
English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

บุคคลที่เราเชื่อมั่น แห่งปี 2553
ใครคือบุคคลที่คุณให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด
รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ สำรวจความคิดเห็นของคนไทยเป็นครั้งแรกว่า บุคคลคุณลักษณะใดที่สังคมไทยต้องการ และอาชีพที่เราเชื่อมั่น
By ขวัญดวง แซ่เตีย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ใครคือบุคคลที่คุณให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด เมื่อเรานำคำถามนี้ไปถามหลายๆคน ทุกคนย้อนถามว่า “เชื่อมั่นในด้านใด” เพราะความเชื่อมั่นของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน บางคนอาจเชื่อมั่นคนคนหนึ่งเพราะความเป็นมืออาชีพ หรือให้ความไว้วางใจอีกคนเพราะเคยประจักษ์ถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของเขา ขณะเดียวกันก็มอบความเชื่อถือและศรัทธาแก่อีกบุคคลซึ่งอุทิศตัวเสียสละเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด หรืออื่นๆอีกหลายเหตุผล
รีดเดอร์ส ไดเจสท์ สรรสาระ จัดทำการสำรวจความคิดเห็นของคนไทย โดยให้พิจารณาบุคคลที่เป็นข่าวและอยู่ในกระแสความสนใจของสังคม พร้อมทั้งให้คะแนนความเชื่อมั่นที่มีต่อบุคคลนั้นๆ แล้วจัดอันดับความเชื่อมั่น ผลปรากฏว่ารายชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนความเชื่อมั่นสูงสุดในสิบอันดับแรกสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเชื่อมั่นบุคคลที่อุทิศตัวทำงานเพื่อสังคมส่วนรวมมากที่สุด โดยบุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นสูงสุดในปี 2553 คือแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์
คุณหญิงหมอ สุดยอดบุคคลที่เราเชื่อมั่น
แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าคุณหญิงหมอมีบุคลิกภาพโดดเด่นแตกต่างไปจากภาพลักษณ์หมอที่เราเห็นเจนตาในชุดเสื้อกาวน์สีขาว เอกลักษณ์ของคุณหญิงหมอคือผมทรงพังก์ เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวนำสมัยเช่นคนหนุ่มสาวยุคใหม่ บุคคลที่เทคะแนนให้คุณหญิงหมอมีอยู่ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่วัยรุ่นไปถึงวัยผู้ใหญ่ทั้งชายและหญิง คนที่เทคะแนนให้คุณหญิงหมอแทบทุกคนกล่าวว่า เหตุผลที่เลือกไม่ใช่เพราะภาพลักษณ์การแต่งตัวที่ดูสะดุดตาแต่เป็นเพราะมองว่าคุณหญิงหมอทุ่มเทให้การทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความทุกข์ร้อนจากคดีความ ด้วยการนำความรู้ความสามารถด้านนิติวิทยาศาสตร์มาค้นหาความจริงจนนำไปสู่การนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษได้สำเร็จ
“คุณหญิงหมอเป็นผู้อุทิศตัวเพื่อส่วนรวมและทำงานด้วยความตั้งใจ หลายครั้งที่เกิดประเด็นข้อสงสัยต่างๆขึ้นในสังคม หรือมีผู้เสียหายมาร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คนส่วนใหญ่มักวางใจให้คุณหญิงหมอเป็นผู้คลี่คลายคดี เพราะเชื่อมั่นว่าจะให้ความเป็นธรรมได้” เป็นทัศนะของหญิงวัย 32 หนึ่งในผู้เทคะแนนให้หมอพรทิพย์
