ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก กรุงเทพฯซึ่งเป็นเมืองที่เคยได้รับการขนานนามว่า “เวนิสตะวันออก” ก็มิใช่ข้อยกเว้น

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่า ชายฝั่งประมาณ 600 กิโลเมตรของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำไปเรียบร้อยแล้ว โดยบริเวณชายฝั่งอ่าวไทยมีอัตราการถูกกัดเซาะสูงที่สุดในประเทศเนื่องจากรุงเทพฯตั้งอยู่บนชั้นดินแทนที่จะเป็นฐานหิน การที่ระดับน้ำสูงขึ้นผสานกับการทรุดตัวของพื้นดินจะทำให้เมืองหลวงของไทยจมอยู่ใต้น้ำในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า แม้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันว่ากรุงเทพฯจะต้องประสบปัญหาแน่ แต่ก็ยังมีการโต้เถียงกันมากว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ขณะที่รัฐบาลและผู้เชี่ยวชาญกำลังพิจารณาวิธีแก้ปัญหากันอยู่นั้น บ้านขุนสมุทรจีนซึ่งเป็นชุมชนชาวประมงเล็กๆอยู่ห่างจากกรุงเทพฯไปทางทิศใต้เพียงประมาณ 20 กิโลเมตร กำลังรับมือกับความจริงอันโหดร้ายของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

“ตรงนี้เคยมีป่าโกงกางขึ้นอยู่” พระอธิการสมนึก อติปัญโญ วัย 44 ปี กล่าวขณะชี้ไปที่น้ำซึ่งท่วมกินเนื้อที่เพิ่มขึ้นของวัดขุนสมุทราวาสซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านขุนสมุทรจีน “แต่คลื่นลมที่รุนแรงโค่นต้นโกงกางไปหมดแล้ว” ท่านส่ายศีรษะแล้วพยักพเยิดไปที่อ่าวไทยอันกว้างใหญ่แล้วกล่าวว่า “หลายครอบครัวเคยมีบ้านตรงนั้น โยมเห็นไหมล่ะ เมื่อเราทำร้ายธรรมชาติ ธรรมชาติก็กลับมาทำร้ายเรา”

เจ็ดปีที่ผ่านมา พระสมนึกอยู่แนวหน้าในการต่อสู้กับระดับน้ำที่สูงขึ้นซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชุมชนขุนสมุทรจีน ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา หมู่บ้านนี้ถูกน้ำทะเลกัดเซาะเข้ามาในแผ่นดินไกลกว่าหนึ่งกิโลเมตรทั้งบ้าน โรงเรียน และสถานีอนามัยพังทลายไปกับน้ำ ส่งผลให้ประชากรครึ่งหนึ่งต้องละทิ้งถิ่นฐานไป ยอดเสาไฟฟ้าซึ่งยืนเรียงห่างจากแผ่นดินเข้าไปในอ่าวไทยไกลกว่า 500 เมตร เป็นสิ่งเดียวที่บ่งชี้ว่าในอดีตบริเวณนั้นเคยเป็นหมู่บ้าน บริเวณวัดขุนในสิบของขนาดดั้งเดิมตั้งอยู่ติดน้ำ ก่อนหน้าที่พระสมนึกจะมาประจำที่วัดนี้ พระอุโบสถถูกน้ำท่วมและถูกทิ้งร้างไป ทั้งๆที่มีอุปสรรคมากมาย ความมุ่งมั่นของพระสมนึกในการฟื้นฟูและปฏิสังขรณ์วัดกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับระดับน้ำทะเลของชุมชน

“ตอนอายุ 20 กว่าๆ หากโยมบอกอาตมาว่าอาตมาจะมาบวชเป็นพระตลอดชีวิตอาตมาคงขำแย่” พระสมนึกกล่าว สมนึกผู้เติบโตขึ้นในตำบลแหมฟ้าผ่าซึ่งห่างจากบ้านขุนสมุทรจีนไปไม่กี่กิโลเมตรมีอาชีพขายผลไม้อยู่กับครอบครัว และใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเขาเองสารภาพว่า “ไม่เป็นแก่นสาร” ทั้งกินเหล้าเมายากับเพื่อนๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นตอนอายุ 30 ปีเมื่อเพื่อนสนิทคนหนึ่งฆ่าตัวตาย “วันที่เพื่อนอาตมาตาย โยมแม่ของเขาเรียกให้ไปหาแล้วขอให้อาตมาบวชให้ผู้ตาย อาตมาคิดจะบวชสักวันสองวัน แต่พอบวชแล้วอาตมาก็เริ่มทบทวนชีวิตตัวเองกับชีวิตพระสงฆ์ และเปรียบเทียบว่าแตกต่างกันอย่างไร อาตมารู้สึกสบายขึ้นมาทันที ไม่วุ่นวาย วัดเงียบดี และรู้ตัวว่าอาตมาไม่อยากสึก”

หลังจากอยู่ที่วัดในตำบลแหลมฟ้าผ่าเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี พระสมนึกก็ได้พบกับพระหนุ่มจากบ้านขุนสมุทรจีนผู้หนึ่งซึ่งเล่าให้ท่านฟังถึงเรื่องวัดร้างกลางทะเล และเชื้อเชิญให้ไปดู “เมื่ออาตมาไปดูครั้งแรก ตัวโบสถ์ส่วนใหญ่ถูกน้ำทำลายเสียหายและเข้าไปสวดมนต์ไม่ได้เลย อาตมารู้สึกว่าอยากจะพยายามซ่อมแซมขึ้นมาใหม่” พระสมนึกเล่าถึงอดีต ในที่สุดพระสมนึกก็ลงเอยด้วยการมาจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้สี่เดือน พอชาวบ้านเห็นว่ามีพระมาอยู่ ก็มาทำบุญใส่บาตรกัน จึงเป็นการฟื้นฟูวิถีชีวิตพุทธศาสนิกชนในชุมชนขึ้นมาใหม่ หลังจากเห็นว่าพระสมนึกสามารถจำพรรษาที่วัดได้ ชาวบ้านจึงเชิญให้ท่านจำพรรษาประจำวัดนี้เลย “อาตมาไม่ได้มีภาระอะไรทางบ้าน จึงคิดว่า ‘ทำไมจะไม่ได้ล่ะ!’ ” พระสมนึกกล่าวเสริมพร้อมหัวเราะ ท่านเริ่มบูรณะวัดหลังจากที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส โดยการยกพื้นหอสวดมนต์ขึ้นประมาณสองเมตรเพื่อป้องกันน้ำท่วม

โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนพฤศจิกายน 2554

16
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. อ่านหนังสือ สื่อชีวิต
  2. นักสู้เพื่อเสรีภาพ
  3. เธอฝันถึงสันติภาพ

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่