ข่าวการเสียชีวิตของ พล.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จังหวัดยะลา จากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถยนต์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา สร้างความสะเทือนใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศ ก่อนเสียชีวิตไม่นาน ผู้กำกับสมเพียรเข้ากรุงเทพฯ ร้องขอความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ชุมพล เอกสมญา ลูกชายคนโตของ “จ่าเพียร” ซึ่งเป็นชาวสวนยางและนักดนตรีอินดี้กวีร็อก จะมาเล่าถึงวันวานของเขากับพ่อที่ยังอยู่ในความทรงจำไม่ลืมเลือน

“จ่าเพียรถูกยิง”เสียงประกาศดังขึ้นจากโทรโข่งประจำโรงเรียนบันนังสตาอินทรฉัตร มิตรภาพที่ 200 ที่ระลึก ส.ร.อ.. ที่ผมเรียน อยู่ในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ซึ่งอยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอและโรงพัก

ตอนนั้น ผมอยู่ ป. 2 ยังจำภาพได้ติดตา ภาพพ่อได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายเป็นเหมือนฝันร้ายครั้งแรก ในชีวิตผม พ่อถูกระเบิดที่ขาข้างซ้าย กางเกงผ้าสีเขียวที่ใส่ละลายเข้าไปปนกับเนื้อแดงๆ พ่อคงเจ็บปวดและทรมานมาก เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นน้ำใสๆไหลออกมาจากตาพ่อ แต่ไม่มีเสียงร้องโอดโอยใดๆเล็ดลอดออกมาจากปากพ่อแม้แต่คำเดียว

ผมร้องไห้โฮ...

พ่อสอนลูกน้องทุกคนว่า “ถ้าเราถูกยิง อย่าร้องเด็ดขาด ข้าศึกได้ยินจะยิงซ้ำ”

ส่วนแม่เป็นผู้หญิงอดทนและเข้มแข็ง เป็นทั้งลูกตำรวจ เมียตำรวจ และแม่ตำรวจ แม่ผ่านเรื่องเฉียดตายของพ่อมาแล้วถึงแปดครั้ง ด้วยความที่พ่อไม่เคยอาศัยยศตำแหน่งเพื่อสร้างโอกาสหรือแสวงหาผลประโยชน์ใดๆ แม่เป็นแม่บ้าน รายได้ผู้น้อยของพ่อซึ่งเป็นนายจ่าก็ไม่พอกับรายจ่าย เราจึงต้องใช้จ่ายกันอย่างประหยัด

ผมมีน้องอีกสามคนเป็นชายล้วน ตอนพวกเราสี่พี่น้องยังเด็ก รถขายไอศกรีมเข็นผ่านมา แม่จับพวกเราสี่คนขังไว้ในบ้านล็อกกุญแจ แล้วบอกคนขายว่า “สงสารลูกฉันเถอะ ช่วยเข็นไปเร็วๆ” เพราะแม่ไม่มีเงิน พอเขาไปแล้ว แม่ถึงเปิดประตูหน้าบ้าน พวกผมก็วิ่งออกมาร้องถาม “ไหนๆ รถไอศกรีมไปไหนแล้ว”

ผมโตมากับเพลงปลุกใจรักชาติที่พ่อต้องเปิดให้ฟังทุกเช้า จนผมร้องเพลงมาร์ชปลุก ใจได้ทุกเพลง พ่อดูแล ปกป้องคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ให้ได้รับความปลอดภัยและอบอุ่นใจเสมอมาในทุกพื้นที่ที่พ่อได้รับการแต่งตั้งให้เข้าไปปฏิบัติราชการ

พ่อปลูกฝังให้ลูกๆรู้จักวีรชนของชาติที่เสียสละเพื่อบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นพระนเรศวร หรือพระเจ้าตากสินฯ พ่ออ่านให้ฟังอยู่บ่อยๆ พวกเราเติบโตมาก็เห็นหนังสือพวกนี้รายล้อม โดยเฉพาะหนังสือประวัติศาสตร์และกฎหมาย หนังสือเล่มแรกที่พ่อซื้อให้ผมตอนอายุห้าขวบคือ มหาราช 9 พระองค์ พ่อหลอกล่อให้ผมอ่าน ตอนแรก พ่ออ่านให้ฟัง พอหลังๆ ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม ผมต้องหัดประสมสระพยัญชนะอ่านเองบ้าง

