
English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

เพื่อลูกหมีแพนดา
โดยทั่วไป แม่หมีแพนดาไม่สามารถเลี้ยงลูกหมีสองตัวพร้อมกันได้ ทุกครั้งที่ตกลูกแฝด ผู้ดูแลจะต้องรับหน้าที่แม่นม คนเหล่านี้ทิ้งความสุขสบายของชีวิตในเมือง หรือแม้แต่ชีวิตส่วนตัวทั้งที่เงินเดือนน้อยเหลือเกินเพื่อมาดูแลสัตว์โลกผู้น่ารักซึ่งสืบเชื้อสายมาจากยุคก่อนประวัติศาสตร์
เวลา 9.00 น.วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในรอบ 500 ปีของเมืองหย่าอัน มณฑลเสฉวน ขณะยืนอยู่ใต้ชายคา ฮวง จือกับลัวะ ปอมองคอกหมีที่อยู่ห่างออกไป 100 เมตรซึ่งกำลังกลืนไปกับความมืด ที่นี่คือช่องเขาปี้เฟิง ที่ตั้งของศูนย์ อนุรักษ์และวิจัยแพนดาเมืองหย่าอัน คืนก่อนเกิดพายุพัดกระหน่ำเมือง ทำให้วงจรไฟฟ้าของศูนย์อนุรักษ์ฯได้รับความเสียหายหนัก ขณะนี้ จุดที่ยังมีแสงสว่างในพื้นที่ทั้งหมดกว่าเจ็ดตารางกิโลเมตรคือแผนกพักฟื้นของแม่หมีกับแผนกอนุบาลลูกหมีซึ่งมีเครื่องปั่นไฟ
ขณะนั้น ฝนตกไม่หยุดและท้องฟ้าถูกเมฆบังเกือบทุกตารางนิ้ว ฮวงกับลัวะยังมีกำ ลังใจเข้มแข็ง หลังอดทนรอมาทั้งคืน ผู้อำ นวยการทั้งสองของแผนกอนุบาลสัตว์พร้อมกับเฟิง จื้อ-กาว เจ้าหน้าที่แผนกผสมพันธุ์ ผนึกกำลังกันช่วยให้แม่หมีตกลูกชายทั้งสองออกมาซึ่งเป็นท้องแรกของแม่หมีนานาและเป็นลูกหมีคู่แรกของปี 2552 โดยตั้งชื่อให้ว่า “ซิงฮุ่ย” กับ “ซิงรุ้ย” ตามลำดับการเกิด
แม่นมต้องดูแลทั้งยามกินและถ่าย
สุริยุปราคาเหนือท้องฟ้าในหุบเขาปี้เฟิงทำให้ลูกหมีแพนดาถึงกับช็อกไป 13 ตัว ซึ่งทั้งหมดนี้ลืมตาดูโลกหลังเกิดแผ่นดินไหวในเขตเหวินฉวนได้ไม่นาน พวกมันหยุดเล่นแล้วหันไปเกาะต้นไม้ข้างๆ พร้อมเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความงุนงง
ขณะเดียวกัน ลี่ กัวะ-กาง หัวหน้าแผนกอนุบาลลูกหมี เพิ่งตรวจคอกของซิงฮุ่ย หมีน้อยยังนอนหลับอุตุ ความอบอุ่นในคอกทำ ให้หมีน้อยอุ่นใจว่าปลอดภัยดี โชคดีที่ประ สาทหูและตาของหมีน้อยยังทำงานไม่เต็มที่ ซิงฮุ่ยจึงนอนฝันหวานต่อไปโดยไม่ถูกรบกวนจากเสียงโกลาหลซึ่งเกิดจากสุริยุปราคา