คนส่วนใหญ่อาจมองการทำงานของคุณหญิงหมอว่าเป็นการเสียสละทำเพื่อสังคมส่วนรวม แต่ปริญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสร้างเสริมจิตปัญญาเพื่อพัฒนาพฤติกรรมศาสตร์ มองต่างออกไป “หมอพรทิพย์อาจให้ภาพไม่ชัดในเรื่องการทำงานเพื่อสังคม ผมมองว่าสิ่งที่หมอพรทิพย์ทำเป็นการทำหน้าที่ในความรับผิดชอบของตัวเองอย่างดีที่สุดมากกว่า บังเอิญว่าแต่ละเรื่องที่ทำอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมมาโดยตลอด ทำให้คนมีโอกาสรู้จักมาก ได้เห็นว่าหมอพรทิพย์ทำอะไรและทำได้ดีแค่ไหนจึงได้รับคะแนนมาก” ปริญญากล่าว
ทิวา สาระจูฑะ บรรณาธิการบริหารนิตยสารสีสัน ผู้คร่ำหวอดในวงการสื่อและวิจารณ์สังคมมองว่าบุคลิกโดดเด่นทำให้แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์เป็นที่สนใจของประชาชนเพราะคนยุคนี้จะติดภาพจากสื่อที่เห็นอยู่ทุกวัน “สมัยก่อนคนนิยมดารา แต่สมัยนี้คนเริ่มให้ความสนใจคนดังในข่าวเหมือนเป็นดารา จึงเป็นเหตุผลง่ายๆที่ทำให้หมอพรทิพย์ซึ่งเพิ่งมีชื่อเมื่อไม่นานมานี้ แต่อยู่ในสื่อมาตลอด กลายเป็นที่นิยมของคนในสังคม”
ชื่อของแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายหลังช่วยคลี่คลายคดีฆ่าหั่นศพนักศึกษาแพทย์เจนจิรา พลอยองุ่นศรีเมื่อปี 2541 ตามด้วยคดีการตายปริศนาของห้างทอง ธรรมวัฒนะ อดีต ส.ส. กรุงเทพฯ ในปีต่อมา ทั้งสองคดีมีเงื่อนงำที่ทำให้คนในสังคมเฝ้าติดตามและเป็นที่สนใจของสื่อ ส่งผลให้คุณหญิงหมอกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการกล่าวขวัญและเรียกหาเมื่อมีคดีฆาตกรรมหรือมีเงื่อนงำที่ต้องการการพิสูจน์หลักฐานเพื่อค้นหาความจริง นอกจาก นี้ คุณหญิงหมอยังมีโอกาสเข้าร่วมคลี่คลายคดีดังๆซึ่งอยู่ในความสนใจของสังคมมากมาย รวมถึงการพิสูจน์ศพผู้ประสบภัยสึนามิเมื่อปี 2547
ความดังของแต่ละคดีส่งผลให้แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ในภาพวีรสตรีที่ถูกเรียกตัวมาคลี่คลายปมปริศนาชัดเจนขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นสัญลักษณ์ผู้พิทักษ์ความยุติธรรมให้แก่คนตาย แต่อีกด้านหนึ่ง บุคลิกภาพที่โดดเด่นทำให้ถูกมองว่าสร้างภาพ “ไม่น่าแปลกใจ เพราะในสังคมยุคนี้ คนที่จะได้รับความนิยมชมชอบต้องเป็นผู้ที่คนรู้จักด้วย ไม่ใช่เพราะทำความดีเพียงอย่างเดียว หมอพรทิพย์อาจถูกมองว่าสร้างภาพจากคนอีกกลุ่มที่ยังแคลงใจในตัวเธอ หากมองภาพรวมที่ออกมาในแง่ดี เช่น ช่วยผู้ประสบภัยสึนามิ นำความรู้ทางนิติวิทยาศาสตร์มาสืบค้นหาความจริง ผลสำรวจถือว่าเป็นเรื่องที่ดี พอจะสะท้อนได้ว่าคนในสังคมยังใฝ่ดีกันอยู่เยอะ” ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ นักเขียนและคอลัมนิสต์ กล่าว
5 อันดับแรก สะท้อนสังคมนิยมคนดี
การเป็นที่สนใจและมีคนพูดถึงทั้งในด้านดีและลบอาจทำให้ตำแหน่งบุคคลที่เราเชื่อมั่นแห่งปี 2553 ของแพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ถูกมองว่าได้รับเลือกมาเพราะคะแนนนิยมมากกว่าศรัทธา แต่หากพิจารณาอีกสี่รายชื่อที่ตามมา ได้แก่ พระอุดมประชาทร หรือพระอลงกต (2), ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล (3), พระพรหมคุณาภรณ์ หรือท่านประยุทธ์ ปยุตโต (4) และปัญญา นิรันดร์กุล (5) จะเห็นได้ว่า “ความดีทำให้คนดีได้รับความนิยม”
