พลังแห่งสมอง
มองเป็นอวัยวะที่สุดแสนมหัศจรรย์ ก้อนเนื้อสีเทาขนาด 1.4 กิโลกรัม ซึ่งเต็มไปด้วยรอยหยัก ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวทั่วร่างกาย รวมทั้งความคิด ความจำ ความรัก ความหวัง และความฝัน เป็นอวัยวะที่กำหนดความเป็นตัวเรา และอาจทำให้เราหลงลืมกระทั่งตัวเองหากสมองถึงคราวเสื่อมเนื่องจากโรคร้ายอย่างเช่นอัลไซเมอร์ ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของผู้มีอายุเกิน 85 ปีป่วยเป็นโรคนี้ ปัจจุบัน เราพบว่าสมองมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพมากกว่าที่เคยเข้าใจกันมา
กระแสเทคโนโลยีล่าสุดช่วยให้เราค้นพบการทำงานของสมองในแง่มุมที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดมาก่อน วิทยาศาสตร์ช่วยเปิดเผยศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของสมองด้านการรักษาสุขภาพ ตัวอย่างต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของการค้นพบใหม่เกี่ยวกับสมอง
แผนที่สมอง
เดือนกันยายน 2549 กลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์สำคัญเกี่ยวกับสมอง เมื่อโครงการแผนที่สมองของอัลเลนเสร็จสมบูรณ์ นับเป็นแผนที่ยีนของสมองฉบับแรก โครงการนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2545 โดยพอล อัลเลน เศรษฐีพันล้านใจบุญผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ เขาบริจาคเงินราว 100 ล้านเหรียญและรวบรวมนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกก่อตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ด้านสมองในซีแอตเทิล จุดประสงค์เพื่อค้นหานวัตกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับสมอง
นักวิจัยของสถาบัน 60 คนใช้หุ่นยนต์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชนิดพิเศษศึกษาชิ้นเนื้อสมองหนู 250,000 ชิ้น สมองหนูมีลักษณะคล้ายสมองมนุษย์ ข้อมูลที่ค้นพบส่วนใหญ่จึงเทียบเคียงกับมนุษย์ได้ ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าสมองหนูมียีน 21,000 ยีนซึ่งถูกกระตุ้นให้ทำงาน (เซลล์สมองแต่ละชนิดจะกระตุ้นการทำงานของยีนแต่ละกลุ่มแตกต่างกันให้สร้างโปรตีนชนิดพิเศษ โปรตีนแต่ละชนิดมีความจำเพาะต่อการทำงานแต่ละอย่างของสมอง เช่น บันทึกความทรงจำ ควบคุมการเคลื่อนไหว เป็นต้น)
แผนที่สมองทำให้เราทราบว่ายีนของร่างกายในสมองประมาณร้อยละ 80 อยู่ในสภาพพร้อมทำงาน ซึ่งสูงเกินกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หมายความว่าหากบริษัทผลิตยาขาดความรอบคอบ ยาที่ผลิตเพื่อให้ออกฤทธิ์กับอวัยวะอื่นอาจมีผลข้างเคียงต่อสมองได้ง่าย นอกจากนี้ ข้อมูลจากแผนที่สมองยังช่วยให้เราเข้าใจโรคสมองบางโรคที่ซับซ้อนมาก เช่น โรคจิตเภท และออทิซึม