ซิงฮุ่ยเป็นแพนดาน้อยตัวแรกที่มาอยู่ในห้องอนุบาลปีนี้ หน้าตาน่าเกลียดเหมือนลูกหมีแพนดาแรกเกิดตัวอื่นๆ ตัวเล็กเท่าหนู สีแดงทั้งตัว ไม่มีขนแม้แต่เส้นเดียว ซิงฮุ่ย กับซิงรุ้ยจะใช้ชีวิตครึ่งวันอยู่ในห้องอนุบาลแห่งนี้ไปจนอายุครบหกเดือน จากนั้นพี่น้องฝาแฝดจะถูกส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลสำหรับแพนดาร่วมกับลูกหมีอายุไล่ๆกัน สภาพในโรงเรียนอนุบาลจัดว่าดีมาก นอกจากสี่คอก ยังมีสวนสำหรับพักผ่อนกลางแจ้งสองแห่ง แต่ละแห่งมีเวทีไม้ยกพื้นสูงกว่าหนึ่งเมตรและต้นไม้เล็กๆสูงราวสองเมตรปลูกถี่ๆเป็นวง กลม ทุกต้นมีล้อรถแขวนไว้ให้ลูกหมีเล่น
หน้าที่หลักของผู้ดูแลคือเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของลูกหมีตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยรุ่น ฟัง เผินๆอาจเป็นงานของผู้หญิง แต่ผู้ดูแลชายมีมากกว่า คือมีพ่อนมสี่คนขณะแม่นมแค่สองคน หน้าที่สำคัญคือต้องคอยอยู่ไม่ห่างตลอดทั้งยามที่ลูกหมีกินอาหาร ขับถ่าย และเล่น
ราว 7.00 น. ซิงฮุ่ยดื่มนมอึกแรกท่าม กลางความโล่งใจของลี่กัวะ
นมอึกแรกจัดว่ายากที่สุด โดยสัญชาต ญาณ ลูกหมีจะใช้ปากดุนหาหัวนมแม่จนเจอแล้วดูด แต่การป้อนนมไม่ง่ายอย่างนั้น ผู้ดูแลต้องอุ้มลูกหมีขึ้นจากคอกและใช้มือข้างหนึ่งจับผ้าก๊อซพันรอบตัวลูกหมีสามรอบให้โผล่ออกมาเฉพาะศีรษะ จากนั้นใช้มืออีกข้างจับขวดนมจ่อที่ปากโดยให้จุกนมแตะกับปากเบาๆ หรือบีบน้ำนมใส่ริมฝีปากลูกหมีเล็กน้อยเพื่อให้กลิ่นนมโชยเข้าจมูกและกระตุ้นให้มันเปิดปากออก
“ลูกหมีไม่รู้ว่าเราทำอะไร ไม่รู้ว่าหัวนมคืออะไร มันจึงไม่ยอมเปิดปาก คุณต้องใช้มืออย่างระวังที่สุด ให้อ้อมแขนนุ่มนวลและอบอุ่นเหมือนอ้อมกอดของแม่ ถ้ามันประ หม่าหรือตกใจ เราจะไม่มีทางป้อนนมได้”
ลี่กัวะเป็นพ่อนมอาวุโสประจำห้องอนุบาล เมื่อปี 2549 เขาสร้างผลงานยิ่งใหญ่เพราะดูแลลูกหมีได้พร้อมกันทีเดียวหกตัวทุกคืน ปกติเวลาลูกหมีตัวหนึ่งกินนม อีกตัวจะเล่นซนไม่ยอมหยุด ยอดคุณพ่อลี่จะต้องแบ่งภาคให้ได้ มือหนึ่งกอดตัวนี้ อีกมือลูบตัวนั้น กว่าจะป้อนนมครบทุกตัวก็ฟ้าสางพอดี
ซิงฮุ่ยจัดว่าเป็นเด็กดี ทำให้พ่อนมหรือแม่นมเบาแรงได้เยอะ แต่พ่อนมหรือแม่นมคนไหนต้องรับหน้าที่ป้อนนมลูกหมีซนๆอาจโมโหถึงขั้นประสาทเสีย กัวะกัวะตกลูกแฝดเมื่อเช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน ตัวผู้กับตัวเมียอย่างละตัว ลูกหมีตัวน้องสาวไม่ยอมเปิดปาก ลี่กัวะต้องพยายามอีกครั้ง นมแค่หนึ่งกรัมที่เย็นชืดแล้วต้องอุ่นใหม่ ในที่สุด เขาใช้สำลีก้อนเล็กๆชุบน้ำสะอาดมาเช็ดรอบปากสีชมพูจิ้มลิ้มของลูกหมีเป็นระยะๆ และพร่ำไปเรื่อยๆเป็นภาษาถิ่นเสฉวน “หนูจ๋า ดื่มสักนิดเถอะ” หลังวุ่นวายอยู่ทั้งคืนจนถึง 7.00 น. แพนดาน้อยเริ่มตระหนักว่าสิ่งที่วนเวียนอยู่ที่ปากนั้นไม่ใช่อะไรอื่น นมนั่นเอง
