ดูตาม้าตาเรือบ้าง
ในฐานะนักเดินทางที่ท่องโลกมาแล้วกว่าล้านกิโลเมตร ผมตระหนักดีว่าคนทั่วโลกมักมองชาวอเมริกันว่าเป็นคนบ้านนอกไร้วัฒนธรรม เป็นนักท่องเที่ยวที่พกอคติมาเต็มกระเป๋า จะรู้สึกเป็นกันเองในต่างแดนก็ต่อเมื่อได้ดูหมิ่นเจ้าของประเทศ ดังนั้น ผมจึงระวังตัวแจไม่อยากไปทำร้ายความรู้สึกของใครเข้า แต่ยังไม่วายพลาดบ่อยครั้งเหลือเกิน
ที่เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก ผมนั่งไขว่ห้างระหว่างการสัมภาษณ์ข้าราชการคนหนึ่ง และแล้วทั้งห้องก็เงียบกริบ นาทีต่อมา ข้าราชการรายนั้นนึกขึ้นได้กะทันหันว่ามีนัดสำคัญและผลุนผลันขอตัวออกจากห้องไป
ที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ผมโบกแท็กซี่ แล้วเปิดประตูรถก้าวเข้าไปนั่งเบาะหลัง คนขับหรี่ตามองก่อนจะเงียบไปอึดใจ "จะไปไหน" เขาถามขึ้นในท้ายที่สุดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ที่ภัตตาคารแห่งหนึ่งในเมืองมุมไบ (เดิมชื่อบอมเบย์) ผมแค่เอื้อมมือไปหยิบชิ้นขนมปังอินเดียที่เรียกว่านาน แขกที่อยู่โต๊ะข้างๆถึงกับมองผมด้วยสายตารังเกียจ
ซ้ำร้ายผมยังทำร้ายความรู้สึกทางวัฒนธรรมระดับนานาชาติในบ้านตัวเอง นักข่าวจีนสามคนมาพักที่บ้านผมช่วงสุดสัปดาห์ตามโครงการเสริมสร้างความเข้าใจในคนอเมริกัน ก่อนพวกเขาจะกลับ ผมมอบของขวัญที่คิดแล้วว่าเหมาะสมให้ เป็นหนังสือภาพถ่ายรูปเล่มสวยงาม พวกเขารับไว้ด้วยท่าทางลังเล แต่สีหน้าตึงด้วยความอับอาย
หลายปีทีเดียวกว่าผมจะตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น
ในแต่ละกรณี ผมปล่อยไก่ห้าแต้มโดยไม่ตั้งใจ ผมได้แต่แก้ตัวว่าไม่รู้จริงๆ และปลอบใจตัวเองด้วยข้อสังเกตของออสการ์ ไวด์ที่ว่า สุภาพบุรุษคือผู้ที่ไม่เคยทำพลาดโดยไม่ตั้งใจ
การสัมภาษณ์ของผมกับข้าราชการโมร็อกโกจบลงห้วนๆเพราะเมื่อนั่งไขว่ห้าง ส้นเท้าผมจะหงายขึ้น นับเป็นการดูถูกที่รุนแรง ต่อคนมุสลิม ซึ่งถือว่าเท้าเป็นอวัยวะต่ำที่สุด
คนขับรถชาวออสเตรเลียรู้สึกไม่พอใจเพราะผมนั่งเบาะหลังแทนที่จะนั่งเบาะหน้าทัศนคติของเขาก็ไม่ต่างจากชาวออสเตรเลียทั่วไปคือก่อเกิดจากความรู้สึกดั้งเดิมที่เคยเป็นอาณานิคมนักโทษของอังกฤษและความไม่พอใจของเหล่านักโทษที่มีต่อความเสแสร้งของผู้ปกครองจากอังกฤษ
การเอื้อมไปหยิบขนมปังในมุมไบ ผมหยิบด้วยมือซ้าย คนอินเดียกินด้วยมือ และ 90% ของคนเหล่านั้นถนัดขวา มือซ้ายจึงสงวนไว้ใช้สำหรับกิจอื่น รวมทั้งทำ ความสะอาดหลังเข้าห้องน้ำ จริงๆแล้ว แม้แต่คนอินเดียที่ถนัดซ้ายก็ใช้มือขวากินอาหาร