หากพิจารณาเฉพาะอันดับสอง สาม และสี่ ในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งสามบุคคลแทบไม่มีข่าวออกสื่อให้เห็น หรือถ้ายังพอมีบ้างก็น้อยมากเมื่อเทียบกับข่าวดังๆอีกหลายข่าว ทว่าทั้งสามยังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลเชื่อมั่นแห่งปีติดอันดับหนึ่งในห้า ซึ่งเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าความนิยมที่บุคคลเหล่านี้ได้รับเป็นผลมาจากความดีงามที่สั่ง สมและประจักษ์อยู่ในใจผู้คนมานาน
พระอลงกตเป็นที่รู้จักในบทบาทของพระนักสังคมสงเคราะห์ เรื่องราวของท่านได้รับการเผยแพร่หลังก่อตั้งโครงการธรรมรักษ์นิเวศ บ้านพักผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายในปี 2535 หลังจากนั้น ข่าวคราวเกี่ยวกับตัวท่านก็ห่างหายไปจากสื่อต่างๆ และมาปรากฏเป็นข่าวดังอีกครั้งในปี 2551 เมื่อมีสื่อมวลชนต่างชาติโจมตีว่าท่านแสวงหาประโยชน์จากผู้ป่วยโรคเอดส์ ครั้งนั้น คนในสังคมไทยพร้อมใจกันออกมาปกป้อง ข่าวลบนี้ไม่ได้สั่นคลอนความศรัทธาที่คนไทยมีให้แก่หลวงพ่ออลงกต หากเพิ่มความเห็นใจและยิ่งให้การสนับสนุน แม้เดือนกันยายน 2552 มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์และองค์กรเครือข่ายยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกล่าวหาพิพิธภัณฑ์ชีวิตของวัดพระบาทน้ำพุว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้ป่วยเอดส์ แต่ผลการสำรวจความเชื่อมั่นซึ่งดำเนินการในเดือนถัดมาแสดงให้เห็นว่า คนไทยยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อพระอลงกตและเทคะแนนให้ท่านจนขึ้นมาเป็นอันดับสอง
สำหรับ ดร. สุเมธ ตันติเวชกุล ภาพที่ปรากฏและเป็นที่รู้จักของคนไทยมากที่สุดคือการติดตามรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท และนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตามกระแสพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไปถ่ายทอดตามสถานที่ต่างๆ ข่าวคราวของ ดร. สุเมธที่ปรากฏตามสื่อไม่ใช่ภาพข่าวใหญ่โตสะดุดตา แต่เป็นข่าวเล็กๆ อย่างเช่นรายงานการทำหน้าที่เป็นวิทยากรตามงานประชุมสัมมนาต่างๆ “สำหรับสังคมไทย ในหลวงเป็นศูนย์กลางที่คนไทยยึดถือเป็นแบบอย่าง การที่ ดร.สุเมธเป็นบุคคลทำงานรับใช้ในหลวงทำให้คนไทยนิยมและให้ความเชื่อมั่นไปด้วย” ชัชรินทร์กล่าว
พระพรหมคุณาภรณ์เป็นอีกบุคคลที่ไม่ได้มีชื่อเสียงในวงกว้าง ข่าวเกี่ยวกับตัวท่านรับรู้กันเฉพาะในกลุ่มคนที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงศาสนาอย่างใกล้ชิด ท่านเป็นพระนักคิดนักเขียน มีผลงานเขียนหลายเล่ม และที่โด่งดังเป็นที่รู้จักคือหนังสือพุทธธรรม เป็นผู้มีความรู้แตกฉานในพระไตรปิฎก เคยได้รับรางวัลและดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากหลายสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ทั้งยังเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากองค์การยูเนสโก และสำหรับภาพการรับรู้ของคนในสังคม พระพรหมคุณาภรณ์คือพระผู้ใหญ่ที่คนไทยให้ความเชื่อมั่น