ข้อมูลจากการศึกษาถูกรวบรวมขึ้นเป็นแผนที่สมองหนูแบบสามมิติเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ด้านระบบประสาทศึกษาค้นคว้าต่อไป ดร. เดวิด แอนเดอร์สัน ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า แผนที่สมองช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เห็นภาพชัดว่าควรเริ่มต้นศึกษาอะไร ที่ไหนและอย่างไร
ยีนเกี่ยวกับความจำ
นักวิทยาศาสตร์หลายคนบรรลุผลงานเพราะอาศัยโครงการแผนที่สมองของอัลเลน ดร. ดีทริช สเตฟาน นักวิจัยเรื่องยีนระบบประสาทจากสถาบันวิจัยการถอดรหัสยีนในเมืองฟีนิกซ์ใช้ประโยชน์จากแผนที่ยีนในการศึกษายีนชื่อคิบรา ซึ่งเกี่ยวกับความจำระยะสั้น แผนที่ระบุว่ายีนนี้ถูกกระตุ้นที่ฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งของสมองที่ทำหน้าที่เก็บความจำ สถาบันวางแผนจะผลิตยารักษาภาวะความจำเสื่อมในผู้สูงอายุรวมถึงความจำระยะสั้นบกพร่องต่อไป คุณคงไม่ต้องหงุดหงิดกับการหากุญแจไม่พบอีกแล้ว
ความก้าวหน้าเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์
ยารักษาโรคอัลไซเมอร์ในปัจจุบันแม้จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความจำดีขึ้นและสมองแจ่มใสต่อไปอีกหลายปี แต่ไม่อาจหยุดยั้งการดำเนินโรคและการตายของเซลล์สมอง จึงมีการพัฒนายาชนิดใหม่ซึ่งสามารถออกฤทธิ์ที่สาเหตุของปัญหาโดยตรง นั่นคือยับยั้งโมเลกุลเบตาอะมัยลอยด์มิให้จับตัวเป็นก้อนและทำลายเซลล์สมอง
แอนนา ฮิกเกอร์สัน วัย 71 จากรัฐโอคลาโฮมาเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยยืนยันผลสำเร็จของยาชนิดนี้ เมื่อสามปีก่อน เธอมีอาการหลงลืมจนหลงวันและจำรายการสั่งสินค้าไม่ได้ เธอจึงต้องหยุดงานที่ร้านดอกไม้ซึ่งทำร่วมกับสามีวัย 75 และต้องหยุดขับรถเนื่องจากลืมเส้นทางบ่อยมาก นายแพทย์ราล์ฟ ริคเทอร์ ศาสตราจารย์ด้านระบบประสาทและจิตเวชศาสตร์ของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโอคลาโฮมา วินิจฉัยว่าเธอป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น
เดือนพฤศจิกายน 2547 แอนนาเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครทดลองยาอัลซีเมดในขั้นที่สามหรือขั้นทดลองประสิทธิภาพและความปลอดภัยในอาสาสมัครกลุ่มเล็ก อัลซีเมดเป็นยาชนิดใหม่ของนิวโรเคม บริษัทยาขนาดเล็กในมอนทรีออล ยาสามารถยับยั้งโรคของเธอไม่ให้ลุกลาม ทุกวันนี้ หลังกินยาสองปี เธอสามารถจัดดอกไม้ได้ ขับรถเองจากบ้านไปร้านดอกไม้ซึ่งอยู่ไกลเกือบ 37 กิโลเมตร "ฉันรู้สึกดีขึ้นมาก สมองก็แจ่มใสขึ้น" แอนนากล่าว สามีเธอกล่าวเสริมว่า "นับเป็นบุญของเธอจริงๆ"
นักวิจัยตีพิมพ์ผลสำเร็จของการทดลองยาอัลซีเมดขั้นที่สามในวารสารประสาทวิทยา เมื่อปีก่อน การประเมินด้วยแบบทดสอบมาตรฐานสำหรับสมองพบว่าผู้ป่วยโดยเฉลี่ยมีคะแนนคงที่อยู่ที่ 30 คะแนน (ผู้ป่วยซึ่งได้รับยาที่ใช้ในปัจจุบันมีคะแนนลดลงปีละสามคะแนน) ยาอัลซีเมดช่วยลดระดับเบตาอะมัยลอยด์ (สารพิษซึ่งทำลายเซลล์สมอง) ในน้ำไขสันหลัง ระดับสารพิษในสมองก็ลดลงเช่นกัน ข้อมูลการทดลองยาขั้นที่สามในอเมริกาเหนือจะสรุปผลกลางปีนี้ หากผลออกมาดี ข้อมูลนี้คงเป็นหลักฐานยืนยันประสิทธิภาพยาได้ชัดเจน มียาใหม่ไม่น้อยกว่าแปดชนิดจากบริษัทอื่นทดลองในลักษณะเดียวกัน คาดว่าจะประสบผลสำเร็จในสองถึงห้าปี
