Sorry, the site may not show properly on your browser. Please upgrade your internet browser to a more updated version (minimal IE7) for a better experience.
ลงทะเบียนเพื่อรับโปรโมชั่นพิเศษ   |  ลูกค้าสัมพันธ์
สมัครสมาชิก
หน้าแรก
หน้าแรก » บทความ » ผู้มีชื่อเสียง » อัจฉริยะ "สร้างได้"

อัจฉริยะ "สร้างได้"

สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้พบกับวนิษา เรซ ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพเพียงหนึ่งเดียวของไทย

By โดย วนิตา ฉายประกายแก้ว
Share แบ่งปัน
ขนาดตัวอักษร AA AA | พิมพ์ | อีเมล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ดาวรุ่งดวงใหม่
  • โตโน่ จาก Reality สู่ชีวิตจริงของดาวรุ่ง
  • เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย

มาถึงวันนี้คงยากที่ใครจะปฏิเสธว่าไม่รู้จักวนิษา เรซ หรือหนูดี หญิงสาวอัจฉริยะวัย 30 ผู้สร้างปรากฏการณ์ในฐานะเจ้าของผลงานเขียนเรื่อง อัจฉริยะสร้างได้ อันโด่งดังจนได้รับการตีพิมพ์มาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง โดยเธอนำทฤษฎีพหุปัญญามาสร้างความฮือฮาให้คนไทยได้รู้จักว่า คนธรรมดาอย่างเราๆก็มีอัจฉริยภาพแฝงอยู่ในตัวหลากหลายรูปแบบเหมือนกัน

ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเธอมีดีกรีปริญญาโทเกียรตินิยมด้านวิทยาการทางสมองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พ่วงท้ายด้วยกิจกรรมยาวเหยียดเป็นหางว่าวที่เธอเข้าไปเป็นอาสาสมัคร รวมทั้งความสามารถด้านอื่นๆอีกมากมาย

หนูดียังเป็นผู้ชนะคนที่ 15 ของรายการอัจฉริยะข้ามคืนเมื่อสองปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน เธอเป็นเจ้าของบริษัท อัจฉริยะสร้างได้ จำกัด เป็นนักเขียนและวิทยากรรับเชิญให้แก่บริษัทต่างๆรวมทั้งรายการวิทยุ แต่ทั้งหมดแล้ว เธอขอเรียกตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ

เรานัดพบเธอยามบ่ายที่โรงเรียนวนิษา รังสิตคลองสอง ซึ่งเธอเป็นเจ้าของ ก่อนหน้านี้หนูดีเพิ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสร็จหมาดๆ แต่ยังคงความสดชื่นแจ่มใสไร้ซึ่งร่องรอยของความเหนื่อยล้า

โรงเรียนวนิษาแห่งนี้คือโรงเรียนที่คุณแม่ของหนูดีซึ่งเคยทำงานในสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติตั้งขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ลูกสาว โดยในช่วงแรกที่เปิดสอนมีลูกศิษย์เพียงสองคนเท่านั้นคือหนูดีกับเพื่อนอีกคน "คุณแม่ตั้งโรงเรียนขึ้นมาเพื่อให้การศึกษาหนูดี ซึ่งใช้ระบบที่เอื้อให้เด็กสามารถคิดได้ ถามได้ เรียนรู้ไปกับครู และมีครูเป็นเพื่อนเรียนไปกับเรา" หนูดีกล่าวก่อนจะพูดคุยกับรีดเดอร์ส ไดเจสท์เกี่ยวกับความฉลาดและอัจฉริยะที่ทุกคนเป็นและมีได้

รีดเดอร์ส ไดเจสท์: คุณคิดว่าพื้นฐานในวัยเด็กมีส่วนหล่อหลอมให้คุณมีความสามารถรอบตัวเหมือนอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร

หนูดี: หนูดีว่ามีส่วนมาก เพราะหนูดีเติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมสองแบบ ด้วยความที่คุณพ่อเป็นอเมริกันและคุณแม่เป็นคนไทย เราจึงไม่เคยถูกดุในสิ่งที่เราเป็น ทำให้เราไม่กลัวที่จะแสดงความเป็นตัวของตัวเองตามแบบฉบับตะวันตก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีมารยาทและความอ่อนน้อมถ่อมตนตามแบบฉบับคนไทยด้วย

