้น
  • อย่าอยู่กลางแจ้งเมื่ออากาศหนาวจัด ความเย็นอาจกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อและทำให้เกิดอาการปวดเค้นอก
  • ห้ามออกแรงมากอย่างกะทันหัน เช่น วิ่งตามรถประจำทาง หรือการยกของหนัก
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

หลายคนที่เพิ่งมีอาการปวดเค้นอกเป็นครั้งแรกมักกังวลว่าเป็นภาวะหัวใจพิบัติซึ่งเกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่จริงอาการปวดเค้นอกเกิดจากหลอดเลือดหัวใจอุดตันบางส่วนเท่านั้น แต่ก็ไม่ควรละเลย ให้รีบพบแพทย์โดยเร็วที่สุดหลังจากมีอาการ กรณีที่มีอาการนานเกิน 15 นาที หรือมีอาการหายใจตื้นและคลื่นไส้ตามมา ควรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินทันที ระหว่างรอ ให้กินยาแอสไพริน 300 มก. ละลายน้ำทันที

7
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. พลังบำบัดจากการอธิษฐาน
  2. เทคโนโลยีล่าสุดด้านการแพทย์ ประจำปี 2554
  3. ระวังคุณอาจติดมะเร็ง

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่