การเปลี่ยนยีน
หมายถึงการรักษาด้วยวิธีนำยีนปกติไปปลูกถ่ายในส่วนของร่างกายที่ยีนชนิดนั้นอยู่ในสภาพผิดปกติหรือถูกทำลาย เหมาะสำหรับรักษาโรคสมองที่ใช้ยาอย่างเดียวรักษาไม่ได้ผล การรักษาด้วยยีนในอดีตเคยเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงเหนือความคาดหมายของแพทย์ กรณีการเสียชีวิตของผู้ป่วยวัยรุ่นจากรัฐแอริโซนาเมื่อปี 2542 หลังทดลองรักษาด้วยการเปลี่ยนยีนส่งผลให้การค้นคว้าด้านนี้หยุดชะงัก การเปลี่ยนยีนวิธีใหม่ในปัจจุบันใช้ไวรัสเอเอวีเป็นตัวนำยีนไปปลูกถ่ายในสมอง ไวรัสชนิดนี้ไม่มีอันตราย และการทดลองเบื้องต้นในมนุษย์พบว่าเป็นวิธีรักษาที่ปลอดภัย
โรคพาร์กินสันระยะลุกลามมีสาเหตุจากวงจรในสมองทำงานมากผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวช้าและเกร็งตัวคล้ายการกระตุก วงจรในสมองจะทำงานคล้ายกับมีก้อนอิฐวางทับแป้นห้ามล้อรถยนต์ ผู้ป่วยจึงเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก ศัลยแพทย์รักษาโรคนี้ด้วยวิธีผ่าตัดเอา "ก้อนอิฐ" ออก และฝังเครื่องกระตุ้นสมองด้วยไฟฟ้าแทนที่วงจรดังกล่าว วิธีนี้เรียกว่าการกระตุ้นสมองส่วนลึก ผู้ป่วยต้องพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกสัปดาห์ติดต่อกันสามเดือนเพื่อติดตามอาการและกระตุ้นการทำงานของสมอง นายแพทย์ไมเคิล แคปลิต ประสาทศัลยแพทย์จากวิทยาลัยแพทย์ไวล์ คอร์เนลให้ความเห็นว่าวิธีนี้ไม่สะดวกสำหรับผู้ป่วยที่บ้านอยู่ห่างไกล การรักษาโดยใช้ไวรัสเอเอวีเป็นอีกวิธีที่ง่ายกว่าและรักษาโรคพาร์กินสันระยะลุกลามได้ผล
วิธีรักษาโดยใช้ไวรัสเอเอวีของหมอแคปลิตเป็นการเอาก้อนอิฐออกจากแป้นห้ามล้อ ด้วยวิธีใส่สารเคมีสมองชื่อกาบาเข้าในเซลล์สมอง ผลการทดลองเมื่อปลายปี 2549 สรุปได้ว่าการเปลี่ยนยีนด้วยวิธีนี้มีความปลอดภัยและมีประโยชน์เทียบเท่ากับการกระตุ้นสมองส่วนลึก
หากการทดลองในอาสาสมัครกลุ่มใหญ่ประสบผลสำเร็จ ในอนาคต ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันระยะลุกลามจะได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดสมองเพื่อบรรจุยีนลงในเนื้อสมองส่วนที่มีปัญหาและกลับบ้านได้ภายในสองสามวัน "เราหวังว่าวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง" หมอแคปลิตกล่าว
นอกจากการทดลองของหมอแคปลิตยังมีการทดลองรักษาด้วยไวรัสเอเอวีอีกหกราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันสามราย โรคสมองชนิดรุนแรงในเด็กสองรายและโรคอัลไซเมอร์อีกราย หากข้อมูลความปลอดภัยและความสำเร็จมีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่นาน โรคสมองที่รุนแรงทั้งหลายคงกลายเป็นโรคที่รักษาหายขาด
เคล็ดลับช่วยให้ยาผ่านเข้าสมอง