“เคล็ดลับในการเพาะพันธุ์หมีแพนดาคือความรอบคอบ การเอาใจใส่ และความรัก” จาง ยา-ฮุ่ย ผู้ดูแลหมี กล่าว ตอนทำงานอยู่แผนกวิจัยวิทยาศาสตร์ ชายชาวซ่านซีผู้นี้มี หน้าที่หลายอย่าง เช่น การเฝ้าติดตามในพื้น ที่ การสำรวจที่อยู่อาศัยของหมี และการฝึกในป่า ทุกวันนี้ จางยังไม่ลืมความยากลำบากในการผันตัวจากงานภาคสนามที่สมบุกสมบันมาสู่การทำหน้าที่พ่อนมซึ่งต้องอาศัยความละเอียดอ่อนสูงมาก ครั้งแรกที่อุ้มลูกหมีแพนดาไว้ในอ้อมแขน เขามือสั่นเทาทั้งที่ลูกหมีหนักเท่าไข่สองฟอง การทำ งานในแผนกอนุบาลหมีแรกเกิดแบ่งเป็นผลัดละ 24 ชั่วโมง โดยมีเจ้าหน้าที่ทำงานคู่กันสองคน ช่วงแรกจางไม่อาจบังคับตัวเองให้นั่งติดเก้าอี้ โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าเวร เขาจะรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้าเหลือเกิน “เหมือนสำนวนที่ว่านั่งจนรากงอก แต่โชคดีที่ตอนนี้ผมเคยชินกับทุกอย่างแล้ว”
ช่วงเจ็ดวันแรกตั้งแต่ลืมตาดูโลก อาหารที่ป้อนให้ซิงฮุ่ยต้องเป็นน้ำนมจากเต้าของแม่หมีในช่วงสามวันแรกหลังตกลูกเท่านั้น ลูกหมีจะดื่มนมได้แค่หนึ่งถึงสองกรัมทุกสามชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอยากอาหาร เจ็ดวันหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่อาจผสมน้ำนมสดกับนมเทียม กว่าสิบวันต่อมาจึงเริ่มให้ลูกหมีดื่มนมเทียมอย่างเดียวได้ เนื่องจากส่วนผสมและปริมาณอาหารแต่ละมื้อแตกต่างกัน ผู้ดูแลจึงต้องตวงส่วนผสมทั้งหมดด้วยความระวังเพื่อให้ได้อาหารที่เหมาะกับลูกหมีที่สุด
ก่อนป้อนอาหาร พ่อนมกับแม่นมจะต้องช่วยลูกหมีขับถ่ายทั้งหนักและเบาให้ได้ ลูกหมีอายุอ่อนกว่าสามหรือสี่เดือนถ่ายหนักด้วยตัวเองไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อนมแม่นมที่ต้องช่วย
เมื่อซิงฮุ่ยอยู่กับแม่ ทุกสามหรือสี่ชั่วโมง นานาจะใช้ฝ่ามือจับตัวลูกน้อยพลิกคว่ำแล้วกดไว้กับพื้น จากนั้นก้มลงเลียก้นลูกจนมูลที่ถ่ายออกมาสะอาดเกลี้ยง ลี่กัวะต้องนำภาชนะมารองที่ก้นหมีน้อย จากนั้นใช้ก้อนสำลีชุบน้ำสะอาดมาเช็ดวนบริเวณนั้นเพื่อกระตุ้นการขับถ่าย กระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลาราวหนึ่งชั่วโมงนับแต่เริ่มขับถ่าย เช็ดทำความสะอาดไปถึงกินอาหาร