ครอบครัวของหนูดีจึงแตกต่างจากครอบครัวอื่น เพราะเราจะต้องปฏิบัติตัวให้เหมาะสมกับทั้งสองวัฒนธรรม เนื่องจากคุณพ่อซึ่งจบปริญญาเอกทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำงานเป็นที่ปรึกษาให้องค์กรข้ามชาติ ดังนั้นจะมีฝรั่งที่เป็นผู้บริหารระดับสูงมาบ้านที่รังสิตเพื่อขอคำปรึกษาอยู่เสมอ หากวันไหนมีการเลี้ยงอาหารเย็น หนูดีจะต้องสามารถนั่งร่วมโต๊ะได้โดยไม่รบกวนเวลาผู้ใหญ่คุยธุรกิจกัน แต่ถ้าผู้ใหญ่ถาม หนูดีจะต้องตอบอย่างฉะฉานมั่นใจ

คุณเขียนไว้ในหนังสือว่าเคยประสบปัญหาเรื่องการปรับตัวตอนเข้าเรียนมัธยม

ถามว่ามีปัญหาขนาดอยู่ไม่ได้ก็ไม่ใช่นะ แต่หนูดีเห็นความแตกต่าง อย่างโรงเรียนของคุณแม่จะไม่มีการแข่งขัน แม้มีการให้เกรดตามปกติ แต่ไม่มีการประกาศว่าใครได้ที่หนึ่ง ที่สอง หรือที่สาม เพราะฉะนั้น เราไม่เคยคิดว่าเพื่อนเป็นคู่แข่ง กระทั่งการว่ายน้ำ หนูดีไม่แข่งเพื่อดูว่าใครแพ้ใครชนะ

แต่พอเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยม เรื่องนี้กลับกลายเป็นประเด็นขึ้นมาว่าใครได้ที่หนึ่ง ใครอยู่ห้องคิง ซึ่งหนูดีสงสัยว่าทำไมต้องแบ่งแยก ในเมื่อทุกคนเป็นนักเรียนเหมือนกัน หรืออย่างการตั้งคำถาม ซึ่งหนูดีรู้สึกว่าเมื่อไรก็ตามที่เราสงสัยอะไร เราน่าจะมีโอกาสถาม มีโอกาสเรียนในเรื่องนั้นๆ แต่เรารู้ว่าการศึกษาถูกกำหนดมาแล้ว เราไม่ได้มีตัวเลือกมากมาย ต่างจากปัจจุบันที่การศึกษาแผนใหม่บอกเราว่านักเรียนเป็นศูนย์กลาง เด็กมีสิทธิ์เลือก และครูมีหน้าที่ช่วยเด็กหาความรู้ ซึ่งหนูดีว่าเมืองไทยมาถูกทางแล้ว

ในช่วงนั้นคุณแก้ปัญหาอย่างไร

ตอนนั้นก็ต้องปรับตัวและทำให้ดีที่สุด ช่วงแรกๆอึดอัดใจเหมือนกัน แต่หนูดีมองว่าในอนาคต ถ้าจบมาทำงาน เราน่าจะมีส่วนช่วยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

คิดไกลไปถึงขั้นนั้นเลยหรือ

ใช่ เพราะครอบครัวหนูดีทำโรงเรียนอยู่แล้ว จึงมองว่าครูคงเป็นอาชีพที่หนูดีจะทำอย่างมีความสุข หนูดีไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเปลี่ยนจนกลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ หนูดีแค่คิดว่าจะเรียนด้านการศึกษาจะเป็นครูสอนให้เด็กมีความสุขกับการเรียนเหมือนกับที่เราเคยเรียนอย่างมีความสุข นั่นคือความตั้งใจของหนูดี

เพราะอะไรคุณถึงเลือกเรียนโปรแกรมมายด์, เบรน แอนด์เอดูเคชัน ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เริ่มจากสมัยที่หนูดีเรียนเรื่องการศึกษาที่มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ ซึ่งต้องเรียนทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กและจิตวิทยาเด็ก รวมถึงทฤษฎีเกี่ยวกับสมองซึ่งหนูดีชอบมาก เพราะศาสตราจารย์ ดร. โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ซึ่งเป็นเจ้าของทฤษฎีพหุปัญญา (มนุษย์เรามีอัจฉริยภาพอย่างน้อยแปดด้านและในคนหนึ่งคนก็มีครบแปดด้านเพียงแต่ บางด้านจะเด่นกว่าด้านอื่น) เป็นคนเดียวที่บอกว่า อัจฉริยภาพเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่แล้วเพียงแต่เรายังไม่ค้นหาตัวเอง

