Sorry, the site may not show properly on your browser. Please upgrade your internet browser to a more updated version (minimal IE7) for a better experience.
ลงทะเบียนเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษ   |  ลูกค้าสัมพันธ์
สมัครสมาชิก
หน้าแรก
หน้าแรก » บทความ » แรงบันดาลใจ » พลิกตำนานฟุตบอลโลกทีมใดจะเป็นจอมล้มยักษ์ในศึกแห่งปี 2006

พลิกตำนานฟุตบอลโลกทีมใดจะเป็นจอมล้มยักษ์ในศึกแห่งปี 2006

พลิกตำนานฟุตบอลโลก
ทีมใดจะสร้างปรากฏการณ์เป็นจอมล้มยักษ์ในศึกปี 2006 By ปีเตอร์ คอร์ริแกน
Share แบ่งปัน
ขนาดตัวอักษร AA AA | พิมพ์ | อีเมล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • นักอนุรักษ์แม่น้ำ
  • สูตรแห่งความหวัง
  • บุคคลแห่งปีของเอเชีย

การแข่งขันฟุตบอลโลกแต่ละครั้งสร้างความทรงจำไว้มากมาย และภาพหนึ่งที่ทุกคนคงจำได้ดีก็คือ ภาพของผู้เล่นตัวเก๋าจากทวีปแอฟริกาคนหนึ่งวิ่งไปยังมุมธงหลังมีการทำประตู ก่อนจับเสาธงมั่น ส่ายเอวเต้นระบำพร้อมรอยยิ้มเปี่ยมสุข ท่ามกลางเพื่อนร่วมทีมที่เข้ามารุมล้อมยินดี

ชายคนนั้นคือ โรเจอร์ มิลลา นักเตะตัวเก่งของทีมแคเมอรูน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองบารี ประเทศอิตาลี ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1990 นัดเปิดสนาม ซึ่งจากประตูดังกล่าวทำให้แคเมอรูนพลิกล็อกเอาชนะอาร์เจนตินา เจ้าของแชมป์เก่า เป็น การเปิดตำนานแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ได้สำเร็จ

หลังจากนั้นแคเมอรูนเดินหน้าสร้างตำนานของฟุตบอลโลกต่อไปด้วยการเป็นทีมจากทวีปแอฟริกาชาติแรกที่ผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศและพ่ายให้ทีมอังกฤษอย่างน่าเสียดาย มิลลากลายเป็นดาวเด่นที่สุดคนหนึ่งของการแข่งขัน เขาพลิกตัวเองจากนักเตะวัย 38 ที่เกือบอำลาสนามมาเป็นเจ้าของสถิตินักเตะอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูได้จากการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจากการซัดคนเดียวสองลูก เขาช่วยให้ทีมเอาชนะโรมาเนีย 2-1 และยิงอีกสองลูกในเกมที่แคเมอรูนพิชิตโคลัมเบียในการแข่งขันรอบที่สอง แม้รอบต่อมาในนัดที่พบกับทีมชาติอังกฤษ มิลลาจะทำประตูไม่ได้ แต่ก็มีบทบาทในเกมโดดเด่น เปิดทางให้เพื่อนยิงหนึ่งลูก และมีส่วนให้ทีมได้ลูกจุดโทษ ทำให้การแข่งขันนัดนี้ยืดเยื้อเพราะต้องต่อเวลาพิเศษ ก่อนที่อังกฤษจะได้ลูกโทษในช่วงเวลาดังกล่าวและเอาชนะไปได้อย่างหืดจับ 3-2 ถึงขนาดนี้แล้ว เทอร์รี บุตเชอร์ กองหลังอังกฤษ ต้องออกมายอมรับ หลังจบเกมว่า "นักเตะแคเมอรูนเล่นเอาเราอ่วมไปเลย"

ฟุตบอลโลกในปีนั้นจบลงด้วยชัยชนะของเยอรมนีที่คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จพร้อมกับชัยชนะครั้งสำคัญของแคเมอรูนที่มีต่อหัวใจของผู้ชมหลายล้านคนทั่วโลก ด้วยสไตล์การเล่นที่เปิดเกมรุกแบบเร้าใจ มิลลา กลายเป็นตำนานบทหนึ่งของฟุตบอลโลก และกลับมาโชว์ลีลาให้ผู้ชมได้ดูกันอีกครั้งด้วยวัย 42 ในการแข่งขันที่มีขึ้นอีกสี่ปีต่อมาที่สหรัฐฯ ซึ่งเขาสร้างผลงานได้ไม่เลวนัก โดยยิงได้หนึ่งประตูในเกมที่แคเมอรูนพ่ายแพ้รัสเซียอย่างย่อยยับ 1-6 ก่อนตกรอบแรกในที่สุด