วิกฤตศรัทธาของคนทำงานการเมือง
การสำรวจความเชื่อมั่นครั้งนี้เราพิจารณาจากบุคคลซึ่งเป็นที่รู้จักในสังคมทุกสาขาอาชีพ ยกเว้นคนในแวดวงการเมือง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลของความคิดที่แตกแยกในสังคมไทยปัจจุบัน แต่รายชื่อบุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นยังสะท้อนมุมมองที่ผู้คนมีต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ปวีณา หงสกุล นักการเมืองหญิงแถวหน้าของประเทศติดอันดับ 11 คนที่เทคะแนนให้มีทุกช่วงอายุและเป็นหญิงมากกว่าชาย ส่วนใหญ่ระบุเหตุผลที่เลือกว่าไม่ได้มองว่าปวีณาเป็นนักการเมือง แต่มองภาพปวีณาเป็นแม่พระคอยให้ความช่วยเหลือเด็กและสตรีที่เป็นเหยื่อความรุนแรง “ผมเป็นคนหนึ่งที่จะเทคะแนนให้ปวีณา หากเทียบกับหมอพรทิพย์ สิ่งที่หมอทำเป็นการทำตามหน้าที่และให้ประโยชน์เฉพาะคน แต่สิ่งที่ปวีณาทำไม่ใช่หน้าที่ ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ แต่เลือกจะทำ นั่นคือการช่วยเหลือสังคม” ปริญญากล่าว
ปริญญามองว่าภาพของปวีณาที่ยังติดอยู่ในวงการเมืองมีส่วนให้คนลังเลที่จะให้คะแนนความเชื่อมั่น ทำให้เธอรั้งอันดับที่ต่ำกว่านวลน้อย ทิมกุล หรือครูน้อย (8) และสุธาสินี น้อยอินทร์ หรือแม่ติ๋ว (9) “คนแคลงใจว่าปวีณาทำเพื่อการเมืองและเพื่อสร้างฐานเสียงหรือไม่ แต่ครูน้อยหรือแม่ติ๋วไม่ใช่นักการเมือง เพราะฉะนั้นคนจึงเลือกได้หมดใจมากกว่า ส่วนผมมองว่าปวีณามีศักยภาพในการทำงานช่วยสังคมได้มากกว่า” ผอ.สถาบันสร้างเสริมจิตปัญญาฯกล่าว ซึ่งตรงกับชัชรินทร์ที่มองว่าภาพการเมืองของปวีณาทำให้บทบาทที่ทำเพื่อสังคมดูด้อยลง
ปวีณาเริ่มงานการเมืองในปี 2531 ตลอดชีวิตในเส้นทางการเมืองเคยได้รับเลือกให้เป็นส.ส.กรุงเทพฯหกสมัย มีโอกาสดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองหลายครั้ง บทบาทโดดเด่นที่สุดคือการทำงานด้านสิทธิสตรี ก่อนก่อตั้งมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรีในปี 2542 เธอริเริ่ม “โครงการปวีณา 24 ชั่วโมง” เพื่อรับเรื่องร้องทุกข์และคอยให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแก่เด็กและสตรีที่ถูกละเมิดสิทธิผ่านการรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์สายด่วน 24 ชั่วโมง
ส่วนครูน้อยเติบโตจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน จึงเข้าใจความลำบากของเด็กด้อยโอกาสทั้งปัจจัยพื้นฐานสำหรับชีวิตและการศึกษา เธอทุ่มเทชีวิตหยิบยื่นการศึกษาให้แก่เด็กๆ ด้วยการก่อตั้ง “บ้านครูน้อย” ทั้งที่ตนป่วยเป็นอัมพฤกษ์และขาดแคลนทุนทรัพย์มานานนับสิบปี ก่อนจะได้รับการรับรองจากกรมประชาสงเคราะห์ให้เป็นสถานสงเคราะห์เด็กยากจนในปี 2530 หลังจากนั้น เรื่องราวของครูน้อยได้รับการเปิดเผยผ่านสื่อต่างๆ พร้อมทั้งการสนับสนุนด้านกำลังทรัพย์และสิ่งของ ปัจจุบัน สามารถอุปการะเด็กให้ได้รับการศึกษากว่า 800 คน