หนูดีเคยรู้สึกเหมือนคนทั่วไปว่า อัจฉริยบุคคลเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเรา เหมือนพวกเขาเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งเล็กๆในโลกที่คนนอกอย่างเราไม่มีสิทธิ์รู้จัก แต่พอศึกษาทฤษฎีนี้ก็ได้คิดว่าเราทุกคนสามารถเป็นอัจฉริยะได้

หลังจากนั้น หนูดีพยายามค้นหาในอินเทอร์เน็ตและพบว่า ดร.การ์ดเนอร์กำลังเปิดโปรแกรมนี้เป็นหลักสูตรปริญญาโทที่ฮาร์วาร์ด โดยเรียนเรื่องสมองแบบไม่ต้องผ่าตัด เนื่องจากก่อนหน้านี้ หนูดีเคยคิดอยากเป็นแพทย์ด้านสมองและลองไปเรียน แต่ไม่ชอบวิชาจุลชีววิทยา หนูดีจึงคิดว่าวงการแพทย์คงไม่ใช่แนวทางของเราแน่

หนูดีไม่อยากซ่อมสมอง แต่อยากให้คนใช้สมองอย่างมีคุณภาพมากกว่า เลยคิดว่าสมัครไปแล้วกัน ซึ่งทางฮาร์วาร์ดก็ตอบรับ โดยหนูดีเป็นรุ่นที่สี่

คุณเขียนไว้ในหนังสือว่าคนสามารถฝึกฝนให้สมองมีเส้นใยสมองเพิ่มขึ้นเพื่อจะได้ฉลาดขึ้น ในความเป็นจริง เราทำได้อย่างนั้นแน่หรือ

สมองประกอบด้วยไขมันร้อยละแปด โปรตีนร้อยละสิบ และน้ำอีกร้อยละ 72 ส่วนที่เหลือคือสารสื่อประสาทต่างๆ และมีเซลล์สมองอยู่ประมาณแสนล้านเซลล์ ซึ่งเทียบได้กับจำนวนดาวในจักรภพของเรา และยังไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนที่มีเซลล์สมองแออัดยัดเยียดขนาดนี้มาตั้งแต่เกิด เซลล์นี้เป็นตัวกำหนดว่าเราจะรับส่งหรือบริหารข้อมูลอย่างไร แต่สิ่งที่เราต้องสร้างเพิ่มเติมหลังเกิดมาแล้วก็คือเส้นใยสมอง

ถ้าเช่นนั้น ความฉลาดก็ไม่เกี่ยวข้องกับรอยหยักในสมองอย่างที่เราเคยเชื่อกัน

ไม่เกี่ยวเลย เหตุผลที่สมองมีรอยหยักเพราะสมองเรามีขนาดใหญ่ แต่กะโหลกมีขนาดเล็ก สมองจึงต้องบีบตัวเอง เหมือนเวลาเราเดินทางก็ต้องพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋า ดังนั้น เส้นใยสมองจึงไม่เกี่ยวกับรอยหยัก

อันที่จริง เส้นใยสมองมีไว้เพื่อใช้ส่งผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมอง เซลล์สมองหนึ่งเซลล์จะมีเส้นใยสมองประมาณ 10,000 เส้น หากเรามีเส้นใยสมองจำนวนมากก็จะมีช่องทางการส่งข้อมูลมากตามไปด้วย และทำให้เรามีความสามารถในการมีชีวิตรอดมากขึ้น แต่ในเมื่อเราสามารถสร้างเส้นใยสมองขึ้นใหม่ทุกวัน เส้นใยสมองก็มีสิทธิ์ที่จะถูกลบทิ้งด้วยเช่นกัน เราจึงต้องคอยหมั่นฝึกฝนซ้ำๆเพื่อให้เส้นใยสมองยังคงอยู่

เพราะอะไรคุณถึงเลือกนำทฤษฎีพหุปัญญามาสอนคนไทยให้เป็นอัจฉริยะขณะที่มีอีกหลายทฤษฎีให้เลือก

