คำกล่าวอ้าง “นมเป็นส่วนสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพ”

หลักฐานยืนยัน เป็นที่ทราบดีว่า นมเป็น หนึ่งในอาหารสมบูรณ์แบบที่สุดซึ่งมีแคล เซียม, คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, ฟอสฟอรัส, โพแทสเซียม, วิตามินบี2, วิตามินเอ, วิตามินบี12, แมกนีเซียม และสังกะสี นอกจากนั้น ร่างกายยังสามารถดูดซึมสารอาหารดังกล่าวไปใช้ได้ดีและให้พลังงานต่ำ สำหรับประเทศไทย กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้คนไทยดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย โดยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตควรดื่มนมวันละสองถึงสามแก้ว ผู้ใหญ่ดื่มวันละหนึ่งถึงสองแก้วและควรเป็นนมพร่องมันเนย

งานวิจัยรายงานว่า นมพร้อมดื่มสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงและมะเร็งลำไส้ใหญ่ การดื่มนมวันละสามแก้วร่วมกับการกินอาหารที่มีไขมันและเกลือต่ำ กินผักผลไม้ให้มาก จะช่วยลดคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด

แคลเซียมจากผลิตภัณฑ์นมให้ผลดีมากในเรื่องของการลดน้ำหนักและการลดปริมาณไขมันในร่างกาย ต่างจากแคลเซียมที่เป็นผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารหรือที่เสริมในอาหาร

ผลิตภัณฑ์นมมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ และมีรายงานยืนยันว่าเนยแข็งสามารถป้องกันฟันผุได้อีกด้วย

ข้อดีของนมยังมีอีกมากมาย เช่น นมเป็นอาหารที่สำคัญในการเจริญเติบโตของลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เพราะมีสารอาหารจำเป็นบางชนิดซึ่งเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่มีความจำเป็นเช่นกรดไขมันอิ่มตัว

คำกล่าวอ้าง “ประชากรมากมายที่แพ้นม”

หลักฐานยืนยัน เป็นความจริงที่นมเป็นสาเหตุหนึ่งในห้าที่ทำให้เกิดการแพ้ และเป็นสาเหตุหนึ่งในสี่ที่ทำให้มีอาการแพ้รุนแรง และพบได้ในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 12 เดือน หนึ่งใน 50 คน หรือร้อยละสอง ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ที่เป็นภาวะไวต่อโปรตีนเพิ่มขึ้น มี ผื่น ปวดท้อง และอาเจียน

ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความสับสน การแพ้นมที่ี่แท้จริงเกิดจากการตอบสนองของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งแม้เพียงปริมาณเล็กน้อยมาก เช่น การเติมนมผงในการทำมันฝรั่งทอดกรอบก็ทำให้เกิดอาการได้

ปฏิกิริยาทั่วไปที่เกิดในคนคือ อาการปวดท้อง มีผื่น และน้ำมูกไหลไม่ใช่เกิดจากการแพ้นม แต่เป็นอาการที่ไม่สามารถทนอาหารนั้นๆได้ ซึ่งส่วนใหญ่เรียกรวมๆว่า “การแพ้” จึงทำให้เกิดความสับสนในเรื่องนี้

ยังดีที่ว่าการแพ้ (โปรตีน) นมของทารกจะค่อยๆหายไปเมื่อเข้าสู่วัยเรียนและไม่ค่อยพบในวัยผู้ใหญ่ หากสงสัยว่าตนเป็นโรคภูมิ แพ้ วิธีเดียวที่จะรู้ผลแน่นอนคือการทดสอบทางผิวหนัง หรือตรวจเลือดโดยนักโภชนาการ เราไม่แนะนำให้คาดเดาเองเพราะอาจทำให้ต้องงดอาหารหลายอย่างจนเป็นสาเหตุให้เกิดโรคขาดสารอาหารได้

คำกล่าวอ้าง “คนเราไม่สามารถย่อยนมวัวได้”