ตอนเจิ้งซินพ่อคนใหม่มาเริ่มทำงานที่แผนกอนุบาลลูกหมี ซิงฮุ่ยอายุได้สองเดือน ขนปุยเริ่มมีสีตามพันธุ์ ดวงตาเปิดและประ สาทหูเริ่มทำงาน รูปร่างภายนอกดูออกว่าเป็นหมีแพนดา แต่ยังเดินตัวตรงๆไม่ได้
เจิ้งอุ้มซิงฮุ่ยไว้ในอ้อมแขนเพราะขณะนี้ได้เวลาออกกำลัง ลูกหมีจะอึดอัดถ้านอนนานเกินไปโดยไม่ได้ออกกำลังเพียงพอ เจิ้ง กดตามแขนขาของซิงฮุ่ย ลูบแผ่นหลังและนวดช่องท้องแบบทวนเข็มนาฬิกา ถ้าพอใจการปรนนิบัติของเจิ้ง ซิงฮุ่ยจะซุกตัวแน่นอยู่ในอ้อมแขนเขาไม่กระดุกกระดิก แต่ถ้าไม่พอใจจะประท้วงด้วยการบิดตัวหนี เจิ้งค้นพบว่าซิงฮุ่ยชอบให้กอดมากที่สุด แม้แพนดาน้อยจะมีสีหน้าเรียบเฉย เพราะเส้นประสาทบนใบหน้ายังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่เขาดูออกว่าซิงฮุ่ยอารมณ์ดีหรือไม่
ชีวิตนอกเหนือจากแพนดา
เฟิง จื้อ-กาวไม่ได้ดูสุริยุปราคา หลังทำ คลอดให้นานา เขากลับไปที่ห้องในหอพัก ตอนนี้คิดอยู่เรื่องเดียวคือการนอน
ทุกครั้งที่กลับจากเข้าเวรนาน 24 ชั่วโมง การนอนหลับคือสุดยอดปรารถนา เมื่อตื่นขึ้นมาบรรยากาศเริ่มมืดแล้ว เพื่อนร่วมงานทุกคนมีวิถีชีวิตแบบนี้ เมื่อปีกลาย ภรรยาของจางมาเยี่ยมที่หย่าอัน ปรากฏว่าสามีกลับถึงห้องพักก็ล้มตัวลงนอนทันที ภรรยาถึงกับออกปากบ่นว่า “ตอนอยู่บ้าน ฉันก็ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว คิดไม่ถึงว่าพอมาที่นี่ยังถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวอีกจนได้” จางรู้สึกเสียใจมาก แต่ไม่มีทางเลือกอื่น
คำว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น” อาจเป็นคำตอบติดปากของผู้ดูแลหมีแพนดาทุกคน อีกคำคือ “ทุกอย่างจะดีขึ้นเมื่อคุณรู้สึกชิน”
เรื่องธรรมดาสำหรับที่นี้คือสามีภรรยาต้องแยกกันอยู่ เจ้าหน้าที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านช่วงตรุษจีน และเจ้าหน้าที่โสดมักครองความโสดไว้ได้เหนียวแน่นมาก เมื่อไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกนานๆ เพื่อนฝูงค่อยๆหายไป ผู้ดูแลส่วนใหญ่ได้รับเงินเดือนน้อยกว่าเจ้าหน้าที่ทั่วไป หลายคนไม่สามารถเก็บเงินไว้ซื้ออพาร์ตเมนต์ของตัวเอง เมื่อทบทวนดูดีๆ เราจึงไม่พบเหตุผลอื่นที่ทำให้พวกเขาเลือกมาทำงานที่นี่ นอกจากความรักที่มีต่อสัตว์ป่าผู้น่ารักชนิดนี้ หมีแพนดาคือชีวิตจิตใจของพวกเขาซึ่งทุกคนยอมเสียสละให้ทั้งหัวใจและวิญญาณ
“ผมรักหมีแพนดาก็แค่นั้นเอง” เฟิง จื้อ-กาวกล่าว ถ้าไม่ใช่เพราะความรักนิติศาสตรบัณฑิตอย่างเขาคงไม่ดั้นด้นมาขลุกอยู่กับหมีแพนดาที่นี่