ทฤษฎีนี้มีข้อดีมากมาย อย่างแรกคือทำให้คนที่อาจคิดว่าตัวเองเรียนไม่เก่ง แต่เป็นนักกีฬาที่มีความสามารถบอกตัวเองได้ว่าใช่ เรามีอัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว เรามีคุณค่า หนูดีว่าเท่านี้ก็พอแล้ว ไม่มีอะไรมีคุณค่ามากไปกว่านี้อีกแล้ว

ในการฝึกสมองจะใช้คำพูดที่ว่า "พรสวรรค์ไม่สำคัญเท่ากับพรแสวง" ได้หรือไม่

สำคัญทั้งคู่ พรสวรรค์คือสิ่งที่เราได้มาโดยไม่ได้ขอ เพราะฉะนั้น ทุกคนในโลกนี้ย่อมต้องมีพรสวรรค์ในตัวอยู่แล้ว คือตั้งแต่เกิดก็มีสมองมาหนึ่งก้อน และเป็นสมองที่สามารถทำอะไรได้มากมาย ทั้งเรียนรู้ บรรจุข้อมูล บริหารข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และกำหนด พฤติกรรมเราได้

ส่วนพรแสวงคือการฝึกฝนปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ฉะนั้น หนูดีมองว่าจำเป็นทั้งคู่ ถ้าไม่มีสมองก็ไม่สามารถไปหาพรแสวงได้

เท่าที่อ่านหนังสือของคุณ ดูเหมือนว่าทักษะเรื่องการพูดฟังอ่านเขียนค่อนข้างมีความสำคัญมาก สำหรับคนที่มีคุณสมบัติด้านนี้มากกว่าคนอื่น จะพูดได้ไหมว่าอัจฉริยภาพด้านนี้มีความสำคัญที่สุด

(นิ่งคิด) พูดยาก เพราะคนมักตีค่าอัจฉริยภาพจากสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคมหรือคนอื่น สมมุติว่า ถ้าคนคนหนึ่งไม่ติดต่อสื่อสารกับใครและอยู่ในป่า แต่เขาพัฒนาสมองโดยไม่มีใครในโลกรับรู้ว่าเขาเป็นอัจฉริยะก็จะไม่มีใครให้คุณค่าเขา แต่ถามว่าคนคนนั้นโง่ไหม ก็ไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นโยคี นักพรต หรือคนจีนโบราณที่เข้าไปถือสันโดษในป่าเป็นคนไม่ฉลาดหรือ ก็ไม่ใช่

แต่หนูดีมองว่าคนที่พูดเก่ง ฟังเก่ง สื่อสารกับคนอื่นเก่งย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่น แล้วถ้าถามหนูดีว่า ความสามารถในการพูดฟังอ่านเขียนสำคัญที่สุดไหม หนูดีเคยเจอคนที่ฟังพูดอ่านเขียนเก่งจำนวนมาก แต่ไม่มีข้อมูลหรือเนื้อหาซึ่งก็คงไม่มีประโยชน์อะไร พูดง่ายๆว่าคุณต้องมีเป้าหมายในการนำอัจฉริยภาพด้านนี้มาใช้

คุณพูดถึงหลายๆเทคนิคเช่นการอ่านเร็วหรือการเขียนหนังสือแบบกลับด้าน วิธีเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานให้เราลับสมองหรือช่วยให้เป็นอัจฉริยะได้จริงหรือ

เราจะพูดถึงเทคนิคเหล่านี้แบบโดดๆไม่ได้ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะให้คนหันมาฝึกเทคนิคนั้นเทคนิคนี้ แล้วไม่รู้ว่าเอามาทำอะไร หนูดี มองว่าขั้นแรกของการพัฒนาอัจฉริยภาพ เราต้องตั้งเป้าหมายก่อนว่า ชีวิตนี้อยากได้อะไร อยากทำอะไร แล้วค่อยดูว่ามีทักษะใดบ้างที่จะช่วยให้เราได้ในสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้ แต่ถึงกระนั้นหนูดีก็ยังคิดว่าอัจฉริยภาพสำคัญที่สุดก็คืออัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง จะได้รู้ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่าเก่งมาก แต่ไม่รู้จะทำอะไรในชีวิตดี