ขณะที่แม่ติ๋วอาจไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูคนไทยมากเท่ากับแม่ต้อยในโฆษณาไทยประกันชีวิต เรื่องราวของหญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่ยังมีน้ำใจรับเด็กเร่ร่อนหลายคนมาให้ความอุปการะดูแล สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมโฆษณาทั่วประเทศ แม่ต้อยหรือแม่ติ๋วตัวจริงเริ่มเปิดตัวเป็นครั้งแรกในรายการวีไอพีเผยชีวิตทุ่มเทให้เด็กด้อยโอกาสเฉกเช่นเดียวกับครูน้อย แตกต่างกันเพียงสถานที่ตั้งซึ่งให้การอุปการะเด็กอยู่ที่บ้านโฮมฮัก จังหวัดยโสธร หลังจากนั้น ไทยประกันชีวิตจึงนำโครงเรื่องของแม่ติ๋วมาทำเป็นภาพยนตร์โฆษณาในชื่อชุด “แม่ต้อย”
อย่างไรก็ตาม ชัชรินทร์ให้มุมมองเพิ่มเติมที่ต่างไปจากปริญญา โดยมองว่าการทำงานเพื่อสังคมของปวีณาเป็นลักษณะรอให้มีผู้เดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือ ขณะแม่ติ๋วและครูน้อยเป็นการเข้าไปหยิบยื่นความช่วยเหลือ ภาพของการให้ความช่วยเหลือสังคมจึงมีน้ำหนักกว่า และสะท้อนถึงความทุ่มเทจริงจังมากกว่า
ภาพการเมืองทำให้คนไทยให้ความเชื่อมั่นปวีณาได้อย่างเต็มที่หรือไม่นั้น ยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ แต่น่าสังเกตว่าผลสำรวจอาชีพที่คนไทยเชื่อมั่นซึ่งเราดำเนินการในครั้งนี้ด้วย ปรากฏว่า “นักการเมือง” เป็นอาชีพที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นในลำดับที่ 40 ซึ่งเป็นลำดับท้ายสุด
นักธุรกิจ ภาพความสำเร็จที่เป็นแบบอย่าง
เป็นที่น่าสนใจว่าแม้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาไม่น้อย แต่ปรากฏว่ารายชื่อผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อย่างดร.วีรพงษ์ รามางกูร กลับอยู่ในลำดับที่ 21 ขณะนักธุรกิจซึ่งได้รับการยอมรับในสังคมว่าเป็นผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพได้อันดับสูงกว่า “คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จักนักเศรษฐศาสตร์ แม้แต่นักธุรกิจอย่างบัณฑูร ล่ำซำ (7) ผู้ที่รู้จักต้องเป็นคนอีกกลุ่มที่สนใจติดตามข่าวเศรษฐกิจจึงจะมีโอกาสคุ้นหูชื่อนี้ นักธุรกิจที่ติดอันดับสูงน่าจะสะท้อนภาพความสำเร็จที่คนอยากนำมาเป็นแบบอย่างมากกว่า” ชัชรินทร์กล่าว
ความเห็นของชัชรินทร์สอดคล้องกับปริญญาที่มองว่าคนไทยเชื่อมั่นนักธุรกิจที่มีรายชื่อเหล่านี้เพราะเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผนและมุ่งมั่นจนประสบความสำเร็จ “คนมองว่าตัน ภาสกรนที (18) สู้ชีวิตมาตั้งแต่ลำบากจนมีเงิน เป็นนักธุรกิจ กรรณิกา ชลิตอาภรณ์ (17) เป็นผู้หญิงเก่ง เป็นผู้นำ ปัญญา นิรันดร์กุล (5) มีภาพความสำเร็จจากคนที่มาจากครอบครัวซึ่งไม่ได้มีฐานะร่ำรวย แต่ก้าวมาถึงจุดที่ได้เป็นผู้บริหารและทำธุรกิจประสบความสำเร็จ”
