การฟื้นฟูสมรรถนะของร่างกายจากการบาดเจ็บที่ไขสันหลังต้องอาศัยเวลาและความอดทนสูงมาก ผมเป็นคนที่ทำงานแข่งกับเวลาเพื่อให้ทันกำหนดเส้นตายอยู่เสมอจนลืมสัจธรรมข้อนี้ไปโดยไม่รู้ตัว

ตลอดเวลา 30 ปีที่ทำงานในฐานะผู้สื่อข่าว ผมใช้ร่างกายแบบไม่บันยะบันยัง แต่ละวันจะนั่งบนเก้าอี้หรือม้านั่งที่ไม่สะดวกสบายนานหลายชั่วโมงเพื่อเขียนข่าวส่ง นานจนบางครั้งลืมกินข้าวกลางวันหรืออดอาหารเย็น นอกจากนี้ยังอดนอนบ่อยๆด้วย กว่าผมจะรู้ตัวว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อร่างกายก็สายเกินไป โดยเฉพาะการนั่งท่าเดียวนานๆ อาจ มีผลร้ายแรงต่อชีวิตได้

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ผมได้รับบทเรียนล้ำค่าจากการละเลยสุขภาพของตัวเอง ผมตื่นนอนตอน 4.30 น. ที่บ้านในกรุงเทพฯ พอตื่นปุ๊บก็พร้อมจะเขียนบทความเกี่ยวกับการเดินทางมาเยือนประเทศไทยของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อร่วมประชุมอาเชียนที่ภูเก็ต แต่พอผมยื่นมือไปที่คอมพิวเตอร์ ทันใดนั้น มือทั้งสองข้างก็หยุดทำงาน ผมไม่สามารถขยับมือได้แม้แต่น้อย ในใจรู้สึกกลัวจนบอกไม่ถูก ผมเป็นอะไรหรือ

ผมตะโกนเรียกภรรยา เธอรีบพยุงผมลง ไปที่รถและขับรถพาผมไปส่งโรงพยาบาลภูมิพลทันที

ช่วงสองสัปดาห์แรกที่นอนโรงพยาบาล ผมรู้สึกกลัวจนคิดอะไรไม่ออก ผมเขียนหนัง สือไม่ได้ นอนไม่ได้ หรือแม้แต่ปัสสาวะก็ไม่ได้ สี่วันแรกผมไม่ได้กินอาหารหรือดื่มน้ำ ยกเว้นแต่ได้น้ำเกลือเท่านั้น ริมฝีปากจึงแห้งผากเหมือนหนังปลาเค็มตามตลาดสด ระหว่างนั้น ทีมแพทย์พยายามค้นหาว่าอาการป่วยของผมเกิดจากสาเหตุอะไร

ผลปรากฏว่าอาการทรุดฮวบอย่างกะทัน หันของผมเกิดจากโรคไขสันหลังอักเสบเฉียบ พลัน หรือ acute transverse myelitis ซึ่ง เป็นการอักเสบแบบเฉียบพลันที่ไขสันหลัง (เรียกย่อๆว่า ATM แต่คนละอย่างกับตู้เบิก เงินสด) หนึ่งวันก่อนเกิดอาการป่วยแบบไม่ ทันตั้งตัวนั้น ผมไปรายงานข่าวการประชุม โดยนั่งเขียนข่าวบนเก้าอี้ที่มีพนักแขนต่อเนื่องกันห้าชั่วโมงโดยแทบไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อมองย้อนกลับไป ผมมั่นใจว่านี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมล้มป่วยกะทันหัน

อาการอักเสบแบบเฉียบพลันที่ไขสันหลังซึ่งพบได้บ่อยส่งผลให้อวัยวะต่างๆหยุดทำงาน ขึ้นอยู่กับรอยโรคเกิดตรงไหน ในกรณีของผมตั้งแต่ทรวงอกลงไป ไม่ว่าจะเป็นแขน, ขา, ลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะ ทุกอย่างหยุดทำงานหมด นี่เป็นครั้งแรกที่ผมต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพราะสุขภาพดีเยี่ยมมาโดยตลอด แต่ตอนนี้ ผมต้องนอนอยู่บนเตียงตลอด 24 ชั่วโมงเป็นครั้งแรกในชีวิต ในหัวสมองครุ่นคิดแต่เรื่องร่างกายของตัวเองซึ่งหมดความรู้สึกตั้งแต่หน้าอกลงไป

เมื่อร่างกายส่วนใหญ่ไม่สามารถขยับ เขยื้อนได้ การข่มตาให้หลับจึงยากมาก ทุกครั้งที่หลับตาลง ผมรู้สึกว่าส่วนต่างๆของแขนขาจะพร้อมใจกันโบยบินออกจากร่าง กายแล้วลับหายไป และต้องจ้องมองแขนขาของตัวเองอย่างไม่วางตาเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างยังอยู่ครบ ผมขนลุกซู่เป็นระยะๆเหมือนกำลังดูหนังสยองขวัญ