ในบทที่ว่าด้วยเรื่องอัจฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ คุณหยิบยกผู้ที่ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพอย่างแม่ชีเทเรซา โมฮัมหมัด ยูนุส และอองซาน ซูจี เพราะอะไรคุณถึงได้ยกตัวอย่างบุคคลเหล่านั้นในบทนี้

คนมักคิดว่าอัจฉริยภาพด้านนี้จะต้องเกี่ยวข้องกับตัวเลข ทั้งที่จริงๆแล้ว ถ้าพูดในเชิงพุทธศาสนา ตรรกะคือการที่เรามองเห็นเหตุปัจจัยก่อนที่จะเห็นผล คือเห็นว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะมีสิ่งนั้น อย่างนักสืบจะต้องเก่งด้านตรรกะ เพราะเมื่อพบศพถูกฆาตกรรมก็ ต้องสืบย้อนกลับไปว่าศพมาอยู่ที่นั่นได้อย่างไร ซึ่งคนประเภทนี้จะเก่งหรือไม่เก่งคณิตศาสตร์ก็ได้

หนูดีถึงได้ยกตัวอย่างคนที่ไม่ได้มีอาชีพ เกี่ยวกับตัวเลข ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลทั้งสามท่านนี้พยายามหาต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมว่าอยู่ตรงไหน เมื่อพบแล้วก็บุกไปแก้ที่ต้นตอ อย่างโมฮัมหมัด ยูนุส ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีนก็เป็นคนหนึ่งที่หนูดีให้ความนับถือเพราะธนาคารของเขามีหนี้เสียน้อยมากทั้งที่ไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อหากำไร ซึ่งหนูดีคิดว่าคนทั้งหลายเหล่านี้น่าทึ่งมาก แล้วทุกคนก็มีความสุขกับงานที่ตนทำ

คุณเขียนถึงประโยชน์ของความผิดพลาด ทั้งที่คนทั่วไปเชื่อว่าอัจฉริยะจะต้องมีความเป็นเลิศและผิดพลาดไม่ได้

เมื่อก่อนหนูดีเคยคิดว่าไม่อยากให้มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิต เพราะเราก็อยากเป็นคนเก่ง ไม่อยากเสียภาพลักษณ์หรือหน้าแตก แต่หลังหนูดีไปลงเรียนวิชาจิตวิทยาเชิงบวกที่ฮาร์วาร์ดถึงได้เปลี่ยนความคิด

เพราะสิ่งหนึ่งที่เราพูดถึงกันคือความล้มเหลวเชิงบวก แล้วอาจารย์ก็ยกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จสูงมากในโลกมาให้เราเรียนรู้ว่าคนพวกนี้มีอัตราความล้มเหลวมากมายกว่าจะประสบความสำเร็จ อย่างโทมัส อัลวา เอดิสันก็ล้มเหลวมาเยอะจนเขาต้องพูดว่า �ฉันล้มเหลวเพื่อจะประสบความสำเร็จ�

หนูดีมองว่า สมัยก่อนความล้มเหลวมักถูกแยกส่วนออกจากความสำเร็จ แต่หลังลงเรียนวิชานี้ หนูดีถึงได้รู้ว่าสองสิ่งนี้เหมือนของที่อยู่ในแก้วเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เมื่อก่อนเวลาหนูดีทำอะไรผิดพลาดมักโทษตัวเอง ทำไมเราถึงโง่อย่างนี้ แต่อาจารย์ของหนูดีจะชอบพูดว่า "ความสำเร็จคือการลุกขึ้นมากกว่าการล้มแค่หนึ่งครั้ง" เพราะฉะนั้น ถ้าหนูดีจะล้มเหลว 15 ครั้ง การที่หนูดีลุกขึ้นมาได้ในครั้งที่ 16 ก็ถือเป็นการแก้ตัวแล้ว

ถ้าเราอยากสร้างอัจฉริยะควรจะเริ่มต้นตั้งแต่เด็กเลยหรือไม่

หากเริ่มตั้งแต่เด็กได้ยิ่งดี แต่ไม่มีคำว่าสายเกินไป เริ่มอายุเท่าไรก็ดีทั้งนั้น สมัยที่เรียนอยู่แมริแลนด์ หนูดีมีเพื่อนคนหนึ่งพูดได้ดีมากว่า ถ้าเราเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่ว่าเวลาไหนก็เหมาะทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องพัฒนาอัจฉริยภาพตั้งแต่เด็ก ถ้าเราอายุ 40 แล้วอยากพัฒนาอัจฉริยภาพในด้านที่ไม่เคยพัฒนามาก่อนก็ถือเป็นเวลาที่เหมาะ