เหตุการณ์ล้มยักษ์แบบแคเมอรูนมักเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกเกือบทุกครั้ง และเป็นที่ชื่นชอบของแฟนบอล ถือเป็นการกำเนิดของซูเปอร์สตาร์ผู้ยิ่งใหญ่และเป็นบททดสอบของทุกทีมที่เข้าร่วมแข่งขันอย่างแท้จริง

นับแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกถือกำเนิดขึ้นในปี 1930 จาก การแข่งขันทั้งสิ้น 17 ครั้ง มีเพียงเจ็ดชาติที่คว้าแชมป์ไปครอง ประกอบด้วยบราซิลห้าครั้ง, เยอรมนีและอิตาลีชาติละสามครั้ง, อุรุกวัยและอาร์เจนตินาชาติละสองครั้ง และอังกฤษกับฝรั่งเศสชาติละหนึ่งครั้ง ทว่าการแข่งขันใน ปี 2006 ซึ่งจัดขึ้นที่เยอรมนี ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน ถึง 9 กรกฎาคมจากทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายทั้ง 32 ชาติ แต่ละทีมต่างมุ่งจะแจ้งเกิดกับการแข่งขันครั้งนี้

ลองจับตาทีมรองบ่อนอย่างกานา, โตโก, ไอวอรีโคสต์, แองโกลา, คอสตาริกา และตรินิแดดและโตเบโกไว้ให้ดีๆ ทีมเหล่านี้อาจสร้างปรากฏการณ์เขย่าโลกได้ แต่ก็คงไม่เทียบเท่าครั้งที่เกาหลีเหนือเคยสร้างไว้ใน การแข่งขันเมื่อปี 1966 ที่อังกฤษเป็นเจ้าภาพ

ครั้งนั้น เกาหลีเหนือเดินทางเข้าร่วมแข่งขันชนิดที่แทบไม่มีใครรู้จัก หลายคนคิดว่าพวกเขาไม่สมควรได้ร่วมการแข่งขันหากไม่ ติดระเบียบที่ว่าต้องมีตัวแทนจากแต่ละทวีป (ในครั้งนั้น เกาหลีเหนือได้สิทธิในฐานะของตัวแทนจากเอเชียและแอฟริกา) บางคนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเล่นฟุตบอลเป็น

เกาหลีเหนือจึงเป็นประเทศเดียวที่เป็นตัวแทนจากสองทวีป เป็นทีมที่ถูกมองข้ามและไม่เป็นที่รู้จัก รูปร่างของผู้เล่นมีความสูงเฉลี่ยไม่ถึง 167 เซนติเมตร และประสบการณ์ในการเล่นระดับนานาชาติมีน้อยเมื่อเทียบกับทีมอื่นๆที่เข้าร่วมแข่งขัน

การแข่งขันรอบแรกของเกาหลีเหนือมีขึ้นที่มิดเดิลสโบรช์ เมืองอุตสาหกรรมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ เกมแรกพวกเขาต้องพบกับทีมแกร่งอย่างรัสเซีย ซึ่งผู้สื่อข่าวที่อยู่ในเหตุการณ์คนหนึ่งถึงกับอุทานเมื่อเห็นรูปร่างของนักเตะทั้งสองทีมเปรียบเทียบกันว่าราวยักษ์กับคนแคระ

แม้เกาหลีเหนือจะพบกับความพ่ายแพ้ในเกมนัดดังกล่าว แต่พวกเขาก็สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลด้วยการสู้ไม่ถอย วิ่งสู้กับคู่แข่งโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา แฟนบอลเจ้าถิ่นหลายคนเริ่มเทใจหันมาเชียร์เกาหลีเหนือและแสดงออกให้เห็นในเกมนัดที่สอง หลังพวกเขาทำประตูตีเสมอชิลีได้ในช่วงใกล้หมดเวลาการแข่งขัน ฝูงชนมากมายกรูลงมาในสนามเพื่อแสดงความยินดีกับพวกเขา หนึ่งในจำนวนนั้นคือกะลาสีร่างยักษ์ชาวอังกฤษที่พุ่งเข้าไปยังซุ้มม้านั่งของผู้เล่น ตรงเข้ากอดสองนักเตะเกาหลีเหนือที่สูงเพียงไหล่ของเขา นั่นคือหนึ่งในภาพสุดประทับใจในการแข่งขันฟุตบอลโลก