และความผิดพลาดของผมต่อแขกคนจีนเป็นเรื่องของคำพ้องเสียง แต่มีความหมาย แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คนจีนถือว่าหนังสือเป็นของขวัญที่ไม่เหมาะสม เพราะในวลีภาษากวางตุ้ง "การให้หนังสือ" เสียงเหมือนคำว่า "การให้ความปราชัย" ของขวัญไม่เหมาะสมอื่นๆสำหรับคนจีนคือนาฬิกา ("การให้นาฬิกา" พ้องเสียงกับวลี "การส่งคนไปถึงวาระสุดท้าย") และร่ม ("การให้ร่ม" พ้องเสียงกับ "ครอบครัวของคุณจะพรากจากกัน")
ภาษามือหลายแบบก็ไม่เหมาะสมเช่นกัน
สัญลักษณ์ตัว "วี" ซึ่งหมายถึงชัยชนะที่วินสตัน เชอร์ชิลล์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษนำ มาใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองจนกลายเป็นอมตะ แค่บิดข้อมือเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้คุณตกอยู่ในอันตรายทางความขัดแย้งของวัฒนธรรมได้ ทั่วทั้งอังกฤษ (และบางส่วนของเครือจักรภพอังกฤษ) สัญลักษณ์ตัววีที่หันฝ่ามือเข้าตัวก็เหมือนกับการให้นิ้วกลาง เป็นการเหยียดหยามอย่างตั้งใจ
คำอธิบายหนึ่งคือ ในยุคกลาง ทหารฝรั่งเศสจะปลดอาวุธพลธนูอังกฤษอย่างถาวรด้วยการตัดนิ้วชี้และนิ้วกลาง ซึ่งเป็นนิ้วที่ใช้เหนี่ยวสายธนู ต่อมา ชาวอังกฤษจึงฉลองชัยในสนามรบด้วยการชูนิ้วทั้งสองที่ยังไม่ถูกตัดใส่หน้าทหารฝรั่งเศสที่พ่ายแพ้
ในการเยือนออสเตรเลียเมื่อช่วงต้นปี 2535 ประธานาธิบดีจอร์ช บุช (ผู้พ่อ) ทำท่าที่เขาคิดว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของเชอร์ชิลล์จากในรถลีมูซีนที่นั่งอยู่ โชคร้าย เขาหันฝ่ามือเข้าหาตัว ความเปิ่นของเขากลายเป็นข่าวหน้าหนึ่งในวันรุ่งขึ้น แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ของอังกฤษเองก็ยังพลาดแบบเดียวกันในการฉลองชัยจากการเลือกตั้ง
ผมทำวิจัยไว้มากเกี่ยวกับมารยาทนานาชาติด้วยความอุตสาหะที่จะลับคมมารยาทสากลที่ดี ผมรู้ว่าวิธีที่ถูกต้องในการแลกเปลี่ยนนามบัตรกันในกลุ่มประเทศเอเชียส่วนใหญ่คือรับนามบัตรด้วยสองมือและอ่านข้อมูลอีกฝ่ายอย่างใส่ใจก่อนเก็บลงกระเป๋า ทั้งนี้เพราะนามบัตรเป็นตัวแทนของบุคคลนั้น แต่หลายกฎอาจมาถึงทางตันด้วยกฎที่ว่า แล้วผมจะไปรู้ได้อย่างไร
