บ่ายวันนั้น บนเทือกเขาหิมาลัย อากาศหนาวเย็นและชื้น ผมเดินมา 22 กิโลเมตรนานหกชั่วโมงแล้ว ทั้งเหนื่อยและหายใจติดขัด เส้นทางแคบและลื่น หากพลาดเพียงก้าวเดียว ผมอาจร่วงลงไปในสายน้ำเชี่ยวของแม่น้ำกาลีที่อยู่ต่ำลงไปเบื้องล่าง 300 เมตร

แต่แล้วจู่ๆเส้นทางของเราถูกหินผสมโคลนกองใหญ่ปิดกั้น“เพิ่งเกิดดินถล่มมาหมาดๆ” ดอลัท ลูกหาบของผมอธิบาย “รีบข้ามไปเร็วก่อนหินจะถล่มลงมามากกว่านี้”

ที่ดาร์จุฬา ฐานที่พักของเราตั้งอยู่ใกล้ชายแดนด้านตะวันตกของเนปาล มีคนเตือนเราแล้ว ทำไมผมถึงมาที่นี่ ทิ้งบ้านและครอบครัวมาทำไม ผมถามตัวเอง นี่เพิ่งวันแรก ผมเป็นนักธุรกิจที่มีโรงแรมของตัวเองในกัว และวันนี้เป็นผู้แสวงบุญเดินทางมากับกลุ่มอีก 43 คนจากทั่วประเทศอินเดียบนเส้นทางไกรลาศ-มานัสโรวาร์ยาตรา

เส้นทางทรหดและอันตราย แต่เป็นเส้นทางจาริกแสวงบุญที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลก และสำหรับชาวฮินดู นี่คือสุดยอด จุดหมายของเราคือภูเขาไกรลาศในเทือกเขาหิมาลัยของทิเบต ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศิวะ ภูเขาสูง 6,714 เมตรนี้ยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับ พุทธศาสนิกชนชาวทิเบตที่เชื่อกันว่า นี่คือเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล ด้านล่างของเขาไกรลาศเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้นับถือศาสนาเชน พวกเขาเชื่อว่าติร ถังกร ศาสดาองค์แรก บรรลุนิพพานที่นั่น ไม่ไกลจากภูเขาแห่งเทพนิยายเป็นทะเลสาบมานัสโรวาร์มีเส้นรอบวง 88 กิโลเมตร ทะเลสาบที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ได้รับการขนานนามดังกล่าวเพราะตามความเชื่อของชาวฮินดู มานัสโรวาร์เป็นที่จุติในจิตของพระพรหมผู้สร้างโลก ดินแดนในแถบภูเขาไกรลาศเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำยิ่งใหญ่สี่สายของเอเชีย ได้แก่ พรหมบุตร สินธุ การ์นาลี และสัตเลจ หรือแม่น้ำแดง “ไม่มีภูเขาใดเหมือนหิมาลัย” หนึ่งในปุราณะกล่าว “เพราะในหิมาลัยมีไกรลาศและมานัสโรวาร์”

ผู้แสวงบุญเดินทางบนเส้นทางไกรลาศ-มานัสโรวาร์ยาตราอันแสนโหดมานานนับศตวรรษ หลังจีนรุกรานทิเบต การเดินทางไปยังสถานที่เหล่านี้ได้รับการรับรองความปลอดภัยในสนธิสัญญาจีน-อินเดียเมื่อปี 2497 แต่เส้นทางถูกปิดนาน 20 ปีหลังสงครามเมื่อปี 2505 การเดินทางไปยังดินแดนนี้จากอินเดียใช้เส้นทางผ่านที่ช่องเขาทางเหนือของอุตตรขันธ์ และวันนี้ ราว 13.00 น. ของวันที่ 14 สิงหาคม 2550 ผมพบกับหินถล่มตรงช่องเขาที่ว่านี้

หินขนาดใหญ่พอที่จะทำให้ศีรษะแบะไหลกลิ้งลงมา นับว่าโชคดี เพราะถ้าผ่านมาเร็วกว่านี้เพียงไม่กี่นาที เราอาจตกอยู่ในอันตราย เหตุการณ์ดินถล่มเมื่อเดือนสิงหาคม 2541 ที่เมืองมัลปาไม่ไกลจากที่นี่ มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน รวมทั้งผู้แสวงบุญและลูกหาบหลายคน นอกจากนี้ ขณะปีนข้ามกองหิน เรายังได้ยินว่าพ่อของดอลัทซึ่งเป็นลูกหาบก็เสียชีวิตในครั้งนั้นด้วย