เกมถัดมา เกาหลีเหนือต้องพบกับงานสุดหินเมื่อต้องเจอคู่แข่งอย่างอิตาลี ทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ แต่คราวนี้ใจผู้ชมอยู่กับพวกเขา บางคนอาจนึกว่านัดนี้จัดที่กรุงเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ เพราะผู้ชมต่างเชียร์เกาหลีเหนืออย่างบ้าคลั่ง และนักเตะเกาหลีเหนือไม่ทำให้ผู้ชมต้องผิดหวัง หากสวมหัวใจสิงห์วิ่งสู้ฟัด พลิกล็อกเอาชนะอิตาลี 1-0 กลายเป็นตำนานการพลิกล็อกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ซึ่งจากความพ่ายแพ้นัดดังกล่าวทำให้นักเตะอิตาลีต้องเดินทางกลับบ้านอย่างอัปยศในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา โดยแอบกลับถิ่นตอนเช้ามืดที่เมืองเจนัว แต่ไม่วายถูกแฟนบอลดักรอด่าทอและขว้างปาด้วยผักเน่า

นักเตะเกาหลีเหนือผ่านเข้าสู่รอบต่อไป คือรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งพบกับโปรตุเกสที่เมืองลิเวอร์พูล ท่ามกลางแฟนบอลชาวเมืองมิดเดิลสโบรช์หลายพันคนที่เดินทางตามไปเชียร์ และเกมนัดนี้เกาหลีเหนือก็เกือบสร้างตำนานอีกบทของฟุตบอลโลก เมื่อเป็นฝ่ายออกนำคู่แข่งถึง 3-0 หลังการเล่นผ่านไปเพียง 25 นาที ทว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ พวกเขากลับต้านทานเกมรุกของนักเตะโปรตุเกส นำโดยยูเซบิโอ ยอดดาวยิงในยุคนั้นไม่อยู่ จึงเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด 3-5

นั่นคือหนึ่งในหลายตัวอย่างของปรากฏการณ์ "ล้มยักษ์" ที่เกิดขึ้น ซึ่งต้องรวมถึงกรณีที่มหาอำนาจของโลกแต่เป็นเด็กตัวน้อยในเกมลูกหนังอย่างสหรัฐฯ สร้างความตื่นตะลึงด้วยการปราบทีมแกร่งอย่างอังกฤษลงได้ในการแข่งขันเมื่อปี 1950 ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหลายพันล้านเหรียญเพื่ออัดฉีดให้กีฬาฟุตบอลเป็นที่นิยมในสหรัฐฯเทียบเท่าอเมริกันฟุตบอล เบสบอล หรือบาสเกตบอล เพราะทุกวันนี้ เกมลูกหนังในสหรัฐฯยังอยู่ห่างไกลกับความเป็นทีมชั้นนำของโลก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 56 ปีก่อน ณ ดินแดนแซมบา บราซิล หลังอังกฤษไม่เข้าร่วมแข่งขันมากว่า 20 ปี ทีมจากเมืองผู้ดีก็กลับเข้าร่วมศึกฟุตบอลโลกด้วยขุนพลนามอุโฆษที่กลายเป็นตำนานมาถึงทุกวันนี้ อย่างสแตนลีย์ แมตทิวส์และทอม ฟินนีย์ โดยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับสหรัฐฯ ชิลี และสเปน เอ็ดดี เบลีย์ ผู้เล่นอังกฤษคนหนึ่งบ่นว่า "เจ้าหน้าที่คงกะให้เรามาปรากฏตัวแล้วคว้าถ้วยไปครองได้เลย"

แม้เกมนัดแรกอังกฤษจะเอาชนะชิลีได้อย่างสบาย 2-0 และดูเหมือนจะไม่มีปัญหาในเกมนัดต่อไปที่จะพบกับสหรัฐฯซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเตะพาร์ตไทม์ ขณะนักเตะอาชีพในทีมที่มีเพียงไม่กี่คนอย่างเอ็ดเวิร์ด แม็กอิลเวนนี กัปตันทีม ก็เป็นพวกต่ำชั้น มีดีกรีเป็นแค่นักเตะที่ถูกหยิบมาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวของเร็กซ์แฮม ทีมเล็กๆในลีกของอังกฤษ การพบกันนัดนี้แม้แต่บิลล์ เจฟฟรีย์ โคชของสหรัฐฯ ก็ประกาศก่อนการแข่งขันว่าพร้อมจะยอมรับกับการถูกนักเตะอังกฤษต้อนด้วยการยิงประตูแบบมโหฬาร สื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางไปกับทีมชาติอังกฤษพูดกันว่าพวกเขาจะชนะด้วยจำนวนประตูเท่าไหร่ เกินกว่าเลขสองหลักหรือไม่