ช่วงสองสัปดาห์แรกที่นอนโรงพยาบาลเรียกได้ว่าผมนอนไม่หลับเลยแม้แต่นาทีเดียว ตาบวมเป่งและขอบตาดำเป็นวงเหมือนหลินปิงลูกหมีแพนดาในสวนสัตว์เชียงใหม่

การทำกายภาพบำบัดครั้งละหนึ่งชั่วโมงกลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผม ถ้าอยากให้ร่างกายกลับมาทำงานได้เหมือนเดิม ผมต้องเหยียดเกร็งและฟื้นฟูความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ นั่นหมายความว่าต้องออกกำลังอย่างหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมละเลยมาตลอดช่วงที่สุขภาพยังแข็งแรง

การพยายามเสริมสร้างกล้ามเนื้อแขนขาขึ้นมาอีกครั้งนับเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด และวิเศษมาก ทันทีที่แขนขาหยุดทำงาน (เคลื่อนไหว) กล้ามเนื้อทั้งหลายจะอ่อนแอลงกลายเป็นเนื้อเยื่อหยุ่นๆเหมือนขนมเยลลี กว่าจะฟื้นฟูได้ต้องอาศัยเวลาหลายสัปดาห์ ตัวอย่างเช่น กว่าผมจะสามารถขยับนิ้วเท้าข้างขวาขึ้นลงได้เพียงไม่กี่เซนติเมตรต้องใช้เวลานานถึงห้าสัปดาห์

ประสบการณ์ทั้งหมดนี้เปรียบเสมือนการสะสมงาทีละเม็ดๆจนมากพอที่จะทำอะไรได้ ในทำนองเดียวกัน ผมต้องสะสมกำลังทีละเล็กทีละน้อยจนมากพอจึงจะทำให้อวัยวะต่างๆกลับมาทำงานได้ วิธีนี้ได้ผลดี เพราะหลังผ่านไปสองเดือนครึ่งผมรู้สึกดีขึ้นมาก สามารถเดินได้เองโดยใช้ไม้เท้าช่วย เป้าหมายท้าทายขั้นต่อไปคือการฝึกเข้าห้องน้ำ

เก้าเดือนผ่านไป ผมรู้สึกขอบคุณครอบ ครัวและเพื่อนๆที่คอยเป็นกำลังใจให้ ความปรารถนาดีและการสวดภาวนาของเพื่อนๆทั้งที่เมืองไทยและต่างประเทศมีพลังมหาศาล สามารถบันดาลให้เกิดพลังเยียวยาได้ดียิ่งในสถานการณ์ลำบากแบบนี้

ขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับณัฏฐาพร ดีพิริยานนท์และพิลาสินี พันทองหลาง นักกายภาพบำบัดประจำโรงพยาบาลภูมิพลทั้งสองคนที่คอยกระตุ้นให้ผมออกกำลังมากขึ้นโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และไม่นำพาต่อหยาดน้ำตากับเสียงกรีดร้องของผม ณัฐพรบอกว่าอีกไม่นานผมจะสามารถวิ่งเหยาะๆกับเธอได้ แพทย์และเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆของโรงพยาบาลแห่งนี้ก็ดี ทุกคนเป็นกันเองและทำหน้าที่ด้วยหัวใจเพื่อผู้ป่วยโดยไม่ได้เห็นแก่อามิสสินจ้าง ดูเหมือนว่าทุกคนทำงานหนักเกินไปขณะที่เงินเดือนน้อยเหลือเกิน

ระหว่างที่ร่างกายพื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ ผมมีเวลามากมายในการทบทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ได้ข้อคิดใหม่ๆและค้นพบความหมายใหม่ในชีวิต ผมต้องอดทนกับตัวเองมากกว่านี้ และต้องพยายามทำสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในตอนแรก (เช่น การเคลื่อนย้ายร่างกายขนาด 90 กิโลกรัมของผม) เพราะท้ายที่สุดจะกลายเป็นเรื่องเป็นไปได้

ว่าแต่ว่า เส้นตายครั้งต่อไปเมื่อไหร่ครับ

กวี จงกิจถาวร อายุ 54 ปี เป็นผู้ช่วยบรรณาธิการเครือหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ปัจจุบัน เขายังต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อรักษาอาการป่วย

จากหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น ฉบับวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552

12
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. ไม่มีคำว่าไม่ได้
  2. “ผมภูมิใจในตัวพ่อ นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด”
  3. จุดพลิกผัน

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.