ผมไม่ใช่นักบุญ แต่ไม่ใช่คนบาปหนัก และยิ่งไม่ใช่คนเคร่งศาสนาด้วย แต่ในคัมภีร์อ้างว่าใครก็ตามที่สวดภาวนาเบื้องหน้าเขาไกรลาศและชำระกายในน้ำศักดิ์สิทธิ์ของทะเลสาบมานัสโรวาร์จะได้รับการชำระล้างบาปหลุดจากวัฏจักรความตายและไปเกิดใหม่

เมื่อผมบอกครอบครัวถึงความปรารถนาที่จะเดินทางไปบนเส้นทางยาตรา แม้แต่ราจัล ภรรยาผมยังไม่คัดค้าน เธอไม่รู้หรอกว่าการเดินทางนี้โหดร้ายอันตรายขนาดไหน กระทรวงการต่างประเทศยอมให้ผมไป (แต่ละปีอนุญาตให้เข้าไปในพื้นที่ได้ 16 กลุ่ม*) ถ้าผมผ่านการทดสอบสุขภาพ แต่กระนั้นก็ยังไม่รับประกันว่าผมจะรอดกลับมาอย่างมีชีวิต ผู้แสวงบุญสี่คนจากกลุ่มที่แล้วตายระหว่างทางเมื่อเร็วๆนี้ แม้คนจะมองว่าความตายเช่นนั้นเป็นบุญ แต่หลังเกิดเหตุ ข้อกำหนดทางการแพทย์เข้มงวดขึ้น ผมต้องออกกำลังเป็นประจำในห้องยิมเพื่อเตรียมตัวอยู่นานสองเดือน เมื่อถึงเวลาตรวจร่างกายกับแพทย์ของทางการที่เดลี ผมน้ำหนักลดไปสองสามกิโลกรัมและรู้สึกฟิตจริงๆ

“ความดันโลหิตของคุณสูง” หมอกล่าว “ในพื้นที่สูง คุณอาจเป็นโรคเส้นเลือดอุดตันในสมองได้”

“แม่ผมก็เป็นความดันสูง จ่ายยาให้ผมเถอะ” ผมอ้อนวอน “หมอก็รู้ว่าผมผ่านการทดสอบอื่นๆทั้งหมด”

“ได้” หมอตอบและเขียนใบสั่งยาให้ “ครอบครัวของผมก็เป็นโรคความดันสูงเหมือนกัน”

แต่อีกสิบคนถูกปฏิเสธ ส่วนใหญ่เพราะโรคความดันโลหิตสูง ที่ผ่านการทดสอบเป็นชายและหญิง 13 คน ผมสงสัยว่าตัวเองผ่านการตรวจร่างกายมาได้อย่างไร

“ถ้าเป็นความปรารถนาของพระเจ้า ไม่มี ใครจะหยุดยั้งคุณจากการยาตราครั้งนี้ได้” อุตตมะจันท์ บาร์ดียา วัย 65 สมาชิกผู้สูงวัยที่สุดในกลุ่ม บอกผมเช่นนั้น พวกเราเรียกนักธุรกิจที่เกษียณแล้วรายนี้อย่างสนิทสนมว่ากากา (ลุง) ครั้งนี้เป็นการยาตราครั้งที่สามของเขา และเขามีแผนจะยาตราอีกสองครั้ง การเดินทางของเราเริ่มต้นในวันที่ 12 สิงหาคม 2550 โดยนั่งรถประจำทางจากเดลีไปฐานที่พักดาร์จุฬา

14 สิงหาคม

การเดินทางของผมเริ่มต้นที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อมังติ สุภาพสตรีและบุรุษที่มีอายุ เลือกนั่งม้าแกลบ แต่ลุงอุตตมะจันท์และคนอื่นๆตัดสินใจเดินระยะทาง 40 กิโลเมตรขึ้นเขา จุดนี้เองที่ผมได้หนุ่มดอลัทมาเป็นลูก หาบ เส้นทางเหนือแม่น้ำกาลีเส้นนี้ทรหดที่สุด ต้องข้ามผ่านลำธารลึกถึงเข่าที่เย็นเป็นน้ำแข็งและกองโคลนจากดินถล่ม ขนาดรองเท้ากีฬาคู่ใหม่และไม้ค้ำเดินก็ยังไม่ช่วยให้ผมทรงตัวได้ดีนัก ผมหันไปดูดอลัทซึ่งใส่รองเท้าเก่าๆ ไม่มีไม้ค้ำ แถมแบกกระเป๋าของผมอีกใบ แต่ยังเดินได้คล่องแคล่วเหมือนแพะภูเขา