แต่พอเอาเข้าจริง นักเตะอังกฤษกลับไม่สามารถยิงประตูได้แม้แต่ลูกเดียว แฟรงก์ บอร์กี ผู้รักษาประตูทีมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอดีตนักเบสบอลป้องกันได้หมดและกลายเป็นวีรบุรุษของทีมในนัดนี้ หลังเบิร์ต วิลเลียมส์ นายทวารอังกฤษ ไม่สามารถปกป้องการโหม่งของโจ แกตเยน ศูนย์หน้าสหรัฐฯเชื้อสายเฮติได้ ซึ่งเป็นประตูชัยของเกมนี้ ช่วยให้สหรัฐฯเอาชนะอังกฤษ 1-0 ส่งทีมต้นตำรับฟุตบอลตกรอบแรกไปด้วยความอับอาย

จากตัวอย่างดังกล่าวเห็นได้ว่า แม้ฝีเท้าจะห่างกันลิบลับ แต่หากทุกทีมสวมหัวใจสิงห์ลงสนามอย่างห้าวหาญ ไม่กลัวความพ่ายแพ้เหมือนอย่างที่สหรัฐฯและเกาหลีเหนือเคยทำไว้ โอกาสที่ทีมซึ่งมีฝีเท้าเป็นรองจะพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะในศึกฟุตบอลโลกก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดเมื่อปี 2002 ซึ่งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นครั้งแรกที่มหกรรมฟุตบอลโลกมาจัดขึ้นในทวีปเอเชียก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นมากมาย สามทีมที่เคยเป็นแชมป์โลกคืออาร์เจนตินา ฝรั่งเศส และอุรุกวัย รวมถึงทีมแกร่งอย่างรัสเซียกับโปแลนด์ต้องกอดคอกันตกรอบแรก ขณะที่ทีมรองบ่อนอย่างเซเนกัล, สหรัฐฯ, ตุรกี, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้กลับสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น ทุกทีมที่กล่าวมาทะลุเข้ารอบสอง และมีเพียงญี่ปุ่นที่ไม่ผ่านเข้ารอบแปดทีมสุดท้าย นอกจากนี้ ตุรกีและเกาหลีใต้ยังไปได้ไกลกว่าที่ทุกคนคาดคิดด้วยการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ

ถือเป็นการกลับมาอีกครั้งของตำนานแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ซึ่งคงไม่มีใครทำได้ดีเท่ากับทีมพลังโสมเกาหลีใต้ที่งัดลีลาสู้สุดใจเปิดเกมรุกโค่นสามทีมชั้นนำของยุโรปอย่างโปรตุเกส อิตาลี และสเปน ก่อนจะไปพ่ายแพ้เยอรมนีในรอบตัดเชือก และแพ้ตุรกีในนัดชิงที่สามได้เพียงอันดับสี่ของการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นอันดับดีที่สุดเท่าที่ทีมจากเอเชียเคยทำได้

คงไม่ถือเป็นความแปลกประหลาด หากในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่กำลังมีขึ้นจะเกิดรายการ "ล้มยักษ์" อีกครั้ง และอาจมาจากฝีเท้าของทีมในทวีปแอฟริกาอย่างน้อยหนึ่งราย เหมือนกับที่แคเมอรูนเคยทำ ได้เมื่อ 16 ปีก่อน ในการแข่งขันครั้งนี้ แอฟริกามีตัวแทนห้าทีม ประกอบด้วย กานา, โตโก, ไอวอรีโคสต์, ตูนิเซีย และแองโกลา มีนักเตะที่เปี่ยมความสามารถอย่างมิกาแอล เอสเซียง (กานา), เอมมานูเอล อะเดบายอร์ (โตโก) และดิดิเยร์ ดร็อกบา (ไอวอรีโคสต์) ที่ต่างค้าแข้งอยู่ในทีมชั้นนำของอังกฤษ เป็นซูเปอร์สตาร์ดาวเด่นที่พร้อมจะระเบิดฟอร์มสุดยอดออกมาได้ทุกเวลา

นั่นคือสัญญาณเตือนความระทึกใจว่า บางทีในฟุตบอลโลกหนนี้ สิ่งมหัศจรรย์ที่เคยเกิดขึ้นกับโรเจอร์ มิลลาอาจหวนกลับมาอีกครั้ง

ให้คะแนน
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

Q&A Interview:Getting Ahead with James Dyson

Share แบ่งปัน
พิมพ์ | อีเมล

เรื่องยอดนิยม ...