อย่างเช่น ผู้มาเยือนจะรู้ได้อย่างไรว่าการแสดงความยินดีต่อหญิงที่กำลังจะเป็นแม่ถือเป็นลางร้ายในเคนยา ประเทศนี้มีอัตราการตายของทารกสูงที่สุดในโลก และการพูดถึงการตั้งครรภ์ถือว่าจะนำโชคร้ายมาให้ หรือการใส่หมวกเขียวจะถูกล้อเลียนในตอนใต้ของจีนเพราะเป็นสัญลักษณ์ของการถูกสวม เขา ความเชื่อทางไสยศาสตร์กล่าวกันว่า เต่าหัวเขียวไม่สามารถผสมพันธุ์ได้จึงยอมให้งูมาทำหน้าที่แทน การตบศีรษะคนอื่นในเมืองไทยถือเป็นการเหยียดหยามร้ายแรง เพราะคนไทยเชื่อว่าศีรษะเป็นของสูง
อาหารและเครื่องดื่มเป็นกับระเบิดอีกอย่างในเอเชีย คุณจะต้องไม่ปักตะเกียบไว้บนอาหาร ตามคำแนะนำของจิน หนิงจู นักเขียนเรื่อง เดอะ เอเชียน ไมด์ เกม "ในพิธีศพ คนเอเชียจำนวนมากจะจัดอาหารเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วโดยการจุดธูปปักไว้ในชามเพื่อนำอาหารให้ไปสู่อีกโลก ในความเชื่อทางไสยศาสตร์ของคนเอเชีย การปักตะเกียบแบบนั้นจะนำโชคร้ายมาให้และมีความหมายว่าอาหารนั้นสำหรับคนตายไม่ใช่คนเป็น"
เวลาดื่ม ก่อนจิบแรก ชาวเชคมักมองตาเพื่อนแล้วชนแก้วกันเบาๆ แต่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างฮังการี กิริยาเดียวกันอาจทำให้คุณเดือดร้อนร้ายแรง เสียงแก้วเบียร์กระทบกันถือว่าเป็นความไม่รักชาติในฮังการี เพราะครั้งหนึ่งเคยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการทำรัฐประหาร
อย่าให้อะไรที่มีจำนวนสี่ในญี่ปุ่น เพราะคำว่าสี่มีเสียงพ้องกับคำว่าตาย ผู้ผลิตลูกกอล์ฟชาวอเมริกันเคยประสบปัญหายอดขายตกต่ำในญี่ปุ่นมาแล้ว กระทั่งตระหนักว่าเป็นเพราะบรรจุสินค้าสี่ชิ้นในกล่อง
ถ้าคุณถือดอกไม้ไปบ้านคนอินโดนีเซีย คุณจะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น เว้นแต่คุณจะนำสิ่งที่เป็นเลขคี่ไปซึ่งถือว่าโชคร้าย ถ้าเจ้าภาพถามว่า "กินอะไรหรือยัง" ให้ตอบว่ากินแล้วแม้จะหิวท้องกิ่ว เพราะนี่เป็นคำทักทายตามมารยาท (เหมือนกับว่าสบายดี หรือ) และคำตอบควรเป็นค่ะหรือครับเสมอ
ดังนั้น จำไว้ว่า เมื่อเดินทางไปยังสถานที่แปลกๆใดก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่เวลา ระวังการวางตัวและมือไม้ของคุณด้วย
|
| |||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องราว ที่น่าสนใจ
เรื่องราว ที่น่าสนใจ
|
แรงบันดาลใจ
|
สุขภาพ & การแพทย์
|
อาหาร & สูตรอาหาร
|
บ้าน & สวน
|
เรื่องเล่า & สัมภาษณ์
|
| บทความแรงบันดาลใจทั้งหมด | สุขภาพ & การแพทย์ทั้งหมด | อาหาร & สูตรอาหารทั้งหมด | บ้าน & สวนทั้งหมด | เรื่องเล่า & สัมภาษณ์ทั้งหมด |