จะว่าไปแล้ว ในห้าบุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นสูงสุด ปัญญาอาจทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดนักธุรกิจที่รู้กันว่ามุ่งแสวงหาผลกำไรโดยเฉพาะในธุรกิจบันเทิงจึงได้รับความเชื่อมั่นติดอันดับห้า ผอ. สถาบันสร้างเสริมจิตปัญญาฯ กล่าวว่า “เพราะปัญญาฉลาดในการแสวงหา ไม่มุ่งหวังผลกำไรจนน่าเกลียด มีรายการที่ทำเพื่อสังคมคละเคล้ากับรายการบันเทิงล้วน เมื่อเทียบกับนักธุรกิจอื่นๆจึงให้ภาพความสำเร็จที่งดงามกว่า” สอดคล้องกับทิวาที่มองว่า “รายการของปัญญามีสาระให้ความรู้ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้คนเชื่อมั่นในตัวเขา”
ปัญญา นิรันดร์กุลเริ่มเข้าวงการด้วยการเป็นนักแสดง แล้วผันตัวเองมาเป็นพิธีกรรายการ ก่อนจะหันมาจับมือกับประภาส ชล ศรานนท์ (34) ร่วมกันก่อตั้งเวิร์คพอยท์เพื่อผลิตรายการซึ่งส่วนใหญ่เน้นคุณภาพที่ให้สาระบันเทิงแก่ผู้ชม หลายรายการได้รับรางวัลจากเวทีประกวดในต่างประเทศ อาทิ กล่องดำ แฟนพันธุ์แท้ และเกมทศกัณฑ์ ได้รางวัลจากเวทีเอเชียน เทเลวิชัน อวอร์ดในปี 2548 ที่สิงคโปร์ และล่าสุด รายการหลานปู่กู้อีจู้คว้าเหรียญทองในฐานะผู้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลเอมมี อวอร์ด ปี 2552
ผลสำรวจสะท้อนปรากฏ การณ์ใดในแวดวงศิลปะบันเทิงและกีฬา
เศรษฐกิจตกต่ำ ส่งผลให้โทรทัศน์มีอิทธิพล
แม้ผลสำรวจความเชื่อมั่นไม่ได้สะท้อนมุมมองด้านเศรษฐกิจโดยตรง แต่สะท้อนมุมมองด้านปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงอันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทิวากล่าวว่า รายชื่อคนในแวดวงบันเทิงที่ติดอันดับมาด้วยส่วนใหญ่เห็นได้ชัดว่าเป็นอิทธิพลจากสื่อโทรทัศน์ เนื่องจากที่ผ่านมาเศรษฐกิจไม่ดี คนไทยจึงไม่ค่อยใช้เงินและเลือกจะอยู่บ้าน “ชื่อที่ติดเข้ามาในอันดับแรกๆส่วนใหญ่สะท้อนกระแสความแรงของสื่อโทรทัศน์ มีที่แตกต่างคือหม่อม เจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล (6) อาจเป็นเพราะท่านมุ้ยมีหนังใหญ่หลายเรื่อง เช่น สุริโยไท นเรศวร ทำให้ชื่อของท่านยังติดหูคนอยู่” ทิวากล่าว
ไม่เพียงบันเทิงโทรทัศน์เท่านั้นที่ได้รับความนิยมในช่วงเศรษฐกิจซบเซา แม้แต่กีฬาก็เป็นความบันเทิงราคาถูกที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น “ระยะหลัง แม้แต่ผู้หญิงก็หันมานิยมดูกีฬามากขึ้นโดยเฉพาะฟุตบอล” ทิวากล่าว
รสนิยมบันเทิงของคนไทยเปลี่ยนแปลง
จากสิบอันดับแรกบุคคลแวดวงบันเทิงที่ได้รับความเชื่อมั่นตอกย้ำถึงรสนิยมบันเทิงที่เปลี่ยนไปของคนไทย จากเมื่อก่อน คนไปดูหนังต้องดูว่าดาราคนไหนเป็นผู้แสดง แต่มาสมัยนี้กลายเป็นต้องดูว่าใครเป็นผู้กำกับ คนดูหนังเลิกดูเพราะความนิยมในตัวดารานักแสดง แต่เลือกเสพในความคิดและมุมมองที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอ “อาจเป็นเพราะคนสมัยนี้ระดับการศึกษาดีขึ้น การรับรู้ดีขึ้น แต่ต้องดูคนที่มาลงคะแนนให้ด้วย หากเป็นคนระดับชาวบ้านทั่วไป เชื่อแน่ว่าดาราต้องติดอันดับต้นๆ คงไม่ใช่กลุ่มผู้ผลิต” ทิวากล่าว