หลักฐานยืนยัน การดื่มนมอาจทำให้เกิดปัญหาไม่สบายท้องได้สำหรับบางคน อาการที่เกิดขึ้นเรียกว่าการแพ้น้ำตาลแล็กโทสซึ่งมีประมาณร้อยละหกในประชากรตะวันตก และมีจำนวนสูงมากในคนเอเชีย ชาวอะบอริจิน และประชาชนในแถบตะวันออกกลาง เมดิเตอร์เรเนียน และแอฟริกา

อาการไม่สบายท้องเกิดจากการที่คนเหล่านั้นไม่มีน้ำย่อยแล็กเทสซึ่งใช้ในการย่อยน้ำตาลแล็กโทสในนม เมื่อน้ำตาลแล็ก โทสไม่ถูกย่อยจะทำให้แบคทีเรียในลำไส้นำน้ำตาลแล็กโทสไปใช้และสร้างกรดกับแก๊ส ทำให้เกิดอาการเป็นตะคริว แน่นท้อง ปวดท้อง คลื่นไส้ และท้องเดิน ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในผู้แพ้น้ำตาลแล็กโทส

“ตามประสบการณ์ อาการไม่สบายท้องจะหายไปเองเมื่อหยุดการบริโภคผลิตภัณฑ์นม” อะแมนดา เบนแฮม นักกำหนดอาหาร กล่าว

การแพ้น้ำตาลแล็กโทสต่างจากการแพ้อาหารชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตาม คนมักเชื่อว่าพวกเขาแพ้นม ซึ่งความจริงแล้วแพ้อาหารอย่างอื่น

“บางคนตัดอาหารออกไปทั้งกลุ่ม แต่จริงๆที่แพ้อาจเป็นสารกันบูดหรือสารปรุงแต่งในอาหารก็เป็นไปได้” ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งกล่าว

แม้คุณจะแพ้น้ำตาลแล็ก โทสก็ไม่จำเป็นต้องงดนมตลอดไป เพราะอาการไม่สบายท้องจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับน้ำตาลแล็กโทสเกิน 12.5 กรัมในครั้งเดียว ซึ่งเท่ากับปริมาณที่มีในนมหนึ่งแก้ว ดังนั้น หากดื่มนมครั้งละน้อยโดยเติมในชาหรือกาแฟจะไม่ทำให้เกิดอาการ

ส่วนคนไทยมีอาการแพ้น้ำ ตาลแล็กโทสเพิ่มขึ้นเมื่ออายุเพิ่ม ขึ้น เด็กวัยก่อนเรียนไม่มีอาการ แพ้แล็กโทส การแพ้น้ำตาลแล็ก โทสเมื่อดื่มนมหนึ่งแก้วพบในวัยรุ่นร้อยละ 18 วัยผู้ใหญ่ร้อยละ 40 และในวัยทองร้อยละ 66 อาการเหล่านี้จะหมดไปเมื่อดื่มนมครึ่งแก้ว หรือเมื่อดื่มนมหลังอาหาร หรือเมื่อกินโยเกิร์ต

คำกล่าวอ้าง “นมทำให้เกิดโรคจริงหรือ”

หลักฐานยืนยัน งานวิจัยที่อ้างโดยชุมชนมังสวิรัติและกลุ่มแพทย์ทางเลือกกล่าวถึงการดื่มนมว่าก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอย่างรุน แรง รายงานของวารสารไวท์ไลส์ ซึ่งตีพิมพ์โดยมูลนิธิมังสวิรัติของอังกฤษ กล่าวว่า มีหลักฐานยืน ยันความเกี่ยวข้องระหว่างนมวัวกับโรคภูมิแพ้, ข้ออักเสบ, โรคมะเร็งบางชนิด, โรคหัวใจ โรคโครห์น, เบาหวาน, อาการหลงลืม, โรคไต, โรคภูมิแพ้ภูมิต้านทานตัวเอง และโรคอ้วน กลุ่มนักวิจัยอื่นรายงานความสัมพันธ์ระหว่างนมกับมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งรังไข่ และมะเร็งในลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย การศึกษาซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่คือการกล่าวอ้างว่าการดื่มนมมีผลต่อกระบวน การทางชีววิทยาที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง

เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนในกระแสข่าวเกี่ยวกับเรื่องการดื่มนมมีผลเสียต่อสุขภาพ ปีที่ผ่านมา สถาบันมะเร็งนิวเซาท์ เวลส์ชี้แจงว่าการดื่มนมวันละสามแก้วมีผล ดีต่อสุขภาพ ไม่มีความเสี่ยงต่อโรค และยังชี้ให้เห็นว่าการดื่มนมช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ นมยังถูกกล่าวหาว่าทำให้เกิดอาการหอบหืด ผื่นคัน และภูมิแพ้ บทบาทเรื่องนี้ยังต้องค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ขณะเดียวกันสภาโรคหอบหืดแห่งชาติของออส เตรเลียรายงานว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่าการลดหรืองดการบริโภคนมจะช่วยลดอาการหอบหืด และยืนยันว่านมไม่ได้ทำให้เกิดเมือกในระบบหายใจเพิ่มขึ้น

เป็นเวลาประมาณ 20 ปีมาแล้วที่นักวิจัยพยายามศึกษาเกี่ยวกับผลของการดื่มนมต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่ง โดยมีทฤษฎีว่า โปรตีนในนมวัวโดยเฉพาะเคซีนสามารถเข้า ไปทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลิน อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาต่อไปและไม่สามารถสรุปให้ข้อแนะนำได้ขณะนี้

ข้อถกเถียงใหญ่อีกเรื่องคือออทิซึมและภาวะสมาธิสั้น คนกลุ่มนี้มักไม่มีน้ำย่อยที่ย่อยโปรตีนจากข้าวสาลีคือกลูเทนและโปรตีนจากนมวัวคือเคซีน ดังนั้น ส่วนของโปรตีนเหล่านี้อาจถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ทำให้มีอาการคล้ายคนได้รับมอร์ฟีน รวมทั้งอาการที่พบในเด็กสมาธิสั้นเช่นทำพฤติกรรมซ้ำๆและไม่เข้าสังคม กลุ่มนมของออสเตรเลียกล่าวว่ายังมีหลักฐานไม่เพียงพอที่จะไม่ให้นมในผู้ที่มีสมาธิสั้น

คำกล่าวอ้าง “นมสร้างกระดูก”

หลักฐานยืนยัน ไม่มีข้อสงสัยว่าแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับกระดูกและฟัน เช่นเดียวกับหน้าที่ต่อระบบประสาท กล้ามเนื้อและหัวใจ เราต้องการแคลเซียมตลอดชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ

ร่างกายสามารถนำแคลเซียมในนมไปใช้ ได้ดี แคลเซียม 300 มิลลิกรัมจากนมหนึ่งแก้วถูกดูดซึมได้ประมาณ 90 มิลลิกรัม เมื่อเทียบกับบร็อกโคลีจะเห็นว่าต้องบริโภคบร็อกโคลีประมาณ 2.5 ถ้วยตวงจึงจะได้แคลเซียมที่ถูกดูดซึมเท่ากับนมหนึ่งแก้ว

ถ้านมให้แคลเซียมปริมาณมากและแคล เซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรง ดังนั้น การดื่มนมปริมาณมากจะช่วยให้กระดูกเราแข็งแรงจริงหรือ

เป็นที่น่าแปลกใจ รายงานการศึกษามาก มายพบว่า การดื่มนมปริมาณมากไม่จำเป็นว่า จะช่วยลดความเสี่ยงต่อกระดูกพรุน ศาสตรา จารย์เกียรติคุณ โคลิน แคมป์เบลแห่งภาคชีววิทยาโภชนาการ มหาวิทยาลัยคอร์แนล พบว่า หลังการศึกษามาตลอดชีวิตเกี่ยวกับผลระหว่างการกินผักกับการกินเนื้อสัตว์ พบว่าการดื่มนมปริมาณมากให้ผลเสียต่อกระ ดูกมากกว่าการดื่มนมน้อยๆเสียอีก

และการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดซึ่งติดตามผู้หญิง 75,000 คน เป็นเวลา 12 ปี ให้คำแนะนำว่า การบริโภคแคลเซียมปริมาณ สูงจากผลิตภัณฑ์นมมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อกระดูกหักเพิ่มขึ้น

เป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน แต่มีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่า การได้รับโปรตีนจากสัตว์ปริมาณสูงอาจทำให้มีการสูญเสียมวลกระดูก แคริล นาวสัน สมาชิกคณะกรรมการวิทยาศาสตร์โรคกระดูกพรุนแห่งออสเตรเลีย กล่าวเน้นว่ายังไม่มีคำตอบที่แน่นอน ขณะเดียวกันหน่วยงานต่างๆ เช่น สมาคมโรคกระดูกพรุน สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งออสเตรเลีย สมาคมแร่ธาตุกระดูกและโภชนาการแห่งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ให้การสนับสนุนว่านมเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญ

คำกล่าวอ้าง “นมช่วยให้เด็กเจริญเติบโต”

หลักฐานยืนยัน เป็นการยากที่เด็กๆจะได้รับแร่ธาตุแคลเซียมจากอาหารอื่นที่ไม่ใช่นม อย่างถั่วนัตและน้ำส้มเสริมแคลเซียมจะทำให้ได้รับพลังงานสูงขึ้น แต่ขาดสารอาหารอื่นๆ ที่มีในนม

การศึกษาพบว่า เด็กที่ไม่ดื่มนมมีมวลกระดูกน้อยกว่าและมีความเสี่ยงต่อภาวะกระ ดูกหักสูงมากถึง 2.5 เท่าของค่าเฉลี่ย การศึกษาฉบับหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมเลยมีผลทำให้ได้รับพลังงานโดยรวม ไขมัน โปรตีน แคลเซียม วิตามินบี 2 และไนอาซินน้อยกว่าเด็กที่ได้รับนม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับวัยทารกคือนมแม่ โดยแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย 12 ถึง 18 เดือน นม วัวต่างจากนมแม่ที่โปรตีน แคลเซียม ฟอส ฟอรัส เหล็ก และปริมาณกรดไขมันจำเป็น การที่นมวัวมีปริมาณโปรตีน โซเดียม โพ แทสเซียม ฟอสฟอรัส และคลอไรด์สูงทำ ให้ไตต้องทำงานหนัก การศึกษาบางฉบับรายงานว่าการให้นมวัวโดยไม่ปรับสูตรจะทำให้เกิดภาวะแพ้โปรตีนในนมวัวเป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่งและทำให้ทารกเสียชีวิต

ทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยให้นมวัวในช่วงหลังหกเดือนส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาการขาดธาตุเหล็ก ทั้งนี้เนื่องจากมีการหลุดลอกของเซลล์เยื่อบุลำไส้หรืออาจเป็นเพราะเด็กดื่มนมวัวมากจึงทำให้กินเนื้อสัตว์และผักลดลง

ข้อสรุป

หลักฐานการยืนยันว่านมวัวทำให้เกิดโรคยังไม่มีข้อมูลชัดเจน แต่ที่ชัดเจนคือนมเป็นส่วนสำคัญของอาหาร ผู้เชี่ยวชาญเน้นว่าก่อนจะเลิกดื่มนมเพราะคิดว่าตัวเองแพ้นมควรขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ

14
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. พลังบำบัดจากการอธิษฐาน
  2. เทคโนโลยีล่าสุดด้านการแพทย์ ประจำปี 2554
  3. ระวังคุณอาจติดมะเร็ง

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่