“นี่เป็นวิธีทำมาหากินของเรา” เขากล่าว “ผมเดินเส้นทางนี้ปีละห้าครั้ง” เวลา 13.30 น. เราถึงมัลปา จุดเกิดโศกนาฏกรรมเมื่อปี 2541 “ผมยังเด็กตอนพ่อตายที่นี่” ดอลัทเล่าให้ผมฟังด้วยท่าทางเศร้า “แม่เลี้ยงพวกเราจนโตอย่างยากลำบากตามลำพัง”

ภูเขาขยับตัว ให้กำเนิดและมีจิตใจของตนเอง ผมเห็นดินถล่มซึ่งคร่าชีวิตผู้คนเหล่านั้น ตอนนี้เป็นแค่ภูเขาเล็กๆอีกลูก คุณไม่สามารถนำเครื่องจักรกลขุดตักดินเข้ามาที่นี่ได้ ดังนั้น คนที่สูญหายจะไม่มีวันถูกพบศพ ผมภาวนาเบาๆเพื่อวิญญาณที่จากไป หลายชั่วโมงต่อมา เรามาถึงฐานที่พักบนระดับความสูง 2,740 เมตรที่พุทธิ ซึ่งอุณหภูมิติดลบหกองศาเซลเซียส ลมหนาวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็ดลอดเข้ามาในเต็นท์ที่นอน กระดูกทุกข้อของผมปวดไปหมด ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรรออยู่ และแทบข่มตาหลับไม่ลง

15 สิงหาคม

เราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่ 5.30 น. โดยปีนเขาที่ความลาดเอียง 60 องศา ระยะ ทาง 18 กิโลเมตร ใช้เวลาปีนสี่ชั่วโมง ที่ยอดเขา เส้นทางราบลงเปิดออกไปสู่หุบ เขาชิยาเลกห์อันตระการตาซึ่งเป็นส่วนสวยที่สุดของเส้นทางยาตรา ปกคลุมด้วยดอกไม้ป่าบางชนิดหายาก เช่น ดอกคอบรา, ไอริส, เมย์, แอปเปิล และคาสทูริ คามาล พื้นดินแต่งแต้มด้วยสีฟ้า ม่วง แดง และเหลือง

ขณะเราเดินต่อไป มีต้นไม้ที่ส่งกลิ่นหอมเช่นต้นซีดาร์และต้นสน ไจ พาเทล วัย 23 สมาชิกหนุ่มที่สุดในกลุ่มง่วนกับการถ่ายภาพ “ผมไม่เคยเห็นที่ไหนสวยแบบนี้มาก่อน” เขายิ้มกว้าง เวลา 16.00 น. เมื่อถึงค่ายพักแรม กุนจิ เราอยู่ที่ระดับความสูง 3,500 เมตรและต้องค้างคืนที่นั่นสองคืนเพื่อให้คุ้นเคยกับพื้นที่สูง

16-21 สิงหาคม

ระหว่างอยู่กุนจิไม่มีอะไรทำ ผมทำความรู้จักกับคนอื่นๆให้มากขึ้น ผมทึ่งกับความมุมานะของกลุ่มเพื่อนผู้แสวงบุญที่จะเดินทางยาตราต่อแม้เส้นทางจะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่น่าทึ่งพอๆกันคือศรัทธาอันแรงกล้าที่พวกเขาทุ่มเทให้ ผมไม่ใช่มังสวิรัติ และรู้สึกว่าข้าว ดาล อาหารพื้นเมืองที่เรียกว่า ซาบจิ และแป้งจาปาตีมีรสชาติเหมือนๆกันคือไม่อร่อยอยู่พักใหญ่ แม่ผมห่อกุ้งดองของท้องถิ่นเราที่เรียกว่า บัลเชา มาให้บ้าง แต่เพื่อแสดงความเคารพต่อความรู้สึกทางศาสนา ผมจึงโยนอาหารอร่อยจากเมืองกัวทิ้ง แพทย์ที่ฐานพักแรมซึ่งมาจากหน่วยงานตำรวจชายแดนอินโด-ทิเบตตรวจความดันโลหิตของเรา ตอนนี้เกือบทุกคนมีความดันสูง ผมได้รับยาชุดใหม่ที่แรงขึ้น