อุปสรรคสำคัญที่สุดของการรักษาโรคสมองคือยาส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้ นายแพทย์วิลเลียม พาร์ดริดจ์ ศาสตราจารย์ด้านอายุรกรรมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ร้อยละ 98 ของยาที่พยายามคิดค้นขึ้นไม่สามารถผ่านเข้าสมองทั้งที่ผ่านเข้าอวัยวะอื่นได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ ยาที่เหมาะสำหรับรักษาโรคสมองจึงมีน้อย ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์เริ่มค้นพบวิธีเอาชนะอุปสรรคนี้
ผนังหลอดเลือดแดงในสมองมีคุณสมบัติพิเศษคล้ายกับทหารยามที่เข้มงวด เฉพาะโมเลกุลที่จำเป็นต่อสมองเท่านั้นที่พวกมันยอมให้ผ่านเข้าไปได้ หมอพาร์ดริดจ์จึงต้อง หาวิธีพิเศษเพื่อลักลอบขนยาเข้าสมอง เขาใช้เทคนิคด้านวิศวพันธุกรรมดัดแปลงยารักษาโรคสมองให้มีลักษณะคล้ายภูมิต้านทานโรค ผนังหลอดเลือดแดงจึงยอมให้ยาของเขาผ่านเข้าสมองแต่โดยดี
เมื่อปี 2549 มีการทดลองใช้ยาใหม่ชนิดหนึ่งรักษาหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผลปรากฏว่าหนูทดลองสองในสามมีอาการดีขึ้นภายในสองชั่วโมง ยาดังกล่าวประกอบด้วยสารโปรตีนในสมองซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ปกติแล้วสมองมีสารโปรตีนชนิดนี้น้อยมากจนไม่สามารถป้องกันและรักษาการบาดเจ็บเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยโรคนี้จึงจำเป็นต้องได้ยาเพื่อป้องกันและรักษาภาวะสมองบาดเจ็บ แต่ยาที่คิดค้นขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้นไม่สามารถผ่านเข้าสู่สมองได้เลย หมอพาร์ดริดจ์จึงก่อตั้งบริษัทอาร์มาเจน เทคโนโลยีขึ้นเพื่อใช้เทคนิคดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ ทั้งยังวางแผนจะเริ่มทดลองยารักษาโรคสมองชนิดใหม่นี้กับมนุษย์ราวปลายปี 2550
หมอพาร์ดริดจ์กล่าวว่า เทคนิคนี้สามารถใช้ได้ผลกับยารักษาโรคสมองทุกประเภท ขณะนี้ อาร์มาเจนกำลังพัฒนายารักษาโรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคสมองแต่กำเนิดที่ทำให้เกิดความพิการ ปัญญาอ่อน และโรคร้ายแรงต่างๆ
สมองช่วยรักษาโรคได้อย่างไร
ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับสมองน่าทึ่งที่สุดเรื่องหนึ่งคือ นักวิทยาศาสตร์พบว่าสมองของเราทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันโรคในการกำจัดโรคร้าย นายแพทย์เควิน เทรซี ประสาทศัลยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบภูมิคุ้มกันและผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการแพทย์ไฟน์สไตน์ในรัฐนิวยอร์ก ใช้เวลาศึกษาเรื่องนี้นานถึง 20 ปี เขาได้รับแรงบันดาลใจจากเด็กหญิงเจนิซวัย 11 เดือน ผู้ป่วยคนพิเศษที่ทำให้ชีวิตของเขาถึงจุดเปลี่ยน
