
English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

พลิกตำนานฟุตบอลโลกทีมใดจะเป็นจอมล้มยักษ์ในศึกแห่งปี 2006
ทีมใดจะสร้างปรากฏการณ์เป็นจอมล้มยักษ์ในศึกปี 2006 By ปีเตอร์ คอร์ริแกน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การแข่งขันฟุตบอลโลกแต่ละครั้งสร้างความทรงจำไว้มากมาย และภาพหนึ่งที่ทุกคนคงจำได้ดีก็คือ ภาพของผู้เล่นตัวเก๋าจากทวีปแอฟริกาคนหนึ่งวิ่งไปยังมุมธงหลังมีการทำประตู ก่อนจับเสาธงมั่น ส่ายเอวเต้นระบำพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข ท่ามกลางเพื่อนร่วมทีมที่เข้ามารุมล้อมยินดี
ชายคนนั้นคือ โรเจอร์ มิลลา นักเตะตัวเก่งของทีมแคเมอรูน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองบารี ประเทศอิตาลี ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1990 นัดเปิดสนาม ซึ่งจากประตูดังกล่าวทำให้แคเมอรูนพลิกล็อกเอาชนะอาร์เจนตินา เจ้าของแชมป์เก่า เป็น การเปิดตำนานแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ได้สำเร็จ
หลังจากนั้นแคเมอรูนเดินหน้าสร้างตำนานของฟุตบอลโลกต่อไปด้วยการเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาชาติแรกที่ผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศและพ่ายให้ทีมอังกฤษอย่างน่าเสียดาย มิลลากลายเป็นดาวเด่นที่สุดคนหนึ่งของการแข่งขัน เขาพลิกตัวเองจากนักเตะวัย 38 ที่เกือบอำลาสนามมาเป็นเจ้าของสถิตินักเตะอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูได้จากการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจากการซัดคนเดียวสองลูก เขาช่วยให้ทีมเอาชนะโรมาเนีย 2-1 และยิงอีกสองลูกในเกมที่แคเมอรูนพิชิตโคลัมเบียในการแข่งขันรอบที่สอง แม้รอบต่อมาในนัดที่พบกับทีมชาติอังกฤษ มิลลาจะทำประตูไม่ได้ แต่ก็มีบทบาทในเกมโดดเด่น เปิดทางให้เพื่อนยิงหนึ่งลูก และมีส่วนให้ทีมได้ลูกจุดโทษ ทำให้การแข่งขันนัดนี้ยืดเยื้อเพราะต้องต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่อังกฤษจะได้ลูกโทษในช่วงเวลาดังกล่าวและเอาชนะไปได้อย่างหืดจับ 3-2 ถึงขนาดนี้แล้ว เทอร์รี บุตเชอร์ กองหลังอังกฤษ ต้องออกมายอมรับ หลังจบเกมว่า "นักเตะแคเมอรูนเล่นเอาเราอ่วมไปเลย"
ฟุตบอลโลกในปีนั้นจบลงด้วยชัยชนะของเยอรมนีที่คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จพร้อมกับชัยชนะครั้งสำคัญของแคเมอรูนที่มีต่อหัวใจของผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลก ด้วยสไตล์การเล่นที่เปิดเกมรุกแบบเร้าใจ มิลลา กลายเป็นตำนานบทหนึ่งของฟุตบอลโลก และกลับมาโชว์ลีลาให้ผู้ชมได้ดูกันอีกครั้งด้วยวัย 42 ในการแข่งขันที่มีขึ้นอีกสี่ปีต่อมาที่สหรัฐฯ ซึ่งเขาสร้างผลงานได้ไม่เลวนัก โดยยิงได้หนึ่งประตูในเกมที่แคเมอรูนพ่ายแพ้รัสเซียอย่างย่อยยับ 1-6 ก่อนตกรอบแรกในที่สุด
เหตุการณ์ล้มยักษ์แบบแคเมอรูนมักเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกเกือบทุกครั้ง และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล ถือเป็นการกำเนิดของซูเปอร์สตาร์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นบททดสอบของทุกทีมที่เข้าร่วมแข่งขันอย่างแท้จริง
นับแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกถือกำเนิดขึ้นในปี 1930 จาก การแข่งขันทั้งสิ้น 17 ครั้ง มีเพียงเจ็ดชาติที่คว้าแชมป์ไปครอง ประกอบด้วยบราซิลห้าครั้ง, เยอรมนีและอิตาลีชาติละสามครั้ง, อุรุกวัยและอาร์เจนตินาชาติละสองครั้ง และอังกฤษกับฝรั่งเศสชาติละหนึ่งครั้ง ทว่าการแข่งขันใน ปี 2006 ซึ่งจัดขึ้นที่เยอรมนี ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน ถึง 9 กรกฎาคมจากทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายทั้ง 32 ชาติ แต่ละทีมต่างมุ่งจะแจ้งเกิดกับการแข่งขันครั้งนี้
ลองจับตาทีมรองบ่อนอย่างกานา, โตโก, ไอวอรีโคสต์, แองโกลา, คอสตาริกา และตรินิแดดและโตเบโกไว้ให้ดีๆ ทีมเหล่านี้อาจสร้างปรากฏการณ์เขย่าโลกได้ แต่ก็คงไม่เทียบเท่าครั้งที่เกาหลีเหนือเคยสร้างไว้ใน การแข่งขันเมื่อปี 1966 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ
ครั้งนั้น เกาหลีเหนือเดินทางเข้าร่วมแข่งขันชนิดที่แทบไม่มีใครรู้จัก หลายคนคิดว่าพวกเขาไม่สมควรได้ร่วมการแข่งขันหากไม่ ติดระเบียบที่ว่าต้องมีตัวแทนจากแต่ละทวีป (ในครั้งนั้น เกาหลีเหนือได้สิทธิในฐานะของตัวแทนจากเอเชียและแอฟริกา) บางคนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเล่นฟุตบอลเป็น
เกาหลีเหนือจึงเป็นประเทศเดียวที่เป็นตัวแทนจากสองทวีป เป็นทีมที่ถูกมองข้ามและไม่เป็นที่รู้จัก รูปร่างของผู้เล่นมีความสูงเฉลี่ยไม่ถึง 167 เซนติเมตร และประสบการณ์ในการเล่นระดับนานาชาติมีน้อยเมื่อเทียบกับทีมอื่นๆที่เข้าร่วมแข่งขัน
การแข่งขันรอบแรกของเกาหลีเหนือมีขึ้นที่มิดเดิลสโบรช์ เมืองอุตสาหกรรมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เกมแรกพวกเขาต้องพบกับทีมแกร่งอย่างรัสเซีย ซึ่งผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งถึงกับอุทานเมื่อเห็นรูปร่างของนักเตะทั้งสองทีมเปรียบเทียบกันว่าราวยักษ์กับคนแคระ
แม้เกาหลีเหนือจะพบกับความพ่ายแพ้ในเกมนัดดังกล่าว แต่พวกเขาก็สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลด้วยการสู้ไม่ถอย วิ่งสู้กับคู่แข่งโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา แฟนบอลเจ้าถิ่นหลายคนเริ่มเทใจหันมาเชียร์เกาหลีเหนือและแสดงออกให้เห็นในเกมนัดที่สอง หลังพวกเขาทำประตูตีเสมอชิลีได้ในช่วงใกล้หมดเวลาการแข่งขัน ฝูงชนมากมายกรูลงมาในสนามเพื่อแสดงความยินดีกับพวกเขา หนึ่งในจำนวนนั้นคือกะลาสีร่างยักษ์ชาวอังกฤษที่พุ่งเข้าไปยังซุ้มม้านั่งของผู้เล่น ตรงเข้ากอดสองนักเตะเกาหลีเหนือที่สูงเพียงไหล่ของเขา นั่นคือหนึ่งในภาพสุดประทับใจในการแข่งขันฟุตบอลโลก
เกมถัดมา เกาหลีเหนือต้องพบกับงานสุดหินเมื่อต้องเจอคู่แข่งอย่างอิตาลี ทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ แต่คราวนี้ใจผู้ชมอยู่กับพวกเขา บางคนอาจนึกว่านัดนี้จัดที่กรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ เพราะผู้ชมต่างเชียร์เกาหลีเหนืออย่างบ้าคลั่ง และนักเตะเกาหลีเหนือไม่ทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง หากสวมหัวใจสิงห์วิ่งสู้ฟัด พลิกล็อกเอาชนะอิตาลี 1-0 กลายเป็นตำนานการพลิกล็อกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ซึ่งจากความพ่ายแพ้นัดดังกล่าวทำให้นักเตะอิตาลีต้องเดินทางกลับบ้านอย่างอัปยศในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา โดยแอบกลับถิ่นตอนเช้ามืดที่เมืองเจนัว แต่ไม่วายถูกแฟนบอลดักรอด่าทอและขว้างปาด้วยผักเน่า