ช่วงต่อไปของการเดินทางจะเป็นการเดินสามวันผ่านสิ่งที่ผมได้รับการบอกเล่าว่าจะเป็น “ภูเขาสองสามลูก” และค่ายพักสามแห่งก่อนจะถึงทากาลาโกทซึ่งเป็นเมืองท่าค้าขายเล็กๆในทิเบต

เส้นทางอบอวลไปด้วยประวัติศาสตร์และเทพนิยาย เราเข้าไปดูถ้ำเวดา วยาสา ซึ่งอยู่เหนือเส้นทางของเราขึ้นไป 300 เมตร เป็นสถานที่ซึ่งนักปราชญ์และผู้ประพันธ์มหากาพย์มหาภารตะอาศัยเข้าฌาณ

เมื่อขึ้นไปอยู่ที่ความสูง 4,000 เมตรวันหนึ่ง ผมมีอาการหายใจติดขัดจนได้ยินเสียงปอดตัวเองร้องหวีดหวิว แต่เรายังกระ หายอยากเห็นภาพของโอม ปารวัต ซึ่งเป็นภูเขาที่มีหิมะเกาะเป็นรูปร่างตามธรรมชาติดูคล้ายกับคำว่าโอม โชคร้ายที่กลุ่มเมฆบด บังทัศนียภาพ

ที่ระดับความสูง 5,334 เมตร ลิพูเลกห์เป็นจุดสูงสุดในอินเดียบนเส้นทางของเรา และเส้นทางเดินลงเขาเข้าทิเบตเริ่มที่นี่ อา กาศเย็นเป็นน้ำแข็งและภูมิประเทศแห้งแล้งประหนึ่งพื้นผิวดวงจันทร์

22 สิงหาคม

เราอยู่ที่ทากาลาโกทสองวัน ระหว่างรอทำเอกสารการเข้าประเทศ โซนัม ชาวทิเบตร่างผอมบางอัธยาศัยดีทำหน้าที่เป็นไกด์ให้เราในตอนนี้ ช่วงต่อไปเป็นการนั่งรถประจำทางระยะทาง 140 กิโลเมตรที่กระเทือนไปถึงกระ ดูกจนถึงดาร์เชน เราผ่านรักษาสทาล ทะเล สาบน้ำเค็มที่เชื่อกันว่า ราวณะ หรือทศกัณฐ์ บำเพ็ญเพียรเพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของพระศิวะ และความโปรดปรานของพระศิวะนี่แหละที่ผู้แสวงบุญในศตวรรษที่ 21 ยังคงแสวงหา

23 สิงหาคม

เราเดินทั้งวัน ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ผมชาไปทั้งตัวด้วยความหนาวและชื้น ขณะพักที่หมู่บ้านเดราภัก ผมได้ยินเสียงเอะอะนอกเต็นท์จึงออกมาดู พระอาทิตย์เริ่มส่องแสงแล้วตอนนี้ ทุกคนตื่นเต้นกันยกใหญ่ ในที่สุด ผมก็ได้เห็น ดาร์ซาน หรือพรแห่งเขาไกรลาศซึ่งสวยงามเต็มตา ยิ่งใหญ่และมหัศ จรรย์ ลึกๆภายในใจ ผมรู้สึกเหมือนการตื่นขึ้นของจิตวิญญาณ

“คุณโชคดีมากที่ได้เห็นภูเขาชัดขนาดนี้” โซนัมบอกผม “เพราะในช่วงเดือนนี้ ที่นี่ปกติ จะมีเมฆครึ้ม” จริงๆแล้ว ผู้แสวงบุญหลายคนเดินทางไกลไปถึงที่นั่นและกลับมาเห็นแค่เมฆ พวกเราไม่มีใครละสายตากระทั่งเมฆปกคลุมทิวทัศน์อีกครั้ง

บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “โอม นะมะ ศิวะ” เป็นมนตราที่อยู่บนริมฝีปากของทุกคน ผมสัมผัสถึงเสียงสวดโบราณก้องกังวานไปทั่ว ด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ ความชาและความปวดเมื่อยทั่วกายหายไปเป็นปลิดทิ้ง คืนนั้น ผมหลับสนิทราวทารก