  1. บุคคลแห่งปีของเอเชีย
  2. เดินกลับไปสู่อนาคต
  3. เรื่องราวในรูปเงา

ประเภทของ บทความ

  • แรงบันดาลใจ
  • ผู้มีชื่อเสียง
  • ท่องเที่ยว
  • ระทึกใจ/ผจญภัย
  • สิ่งประดิษฐ์ & เทคโนโลยี
  • รุปแบบการใช้ชีวิต
  • เหตุการณ์ปัจจุบัน & ประวัติศาสตร์
  • สุขภาพ-การแพทย์

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.
ท่านต้องการอ่านทุกเดือนไหม
สมัครสมาชิกนิตยสาร รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ เพียง 996 บาทต่อปี
Shop Online
1 | 2 | 3 | 4 | 5
  • E20i
    English in 20 Minutes Interactive

    THB4,888.00
    buy
  • Mood Music
    Mood Music for Listening and Relaxation

    THB1,990.00
    buy
  • Salute to the King Set
    Salute to the King Set

    THB1,590.00
    buy
  • Manage Your Boss
    Managing Your Manager

    THB32.00
    buy
  • เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
    เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์

    THB1,690.00
    buy
ดูผลิตภัณฑ์อื่นๆ

เรื่องยอดนิยม

  • ตลอดกาล
  • สัปดาห์นี้
  • This month
1โตโน่ จาก Reality สู่ชีวิตจริงของดาวรุ่ง
25 วิธีจับโกหก
3ติ๊ก เจษฎาภรณ์ สุภาพบุรุษโลกสีเขียว
4วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง
541 ความในใจที่หมอขอบอก
629 เคล็ดลับทางการเงิน
7“ผมภูมิใจในตัวพ่อ นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด”
8โพแทสเซียม
9ชีวิตที่นับหนึ่งใหม่
10พลิกความเครียดให้เป็นประโยชน์

เรื่องขำขันทั้งหมด

หัวเราะคือยาวิเศษ

ช่วงวันหยุด แม่เลี้ยงขอฉันโทรศัพท์ไปที่ร้านคาเฟ่เพื่อจองที่นั่งเวลา 19.00 น... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ชายคนหนึ่งบอกหมอว่า "หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมติดทวิตเตอร์อย่างหนัก" หมอตอบว่า ... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ตอนเด็กๆ ครอบครัวผมจนมากไม่มีปัญญาซื้อรองเท้าผ้าใบสวยๆ ให้ผม ตอนที่ผมบอกให้... 100% ร่วมลงคะแนน
See All Jokes

ขอตอบด้วยคน

วิธีทำโทษเด็กแบบไหนดีที่สุด
142 Votes

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์

อาหาร

เต้าหู้ผัดเต้าซี่

ผู้มีชื่อเสียง

วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง

แรงบันดาลใจ

บุคคลแห่งปีของเอเชีย

อาหาร

สลัดผักร็อกเก็ตและชีส

เทคโนโลยี

พญาอินทรีแห่งฝูงปักษา

ท่องเที่ยว

อิสตันบูล

ธันวาคม 2554

วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง
  • ฉบับนี้
  • สมัครสมาชิก
  • รับฟรี E-Newsletter
ติดต่อเรา
  • ส่งเรื่องขำขัน
  • ส่งบทความ
  • ส่งภาพ
  • แสดงความคิดเห็น
  • ติดต่อเรา
  • คำแนะนำ
  • อีเมลถึงบรรณาธิการ
  • ลูกค้าสัมพันธ์

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

รายการ “ลุ้นรวยรับรางวัลรวม 7 ล้าน”

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่

 

ติดต่อเรา | เว็บไซต์รีดเดอร์ส ไดเจสท์ เอเชีย | แบรนด์ที่คุณเชื่อมั่นที่สุด | ติดต่อโฆษณา | นโยบายบริษัท | ข้อกำหนดในการใช้งาน | แผนผังเว็บ © 2012 The Reader's Digest Association, Inc