ครอบครัวมีส่วนร่วมในการสร้างอัจฉริยะได้อย่างไร

คนเป็นพ่อแม่มักอยากให้ลูกพัฒนาอัจฉริยภาพ แต่มีพ่อแม่น้อยคนนักที่จะมองย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเราได้พัฒนาอัจฉริยภาพในตัวเองหรือเปล่า ถ้าพาลูกไปเรียนเปียโน พ่อแม่ก็อาจต้องไปเรียนกับลูกด้วย เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นว่า พ่อแม่ก็อาจไม่เก่งเท่าลูก และความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งไม่ดี จะได้เป็นการสอนบทเรียนเรื่องความล้มเหลวด้วย เพราะฉะนั้น หนูดีมองว่า พ่อแม่อย่าเพิ่งคาดหวังในตัวลูก ควรคาดหวังกับตัวเองก่อน

แต่พ่อแม่ก็อยากให้ลูกมองว่าตนเป็นคนเก่ง

หนูดีคิดว่าคนเก่งมีได้หลายแบบ คนที่พลาดแล้วเรียนรู้จากความผิดพลาดก็สามารถนำมาสอนได้ นี่ก็เป็นคนเก่งรูปแบบหนึ่ง โดยให้เด็กคิดว่าแม้แต่พ่อแม่ซึ่งเป็นคนเก่งในสายตาเขาก็ยังพลาดได้ แล้วถ้าในอนาคต เขาจะพลาดบ้าง พ่อแม่ก็คงไม่ซ้ำเติม

เคยมีคำพูดว่าคนเราควรทำอะไรให้ดีสักอย่าง แต่ในหนังสือของคุณกลับตั้งคำถามว่า ทำไมเราต้องเก่งแค่ด้านเดียว

หนูดีเชื่อว่าการเอาดีสักด้านก็เป็นเรื่องจำเป็น แต่ในการบริหารชีวิต เราควรใช้อัจฉริยภาพของเราให้ครบ อย่างตัวหนูดีเอง ถ้าจะให้ทำทั้งแปดอาชีพคงทำไม่ได้ หนูดีทำได้แค่อาชีพเดียวคือเป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้านอัจฉริยภาพ นี่คือด้านเดียวที่หนูดียึดเป็นอาชีพ

แต่สำหรับงานอดิเรก หนูดีเป็นครูสอนโยคะ ว่ายน้ำ สอนพายเรือคายัค สอนยิงธนู แล้วหนูดีก็ชอบเรียนเพิ่มเติมมากๆ อย่างปีนี้หนูดีมีโอกาสเรียนเรื่องฮวงจุ้ยซึ่งเป็นวิชาที่หนูดีอยากเรียนอยู่แล้ว หนูดีคิดว่าการใช้ ชีวิตให้ครบเป็นเรื่องจำเป็น แต่คงไม่ใช่การจับจด ทำโน่นทำนี่แล้วไม่สำเร็จสักอย่าง

อยากให้เล่าถึงที่มาของมูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญาที่คุณกับน้องสาวตั้งขึ้น

หลังเรียนจบกลับมาเมืองไทย หนูดีกับหนูหวาน หรือวโรณิกา เรซ น้องสาว คิดว่าเราน่าจะทำอะไรให้กับเด็กๆในสังคมไทย แล้วอาจเป็นโชคดีที่หนังสือซึ่งหนูดีเขียนขายดีได้เงินมา 300,000 บาทก็เลยบอกน้องให้ตั้งมูลนิธิ

แรกๆเราก็ดูว่ามูลนิธินี้จะช่วยเหลืออะไรแก่สังคมดี แต่ที่แน่ๆเลยก็คือการให้ความรู้ แล้วต้องเกี่ยวกับเด็ก เผอิญหนูหวานขึ้นไปโรงเรียนของเพื่อนคุณแม่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏว่าเจอเด็กชาวเขาเยอะมากที่ไม่มีเงินเรียนหนังสือ เมื่อพวกเขาจบการศึกษาภาคบังคับก็จะไม่ได้เรียนต่อ ซึ่งค่าใช้จ่ายที่นั่นในการเรียนสำหรับเด็กต่อปีแค่ 5,500 บาท ขณะที่บางทีเรากินอาหารมื้อเดียวก็หมดแล้ว เราจึงตัดสินใจทำประโยชน์ให้เด็กเหล่านี้ดีกว่า แล้วเราก็มีเพื่อนที่พร้อมจะบริจาคมากมาย ตอนนี้ มูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญารับอุปการะเด็กเหล่านี้จำนวน 200 คน