เจิ้งซินก็เช่นกัน เขาใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากปกป้องสัตว์ทั้งหลาย ตอนเรียนปริญ ญาตรี เขาเลือกเรียนสาขาการอนุรักษ์สัตว์ป่า แม่คิดว่าลูกชายเป็นบ้าไปแล้ว
ปัจจุบัน “หนุ่มสาวไฟแรง” เหล่านี้คือกำลังสำคัญในการดูแลหมีแพนดา ทุกคนกำลังทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริง แม้เงินเดือนจะน้อย แต่ทุกคนก็ภาคภูมิใจ
ผู้ดูแลกับหลินปิง
แม้หลินปิงจะเป็นผลผลิตของช่วงช่วงและหลินฮุ่ย แต่ถ้าไม่ได้เจ้าหน้าที่โครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนดาของสวนสัตว์เชียงใหม่ คนไทยอาจไม่ได้ชื่นชมแพนดาน้อยก็เป็นได้ กลุ่มคนเหล่านี้ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับหมีแพนดาตั้งแต่ช่วงช่วงและหลินฮุ่ยได้รับการส่งมอบจากรัฐบาลจีนให้มาเป็นทูตสันถวไมตรีในไทยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2546 จนหลินฮุ่ยตั้งท้องและคลอดหลินปิงเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2552 นับแต่นั้น แพนดาน้อยก็เป็นขวัญใจทุกคน
กรรณิการ์ นิ่มตระกูล สัตวแพทย์ประจำโครงการวิจัยและจัดแสดงหมีแพนดาในไทย เล่าว่า เมื่อแรกเริ่มโครงการ สวนสัตว์เชียงใหม่คัดเลือกเจ้าหน้าที่สวนสัตว์แปดคนและสัตวแพทย์อีกหนึ่งคนมาเป็นทีมดูแล โดยเพิ่มพี่เลี้ยงอีกหนึ่งคนตอนหลินปิงเกิด จากนั้นพี่เลี้ยงหนึ่งคนและสัตว แพทย์หนึ่งคนไปอยู่เรียนรู้เรื่องการเลี้ยงหมีแพนดาที่เมืองเฉิงตูในจีนเป็นเวลาหนึ่งเดือน และก่อนหน้าหลินปิงคลอด เจ้าหน้าที่จากจีนมาให้การอบรมอีกครั้ง โชคดีว่าหลินปิงเลี้ยงไม่ยากเพราะหลินฮุ่ยมีสัญชาต ญาณความเป็นแม่ เจ้าหน้าที่ จึงเพียงแค่ติดตามพัฒนาการการเติบโตของหลินปิงเท่านั้น
“จะเหนื่อยก็ตอนก่อนคลอด เราต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะทีมงานยังยืนยันการตั้งท้องไม่ได้ เนื่องจากลูกหมีมีขนาดเล็กมาก และการตรวจฮอร์โมนไม่สามารถยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทีมงานจึงต้องหาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แต่ในระหว่างรอคำตอบ หลินฮุ่ยคลอดหลินปิงออกมาก่อน” กรรณิการ์กล่าว “อีกช่วงคือสัปดาห์แรกหลังหลินปิงคลอด เราต้องคอยดูเรื่องน้ำหนักว่ากินนมได้เต็มที่ไหม ซึ่งหลินฮุ่ยผูกพันกับลูกมากจะกอดลูกไว้กับอกตลอดเวลา ไม่ค่อยชอบให้เราเข้าไปยุ่ง”กรรณิการ์กล่าว