นักเตะเกาหลีเหนือผ่านเข้าสู่รอบต่อไป คือรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งพบกับโปรตุเกสที่เมืองลิเวอร์พูล ท่ามกลางแฟนบอลชาวเมืองมิดเดิลสโบรช์หลายพันคนที่เดินทางตามไปเชียร์ และเกมนัดนี้เกาหลีเหนือก็เกือบสร้างตำนานอีกบทของฟุตบอลโลก เมื่อเป็นฝ่ายออกนำคู่แข่งถึง 3-0 หลังการเล่นผ่านไปเพียง 25 นาที ทว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ พวกเขากลับต้านทานเกมรุกของนักเตะโปรตุเกส นำโดยยูเซบิโอ ยอดดาวยิงในยุคนั้นไม่อยู่ จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด 3-5
นั่นคือหนึ่งในหลายตัวอย่างของปรากฏการณ์ "ล้มยักษ์" ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องรวมถึงกรณีที่มหาอำนาจของโลกแต่เป็นเด็กตัวน้อยในเกมลูกหนังอย่างสหรัฐฯ สร้างความตื่นตะลึงด้วยการปราบทีมแกร่งอย่างอังกฤษลงได้ในการแข่งขันเมื่อปี 1950 ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหลายพันล้านเหรียญเพื่ออัดฉีดให้กีฬาฟุตบอลเป็นที่นิยมในสหรัฐฯเทียบเท่าอเมริกันฟุตบอล เบสบอล หรือบาสเกตบอล เพราะทุกวันนี้ เกมลูกหนังในสหรัฐฯยังอยู่ห่างไกลกับความเป็นทีมชั้นนำของโลก
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 56 ปีก่อน ณ ดินแดนแซมบา บราซิล หลังอังกฤษไม่เข้าร่วมแข่งขันมากว่า 20 ปี ทีมจากเมืองผู้ดีก็กลับเข้าร่วมศึกฟุตบอลโลกด้วยขุนพลนามอุโฆษที่กลายเป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้ อย่างสแตนลีย์ แมตทิวส์และทอม ฟินนีย์ โดยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับสหรัฐฯ ชิลี และสเปน เอ็ดดี เบลีย์ ผู้เล่นอังกฤษคนหนึ่งบ่นว่า "เจ้าหน้าที่คงกะให้เรามาปรากฏตัวแล้วคว้าถ้วยไปครองได้เลย"
แม้เกมนัดแรกอังกฤษจะเอาชนะชิลีได้อย่างสบาย 2-0 และดูเหมือนจะไม่มีปัญหาในเกมนัดต่อไปที่จะพบกับสหรัฐฯซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเตะพาร์ตไทม์ ขณะนักเตะอาชีพในทีมที่มีเพียงไม่กี่คนอย่างเอ็ดเวิร์ด แม็กอิลเวนนี กัปตันทีม ก็เป็นพวกต่ำชั้น มีดีกรีเป็นแค่นักเตะที่ถูกหยิบมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวของเร็กซ์แฮม ทีมเล็กๆในลีกของอังกฤษ การพบกันนัดนี้แม้แต่บิลล์ เจฟฟรีย์ โคชของสหรัฐฯ ก็ประกาศก่อนการแข่งขันว่าพร้อมจะยอมรับกับการถูกนักเตะอังกฤษต้อนด้วยการยิงประตูแบบมโหฬาร สื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางไปกับทีมชาติอังกฤษพูดกันว่าพวกเขาจะชนะด้วยจำนวนประตูเท่าไหร่ เกินกว่าเลขสองหลักหรือไม่
แต่พอเอาเข้าจริง นักเตะอังกฤษกลับไม่สามารถยิงประตูได้แม้แต่ลูกเดียว แฟรงก์ บอร์กี ผู้รักษาประตูทีมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอดีตนักเบสบอลป้องกันได้หมดและกลายเป็นวีรบุรุษของทีมในนัดนี้ หลังเบิร์ต วิลเลียมส์ นายทวารอังกฤษ ไม่สามารถปกป้องการโหม่งของโจ แกตเยน ศูนย์หน้าสหรัฐฯเชื้อสายเฮติได้ ซึ่งเป็นประตูชัยของเกมนี้ ช่วยให้สหรัฐฯเอาชนะอังกฤษ 1-0 ส่งทีมต้นตำรับฟุตบอลตกรอบแรกไปด้วยความอับอาย