กลางปี 2528 หมอเทรซีอบรมเป็นศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลในนครนิวยอร์ก เขามีหน้าที่รักษาผู้ป่วยทั่วไป เช่น ถูกยิง บาดเจ็บที่ศีรษะ หรือแผลติดเชื้อ วันหนึ่ง เขารับเด็กหญิงเจนิซไว้รักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากขณะเธอคลานเล่นอยู่บนพื้นห้องครัว ในบ้านเช่าของยาย ยายทำน้ำเดือดทั้งหม้อหกราดลงบนตัวเธอ เด็กน้อยมีบาดแผลน้ำร้อนลวกระดับสองและระดับสามประมาณร้อยละ 75 ของผิวหนังทั่วร่างกาย หลังอยู่โรงพยาบาลได้หนึ่งสัปดาห์ เจนิซมีอาการติดเชื้อในกระแสโลหิต ซึ่งเป็นภาวะที่เชื้อแบคทีเรียกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันจนเกิดปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างรุนแรงทั่วร่างกาย
สองสัปดาห์ครึ่งถัดมา อาการป่วยของเจนิซมีแต่ทรงกับทรุด หมอเทรซีและเพื่อนร่วมงานพยายามรักษาอย่างเต็มที่ทุกวิถีทาง อาการของเธอจึงดีขึ้นพอที่จะฉลองวันเกิดครบหนึ่งขวบซึ่งพ่อแม่และยายกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลร่วมกันจัดให้ ทุกคนหวังว่าไม่นานเด็กน้อยจะได้กลับบ้านแต่เธอเสียชีวิตกะทันหันในวันรุ่งขึ้น "เธอเป็นคนไข้เพียงคนเดียวที่ผมฝันถึงจนตกใจตื่นอยู่เสมอ เธอไม่น่าจะต้องเสียชีวิตเลย" หมอเทรซีกล่าว
ไม่มีใครทราบว่าภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิตเกิดขึ้นได้อย่างไร การเสียชีวิตของเจนิซเป็นแรงผลักดันให้หมอเทรซีพยายามค้นคว้าเรื่องนี้ ความพยายามของเขาเห็นผลภายใน 20 ปีต่อมา การศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมาทำ ให้เขาค้นพบว่าการกระตุ้นเส้นประสาทวากัสสามารถหยุดภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต เส้นประสาทวากัสทอดยาวจากก้านสมองไปยังช่องท้อง ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ การหายใจ และการทำงานของลำไส้ เมื่อถูกกระตุ้น เส้นประสาทวากัสจะหลั่งสารเคมีควบคุมเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ปล่อยโมเลกุลกระตุ้นกระบวนการอักเสบในร่างกาย กระบวนการอักเสบที่รุนแรงอาจทำลายร่างกายของเราได้ ปี 2549 หมอเทรซีค้นพบวงจรในสมองที่สามารถกระตุ้นเส้นประสาทวากัสให้สามารถยับยั้งกระบวนการอักเสบ
การศึกษาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างสมองกับระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งหมอเทรซีเรียกว่า "ปฏิกิริยายับยั้งการอักเสบ" โดยปกติ เมื่อการอักเสบในร่างกายเริ่มลุกลาม สมองจะสั่งระบบภูมิคุ้มกันให้ยับยั้งการอักเสบ แต่ในกรณีของเด็กหญิงเจนิซปฏิกิริยานี้คงทำงานบกพร่อง
ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นปฏิกิริยานี้อาจนำมาใช้รักษาโรคที่มีการอักเสบเรื้อรัง เช่น โรคลำไส้อักเสบ โครห์น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือแม้แต่โรคหัวใจ หมอเทรซีกล่าวเสริมว่า การฝึกสมาธิก็มีประโยชน์เช่นกัน สมาธิสามารถควบคุมการทำงานของเส้นประสาทวากัส ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ดังนั้น เราอาจลองใช้สมาธิควบคุมสมองเพื่อยับยั้งกระบวนการอักเสบและรักษาโรค "นี่คือข้อมูลใหม่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตการทำงานของผม" หมอเทรซีกล่าว