หลินปิงผูกพันกับแม่มากที่สุดและไม่โปรดปรานพี่เลี้ยงคนใดเป็นพิเศษ “หลินปิงจะเล่นกับพี่เลี้ยงต่อเมื่ออารมณ์ดี หากจังหวะไหนมีอารมณ์อยากเล่น พี่เลี้ยงเข้าไปก็จะเล่นด้วย โดยการวิ่งไล่ แต่ถ้าอารมณ์อยากจะนอน พี่เลี้ยงเข้าไปแหย่อย่างไรก็ไม่สนใจ” สัตว แพทย์ประจำโครงการฯกล่าว
ความเห่อแพนดาน้อยทำให้คนไทยที่คอยติดตามข่าวการเติบโตอย่างใกล้ชิดส่งของเล่นเด็กไปให้บ่อยครั้ง ทางเจ้าหน้าที่จะนำไปให้หลินปิงเล่นตามความประสงค์ของผู้ให้ แต่เพราะแพนดาน้ำหนักตัวมากและแรงเยอะกว่าเด็ก ดังนั้น ของเล่นทุกชิ้นจึงถูกหลินปิงทำพังหลังเล่นไปได้ระยะหนึ่ง กรรณิการ์กล่าวว่า ความจริงแล้ว ของเล่นของหมีแพนดาคือกิ่งไผ่และใบไผ่ หากเป็นแพนดาในเมืองจีนหรือในป่า เมื่อถึงวัยที่ฟันกำลังขึ้นจะขบกัดของเหล่านี้ หรือไม่ก็ปีนป่ายต้นไม้เล่น
และเป็นธรรมดาที่คนเลี้ยงสัตว์ย่อมรู้สึกผูกพันกับสัตว์ที่ตนเลี้ยงมา แต่กรรณิการ์รู้ว่าเมื่อถึงกำหนดสัญญา แพนดาทั้งสามตัวจะถูกส่งกลับเมืองจีน เธอจึงพยายามทำใจไม่ให้ผูกพันกับหมีมากเกินไป “เมื่อถึงเวลานั้น ดิฉันคงรู้สึกใจหาย แต่ก็อยากให้พวกเขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติในจีน ได้เข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน มีโอกาสจับคู่ และชีวิตมีความสุขเหมือนหมีทั่วไป”
ตามสัญญากับรัฐบาลจีน หากช่วงช่วงและหลินฮุ่ยให้กำเนิดลูกน้อย ไทยจะต้องส่งทายาทแพนดากลับเมืองจีนภายในเวลาสองปี โดยหลินปิงจะครบกำหนดส่งกลับในปี 2554 ส่วนช่วงช่วงและหลินฮุ่ยปี 2556
ลำดับพัฒนาการของลูกหมีแพนดา
หนึ่งสัปดาห์ แขนขา ดวงตา และหูเริ่มเปลี่ยนสี
สิบวัน ขนสีขาวดำเริ่มชัดเจน
สามเดือน ออกจากคอกของตัวเองเริ่มหัดเดิน
สี่เดือน ยังเดินเองไม่ค่อยได้ – ถูกส่งกลับ ไปอยู่กับแม่
ครึ่งปี เข้าโรงเรียนอนุบาลสำหรับหมีแพน ดาพร้อมเพื่อนหมีรุ่นใกล้เคียงกัน
หนึ่งปีครึ่ง ออกจากโรงเรียนอนุบาลสำหรับหมี แพนดา ไปอยู่ที่ภูเขาเป้าจึ คอกหนึ่ง อยู่ด้วยกันสองหรือสามตัว
สามปี เริ่มรู้ถิ่นของตัวเอง
ห้าปีครึ่ง โตเต็มวัย
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เรื่องขำขันทั้งหมด
เรื่องขำขันทั้งหมด
ขอตอบด้วยคน
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | เทคโนโลยี | ![]() ท่องเที่ยว |
เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท
หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

แบ่งปัน