จากตัวอย่างดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ฝีเท้าจะห่างกันลิบลับ แต่หากทุกทีมสวมหัวใจสิงห์ลงสนามอย่างห้าวหาญ ไม่กลัวความพ่ายแพ้เหมือนอย่างที่สหรัฐฯและเกาหลีเหนือเคยทำไว้ โอกาสที่ทีมซึ่งมีฝีเท้าเป็นรองจะพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะในศึกฟุตบอลโลกก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 2002 ซึ่งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นครั้งแรกที่มหกรรมฟุตบอลโลกมาจัดขึ้นในทวีปเอเชียก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมากมาย สามทีมที่เคยเป็นแชมป์โลกคืออาร์เจนตินา ฝรั่งเศส และอุรุกวัย รวมถึงทีมแกร่งอย่างรัสเซียกับโปแลนด์ต้องกอดคอกันตกรอบแรก ขณะที่ทีมรองบ่อนอย่างเซเนกัล, สหรัฐฯ, ตุรกี, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กลับสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น ทุกทีมที่กล่าวมาทะลุเข้ารอบสอง และมีเพียงญี่ปุ่นที่ไม่ผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้าย นอกจากนี้ ตุรกีและเกาหลีใต้ยังไปได้ไกลกว่าที่ทุกคนคาดคิดด้วยการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ
ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของตำนานแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ซึ่งคงไม่มีใครทำได้ดีเท่ากับทีมพลังโสมเกาหลีใต้ที่งัดลีลาสู้สุดใจเปิดเกมรุกโค่นสามทีมชั้นนำของยุโรปอย่างโปรตุเกส อิตาลี และสเปน ก่อนจะไปพ่ายแพ้เยอรมนีในรอบตัดเชือก และแพ้ตุรกีในนัดชิงที่สามได้เพียงอันดับสี่ของการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นอันดับดีที่สุดเท่าที่ทีมจากเอเชียเคยทำได้
คงไม่ถือเป็นความแปลกประหลาด หากในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่กำลังมีขึ้นจะเกิดรายการ "ล้มยักษ์" อีกครั้ง และอาจมาจากฝีเท้าของทีมในทวีปแอฟริกาอย่างน้อยหนึ่งราย เหมือนกับที่แคเมอรูนเคยทำ ได้เมื่อ 16 ปีก่อน ในการแข่งขันครั้งนี้ แอฟริกามีตัวแทนห้าทีม ประกอบด้วย กานา, โตโก, ไอวอรีโคสต์, ตูนิเซีย และแองโกลา มีนักเตะที่เปี่ยมความสามารถอย่างมิกาแอล เอสเซียง (กานา), เอมมานูเอล อะเดบายอร์ (โตโก) และดิดิเยร์ ดร็อกบา (ไอวอรีโคสต์) ที่ต่างค้าแข้งอยู่ในทีมชั้นนำของอังกฤษ เป็นซูเปอร์สตาร์ดาวเด่นที่พร้อมจะระเบิดฟอร์มสุดยอดออกมาได้ทุกเวลา
นั่นคือสัญญาณเตือนความระทึกใจว่า บางทีในฟุตบอลโลกหนนี้ สิ่งมหัศจรรย์ที่เคยเกิดขึ้นกับโรเจอร์ มิลลาอาจหวนกลับมาอีกครั้ง
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เรื่องขำขันทั้งหมด
เรื่องขำขันทั้งหมด
ขอตอบด้วยคน
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | เทคโนโลยี | ![]() ท่องเที่ยว |
เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท
หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

แบ่งปัน