ทิวายังชี้ให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกว่า แม้แต่ความนิยมที่มีต่อตัวดารานักแสดงก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน คนไม่ได้ชื่นชมเพียงหน้าตา ความสวยความหล่อ หรือความสามารถด้านการแสดงเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญต่อการวางตัวของนักแสดงด้วย ดังจะเห็นได้ว่าดารานักแสดงที่ติดอันดับส่วนใหญ่มีภาพลักษณ์ที่ดีและแทบไม่มีข่าวด้านลบ เช่น แอน ทองประสม (38) ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ (39) และนิรุตติ์ ศิริจรรยา (41) “ยิ่งนิรุตติ์ให้ภาพที่ชัดมาก เพราะเป็นคนที่ครบเครื่องทั้งฝีมือการแสดงและบุคลิกการวางตัว แม้จะหายไปนานก่อนกลับมารับงานอีกครั้งก็ยังได้รับความนิยม” ทิวากล่าว
ผอ. สถาบันสร้างเสริมจิตปัญญาฯ ให้ทัศนะในเรื่องนี้สอดคล้องกับทิวา โดยมองว่าสามอันดับแรกของบุคคลในแวดวงศิลปะบันเทิงล้วนอยู่ในกลุ่มผู้สร้าง ส่วนนักร้องและนักแสดงที่มีชื่อติดเข้ามาล้วนเป็นคนที่มีฝีมือในอาชีพที่ทำ มีการวางตัวดี และบางคนมีกิจกรรมเพื่อสังคมออกมาเป็นข่าวสู่สาธารณชนด้วย
คนไทยให้ความเชื่อมั่นบันเทิงที่มีสาระมากกว่า
กลุ่มนักร้องและนักแสดงที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นมีเพียงธงไชย แมคอินไตย์ (23) ที่ปรากฏชื่ออยู่ในครึ่งแรก และที่อยู่ในลำดับกลางๆ ได้แก่ แอน ทองประสม, ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ และนิรุตติ์ ศิริจรรยา ส่วนในครึ่งหลังถัดจากนั้น กลุ่มนักแสดง นักร้อง และดาราตลกมีรายชื่ออยู่รั้งท้าย ขณะกลุ่มนักเขียนและพิธีกรข่าวมีรายชื่ออยู่ในอันดับที่ดีกว่า ประเด็นนี้ทิวาให้ความเห็นว่าคนมองว่านักเขียนและพิธีกรข่าวนำเสนอสาระที่เป็นประโยชน์จึงให้ความเชื่อมั่นมากกว่า ส่วนนักร้องนักแสดงมีบทบาทเด่นในเรื่องการให้ความบันเทิงเพื่อความผ่อนคลาย ซึ่งคนจะให้ความนิยมกว่า อย่างไรก็ตาม คนไทยยังให้ความนิยมคนบันเทิงที่มีภาพลักษณ์ดีมากกว่าคนที่พยายามสร้างภาพ “บางคนพยายามทำตัวให้เป็นข่าว การเป็นข่าวออกสื่อบ่อยๆอาจทำให้ดังขึ้นมาได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะได้รับความนิยมเสมอไป ต้องดูว่าข่าวนั้นให้ภาพลบหรือบวก” ทิวากล่าว
ชัยชนะนักกีฬา สร้างชื่อให้คนไทย
นักกีฬาที่มีรายชื่อได้รับความเชื่อมั่นจากคนไทยในลำดับท้ายๆ (กระจายอยู่ในช่วง 50-75) สะท้อนให้เห็นได้ว่าคนไทยยังให้ความสำคัญต่อวงการกีฬาเป็นส่วนน้อย แต่ที่เห็นภาพคนไทยไปร่วมแห่ชื่นชมยินดีเมื่อนัก กีฬาได้รับชัยชนะจากเวทีการแข่งขันระดับนานาชาตินั้น ผอ. สถาบันสร้างเสริมจิตปัญญาฯ มองว่าเป็นเรื่องของการแสดงออกถึงความรักชาติมากกว่าความนิยมในการกีฬา
บรรณาธิการบริหารนิตยสารสีสัน ร่วมแสดงทัศนะในเรื่องนี้ว่า นักกีฬายังไม่ได้รับการดูแลและยกย่องตามสมควรจึงทำให้คนไม่ค่อยรู้จัก “นักกีฬารู้จักกันเฉพาะกลุ่มคนที่นิยมกีฬาชนิดนั้นๆ จะเป็นที่รู้จักมากขึ้นเฉพาะพวกที่ไปได้เหรียญทองกลับมาแล้วเป็นข่าว”ทิวากล่าวและเปรียบเทียบว่าความนิยมกีฬาในเมืองไทยต่างจากต่างประเทศซึ่งนักกีฬาจะกลายเป็นคนดังและมีค่าตัวสูง
สื่อสร้างกระแส หรือกระแสสังคมส่งเสริมคนดี