การควบคุมสมองและร่างกายให้สงบอาจยับยั้งการแพร่กระจายของโรคมะเร็งบางชนิด การศึกษาของ ดร. โรนัลด์ เกลเซอร์ นักไวรัสวิทยาจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตท ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร งานวิจัยโรคมะเร็ง ฉบับเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กล่าวว่า ฮอร์โมนเครียดนอร์อีพิเนฟรีนสามารถกระตุ้นเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองให้หลั่งสารเคมีซึ่งกระตุ้นเซลล์มะเร็งให้แพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และทำให้ก้อนมะเร็งเติบโตเร็วขึ้น ดังนั้น การคลายเครียดจึงอาจช่วยรักษาโรคมะเร็งได้
ลับสมองของคุณ
นายแพทย์เอสเทอร์ สเติร์นเบิร์ก ผู้อำนวยการโครงการศึกษาภูมิคุ้มกันจากระบบประสาทแบบบูรณาการ สถาบันสุขภาพจิตแห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า เมื่อก่อนวงการแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับและไม่ให้ความสนใจวิธีศึกษาแบบเน้นความสัมพันธ์ระหว่างสมองกับร่างกาย ผลการศึกษาของเกลเซอร์และนายแพทย์เทรซีเป็นต้นแบบที่ทำให้พวกเขาสนใจและเห็นความสำคัญ นักวิทยาศาสตร์และบรรดาแพทย์ในปัจจุบันพยายามค้นคว้าและสานต่อแนวคิดนี้เพื่อค้นหาวิธีควบคุมพลังอันยิ่งใหญ่ของสมองมนุษย์และนำมาใช้รักษาโรค
นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพออมนิวรอนทดลองให้อาสาสมัครฝึกควบคุมอาการปวดเรื้อรังของตนผ่านทางเครื่องตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดพิเศษและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นภาพการทำงานของสมองตนเอง นายแพทย์ฌอน แม็กคีย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคปวด หนึ่งในคณะผู้ศึกษา กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายสามารถระงับความปวดด้วยตนเองได้กว่าร้อยละ 40
หมอแม็กคีย์ทำนายว่า สักวันแพทย์อาจใช้วิธีนี้ฝึกผู้ป่วยให้บำบัดอาการต่างๆด้วยตนเอง เช่น อาการซึมเศร้า ติดยาเสพติด หรือตื่นกลัวผิดปกติ เขากล่าวว่า อีกไม่กี่ปีนับจากนี้อาจมีศูนย์ฝึกสมองพร้อมเครื่องมือพิเศษที่แสดงภาพการทำงานของสมองคล้ายกับศูนย์ออกกำลัง เราสามารถเข้าไปฝึกลับสมองเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพด้านต่างๆตามต้องการ เช่น ความจำหรือความฉลาด เมื่อถึงตอนนั้น คงไม่มีคนโง่อีกต่อไป
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เมนูแนะนำ
เมนูแนะนำ
![]() | ทูดาริบอล
อดีตนักร้องค่ายอาร์เอส (อัลบั้ม SASIKARN และ SASIKARN 2 YOU) และนักแสดง ทั้งภาพยนตร์ ละครทีวีและละครเวที ล่าสุดรับบทพระสุพรรณกัลยา ในละครเวทีอิงประวัติศาสตร์ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ปัจจุบันทำรายการวาไรตี้ “นารีโซไซตี้” ทางช่องมีเดียแชนแนลและเป็นผู้บริหารร้านอาหารเกาหลี “TODARI” |

English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | ![]() ท่องเที่ยว | ![]() แรงบันดาลใจ |
แบ่งปัน