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น โชคดีที่ท้องฟ้าสดใสอีกครั้งและเรายังมีดาร์ซานแห่ง “ไกรลาศทอง” อยู่เบื้องหน้า แสงแรกของตะวันอาบภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะให้เป็นสีทองมลังเมลือง ปรากฏการณ์ชั่วขณะที่ทอดนานอยู่เพียงห้านาทีกระทั่งพระอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้น ตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าทำไมไกรลาศจึงยังหมายถึงแก้วมณีในภาษาสันสกฤต

เราต้องเดินรอบภูเขาไกรลาศซึ่งเป็นบริกรรมสามวันระยะทางรวม 56 กิโลเมตรที่สำคัญมาก ในการประกอบพิธีนี้ เราต้องไปที่ช่องเขาโดรมาลาที่ความสูง 5,550 เมตร แม้จะเป็นการปีนขึ้นที่ลำบาก แต่ผมประหลาดใจมากที่ทำได้ค่อนข้างง่าย ทัศนียภาพของเขาไกรลาศเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง จิตใจของผมผ่อนคลายลง ร่างกายของผมไม่รู้สึกเจ็บปวดอีก

บนเส้นทางรอบภูเขา มีสองสามจุดที่สำคัญสำหรับศาสนาฮินดู ได้แก่ ศิวสถาลเป็นพื้นราบกว้างที่ปูลาดไปด้วยเสื้อผ้าที่ถูกนำมาโยนทิ้ง ที่ซึ่งพระยม เทพแห่งความตายตัดสินมนุษย์ เชื่อกันว่าการนำเสื้อผ้าไปทิ้งไว้ตรงนั้นจะช่วยยืดเวลาให้พระยมเรียกตัวผู้นั้นเนิ่นนานออกไป ดังนั้น ผู้แสวงบุญบางคนในกลุ่มจึงเปิดกระเป๋าและทำเช่นนั้นบ้าง คิดดูก็น่าขัน ถ้าการเสียชีวิตระหว่างยาตราถือว่าเป็นบุญ ทำไมจะต้องวุ่นวายโกงความตายกันด้วย จากนั้น เราเดินทางถึงกัวรีคุน ทะเลสาบสีเขียวมรกต เล่าขานกันว่า พระปารวตีหรือพระอุมา มเหสีของพระศิวะ สรงน้ำที่นี่

ถัดมาเป็นการบริกรรม 88 กิโลเมตรรอบทะเลสาบมานัสโรวาร์โดยใช้รถประจำทางภายในเวลาหนึ่งวันและไม่มีใครบ่นว่าที่น้ำเย็นเป็นน้ำแข็งขณะแช่ตัวในน้ำศักดิ์สิทธิ์ ผมทึ่งกับการที่มานัสโรวาร์เปลี่ยนอารมณ์ได้ เป็นสีเขียวหรือฟ้าหลากหลายเฉดทุกสองสามนาที เสมือนจอภาพขนาดยักษ์ที่สะท้อนกระแสจิตที่อยู่ในใจของพระพรหม และเมื่อแสงอาทิตย์ส่องสะท้อนลงไปในน้ำ ภาพภูเขาไกรลาศบนผืนน้ำเป็นทัศนียภาพที่น่าพิศวงยิ่งนัก

ตลอดสามวันที่เราพักแรมอยู่ริมทะเล สาบในสถานที่ซึ่งเรียกว่าฉีหู คืนแรกที่อยู่ที่นั่น พระจันทร์เต็มดวงสะท้อนเงาลงบนทะ เลสาบ ทำให้บรรยากาศอาบด้วยแสงสีเงินยวง ผมนั่งตามลำพังฟังเสียงกระแสน้ำไหล รู้สึกโล่งและอิสระ ความรู้สึกสงบสุขเกินกว่าประสบการณ์ใดๆจะเข้าถึงได้

* นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนอินเดียอื่นๆที่เดินทางโดยอิสระไปยังสถานที่แห่งนี้ โดยบางคนบินเข้าไปที่กรุงลาซาหรือกรุงกาฐมาณฑุและยังมีการท่องเที่ยวทางเฮลิคอปเตอร์

7
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. กลิ่นหอมแห่งฤดูร้อน
  2. ระเริงรมย์บนเกาะบาร์เบโดส
  3. อิสตันบูล

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่