หากมองภาพรวมผลสำรวจในครั้งนี้สะท้อนว่าคนไทยให้ความเชื่อมั่นต่อบุคลที่มีภาพลักษณ์ดี ประพฤติตนเสียสละทำประโยชน์เพื่อสังคมส่วนรวม หรือให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ด้อยโอกาส ทว่าหลายคนยังตั้งข้อสังเกตในประเด็นที่ว่าสื่อมีอิทธิพลสูงทำให้ชื่อของบางคนเป็นที่รู้จักและกลายเป็นที่นิยม ทั้งที่จริง คนดีมีคุณภาพในสังคมยังมีอีกมาก แต่อยู่นอกกระแสความสนใจของสื่อจึงถูกมองข้ามไป ขณะเดียวกัน ปัจจุบันสื่อมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาแอบแฝง จึงกลายเป็นเครื่องมือของคนดีจอมปลอมบางคนใช้โอกาสนี้สร้างภาพให้ตัวเองดูดี
“ยังมีคนดีทำเพื่อสังคมอีกเยอะ หากสังคมรู้จักย่อมเกิดความเชื่อมั่นในบุคคลเหล่านี้แน่นอน แต่เพราะเขาไม่ได้อยู่ในกระแส คนจึงไม่เลือก” ปริญญากล่าว พร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นถึงอิทธิพลของสื่อจากกรณีปัญญากับประภาส โดยมองว่าทั้งสองเป็นบุคคลที่มีความสามารถโดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ความสามารถคนละด้านที่เป็นส่วนผสมลงตัวจนทำให้บริษัทเวิร์คพอยท์ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ชื่อของปัญญาขึ้นมาอยู่อันดับห้า ขณะประภาสอยู่อันดับ 34 นั่นเป็นเพราะปัญญาพ่วงตำแหน่งพิธีกรที่มีโอกาสออกโทรทัศน์ แสดงความสามารถของตนให้คนเห็นมากกว่า “เพราะประภาสไม่ชอบออกสื่อจึงมีชื่อทิ้งห่างจากปัญญา” ปริญญากล่าว
ทิวาให้ความเห็นในเรื่องนี้เพิ่มเติมว่า การที่สื่อช่วยกันประโคมข่าวยกย่องคนดีเป็นเรื่องสมควรทำ แต่ควรมีการตรวจสอบให้ชัดเจนก่อน ทุกวันนี้ สื่อมีการแข่งขันกันเพื่อให้ได้ข่าวที่สด ใหม่ และฉับไว จึงกลายเป็นเรื่องของการแย่งชิงคนดังมานำเสนอข่าวเพื่อสร้างความน่าสนใจให้สื่อของตัวเอง “สื่อจะช่วยส่งเสริมคนดีได้มากหากเสาะหาคนดีมานำเสนอเพื่อยกย่องให้คนเห็นเป็นแบบอย่าง แต่ถ้าต่างคนต่างแย่งกันนำคนที่เป็นข่าวดังอยู่แล้วมาเรียกเรตติ้งตัวเอง จะทำให้คนดีจริงไม่รู้ว่าจะอยู่ตรงไหน” ทิวากล่าว
การสำรวจความเชื่อมั่น บุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมอาจถูกอิทธิพลสื่อสร้างภาพให้เห็นต่างไปจากเบื้องลึกที่เป็นจริงก็ได้ เราทุกคน รวมทั้งกลุ่มตัวอย่างที่ให้คะ แนนและแสดงความคิดเห็นอาจไม่รู้จักกับบุคคลที่เป็นข่าวเป็นการส่วนตัว จึงไม่อาจหยั่งลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งความคิดและจิตใจที่ แท้ของคนเหล่านี้ แต่ภาพที่เห็นจากหน้าจอโทรทัศน์ ชื่อที่ได้ยินจากเสียงวิทยุ หรือแม้แต่ภาพที่ผ่านตาจากหน้าสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆย่อมสะท้อนภาพบางอย่างให้เราเลือกที่จะตัดสินใจได้ว่าควรให้ความเชื่อมั่นบุคคลเหล่านั้นหรือไม่ ด้วยเหตุผลใด และนั่นคือปรากฏการณ์ของสังคมที่สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านมุมมองความเชื่อมั่นของเราทุกคนในสังคมไทย
|
| ||||||
1 Comments |
| Nakamol on 21 เมษายน 2553 ,16:06 เป็นเรื่องที่ดีมาก |
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เรื่องขำขันทั้งหมด
เรื่องขำขันทั้งหมด
ขอตอบด้วยคน
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | เทคโนโลยี | ![]() ท่องเที่ยว |
เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท
หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

แบ่งปัน