คุณคิดว่าจะนำความรู้ที่มีอยู่มาพัฒนาเด็กไทยอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้ หนูดีก็ทำอยู่แล้ว แต่หนูดีมองว่า ถ้าผู้ใหญ่ในสังคมไทยเข้าใจทฤษฎีนี้ก็ถือว่าได้มีส่วนพัฒนาเด็กแล้ว เพราะผู้ใหญ่นั่นแหละที่จะเป็นคนสร้างเงื่อนไขในสังคมให้เหมาะสำหรับเด็กที่จะมีชีวิตในสังคมนั้น

22
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

Q&A Interview:Getting Ahead with James Dyson

Share แบ่งปัน
พิมพ์ | อีเมล

เรื่องยอดนิยม ...

  1. หลงอยู่ในความรัก
  2. ชีวิตหมายเลขหนึ่งในทำเนียบขาว
  3. วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง

ประเภทของ บทความ

  • แรงบันดาลใจ
  • ผู้มีชื่อเสียง
  • ท่องเที่ยว
  • ระทึกใจ/ผจญภัย
  • สิ่งประดิษฐ์ & เทคโนโลยี
  • รุปแบบการใช้ชีวิต
  • เหตุการณ์ปัจจุบัน & ประวัติศาสตร์
  • สุขภาพ-การแพทย์

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.
ท่านต้องการอ่านทุกเดือนไหม
สมัครสมาชิกนิตยสาร รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ เพียง 996 บาทต่อปี

เรื่องยอดนิยม

  • ตลอดกาล
  • สัปดาห์นี้
  • This month
1โตโน่ จาก Reality สู่ชีวิตจริงของดาวรุ่ง
25 วิธีจับโกหก
3ติ๊ก เจษฎาภรณ์ สุภาพบุรุษโลกสีเขียว
4วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง
541 ความในใจที่หมอขอบอก
629 เคล็ดลับทางการเงิน
7“ผมภูมิใจในตัวพ่อ นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด”
8โพแทสเซียม
9ชีวิตที่นับหนึ่งใหม่
10พลิกความเครียดให้เป็นประโยชน์

เรื่องขำขันทั้งหมด

หัวเราะคือยาวิเศษ

ช่วงวันหยุด แม่เลี้ยงขอฉันโทรศัพท์ไปที่ร้านคาเฟ่เพื่อจองที่นั่งเวลา 19.00 น... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ชายคนหนึ่งบอกหมอว่า "หมอครับ ช่วยผมด้วย ผมติดทวิตเตอร์อย่างหนัก" หมอตอบว่า ... 100% ร่วมลงคะแนน

หัวเราะคือยาวิเศษ

ตอนเด็กๆ ครอบครัวผมจนมากไม่มีปัญญาซื้อรองเท้าผ้าใบสวยๆ ให้ผม ตอนที่ผมบอกให้... 100% ร่วมลงคะแนน
See All Jokes

ขอตอบด้วยคน

วิธีทำโทษเด็กแบบไหนดีที่สุด
142 Votes

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์

อาหาร

เต้าหู้ผัดเต้าซี่

ผู้มีชื่อเสียง

วาทศิลป์แห่งปัญญาของในหลวง

แรงบันดาลใจ

บุคคลแห่งปีของเอเชีย

อาหาร

สลัดผักร็อกเก็ตและชีส

เทคโนโลยี

พญาอินทรีแห่งฝูงปักษา

ท่องเที่ยว

อิสตันบูล

ติดต่อเรา | เว็บไซต์รีดเดอร์ส ไดเจสท์ เอเชีย | แบรนด์ที่คุณเชื่อมั่นที่สุด | ติดต่อโฆษณา | นโยบายบริษัท | ข้อกำหนดในการใช้งาน | แผนผังเว็บ © 2012 The Reader's Digest Association, Inc