พื้นเพพ่อเป็นเด็กวัด เป็นคนอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เรียนจบนักเรียนพลตำรวจยะลา รุ่น 15 เมื่อปี 2513 เริ่มรับราชการเป็นตำรวจชั้นประทวนประจำสถานีภูธรอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เป็นที่แรก ชีวิตราชการส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ต้องปะทะกับกลุ่มโจรใต้ กลุ่มผู้ก่อ การร้ายนับครั้งไม่ถ้วน มีทั้งถูกยิง ถูกระเบิด บาดเจ็บสาหัส จนเคยต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึงเก้าเดือน และปักหลักสู้โจรก่อความไม่สงบรุ่นใหม่ในพื้นที่สีแดงจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ชีวิตพ่อกับงานไม่เคยห่างกัน ผมเคยบอกพ่อว่า พ่อคนอื่นไม่ทำงาน เขายังอยู่ได้ พ่อไม่คิดทำอย่างนั้นบ้างหรือ พ่อตอบกลับมาว่า “ไม่ได้หรอก...อายเครื่องแบบ”

พ่อมีผลงานด้านการปราบปราม ต่อสู้กับโจรก่อการร้ายอย่างไม่คิดชีวิต ทำให้กรม ตำรวจอนุมัติให้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนายตำรวจสัญญาบัตร ซึ่งทำให้ครอบครัวเราพอลืมตาอ้าปากได้ พ่อเพียรพยายามศึกษาอบรมจนจบปริญญาตรี ยศและตำแหน่งที่พ่อได้มาไม่ได้เกิดจากเส้นสายหรือโชคช่วย แต่ได้มาจากผลงานที่ต้องเอาชีวิตแลกมาโดยตลอด

พ่อเคยพูดว่า “ถ้าเป็นตำรวจทหารแล้วกลัวตาย ลาออกไปดีกว่า อย่าอยู่ให้เปลืองภาษีประชาชน”

พ่อถือมากในเรื่องความซื่อสัตย์ พ่อบอกว่าถ้าตำรวจทุกคนทำตามคำสัตย์ที่ถวายต่อในหลวง ปัญหาทุกอย่างจะน้อยมาก “ดื่มน้ำพิพัฒน์สัตยา แค่คิดจะทำชั่วก็ไม่สบายใจแล้ว” พ่อยึดถือคำสัตย์ที่ให้ไว้เป็นธรรมนูญในหัวใจและรักษาไว้จนวันตาย

คำที่พ่อพูดว่า “เราเป็นข้าราชการของในหลวง มีหน้าที่ทำให้ประชาชนของในหลวงมีความสุข จะเหนื่อยยากลำบากขนาดไหนเราก็ต้องทำ ถึงสละชีพก็ต้องยอม”

และพ่อได้ทำตามเจตจำนงนั้นแล้ว

ตั้งแต่จำความได้ ผมไม่ค่อยเห็นพ่อใส่เครื่องแบบนัก ยกเว้นเวลาไปหานาย หรือมีงานราชพิธี พ่อบอกว่าการทำงานในพื้นที่ หัวใจคือต้องเข้ากับชาวบ้านและชุมชนให้ได้ ภาพที่ติดตาของพ่อคือกางเกงวอร์ม เสื้อยืดธรรมดา รองเท้าผ้าใบ มีหมวกคล้ายๆงอบของชาวไร่ ชาวนา

พ่อดูท้วมๆ ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ผมก็เหมือนพ่อชอบยิ้มโดยไม่มีสาเหตุ แต่พอพ่อจับปืนจะกลายเป็นอีกคนที่ขึงขัง รวดเร็ว คล่องแคล่ว พ่อมีความเป็นผู้นำสูง ลูกน้องของพ่อเล่าว่า “ผู้กำกับสมเพียรจะนำกำลังออกรบเองทุกครั้ง”

พ่อเป็นคนระแวดระวัง อยู่ที่บันนังสตา พ่อนอนเสื่อ เหตุผลคือเพื่อให้ตื่นตัวอยู่เสมอ “นอนฟูกมันนอนจม” พ่อว่าอย่างนั้น ปืนแนบอกและเตรียมพร้อมตลอดเวลา

ขณะยังเล็ก ผมชอบขี่หลังพ่อแล้วจับผมพ่อดึงโยกศีรษะเล่นไปมา พ่อชอบพาผมใส่หลังเดินไปดูหนังกลางแปลงที่เขาเอามาฉายเป็นระยะทางกว่าห้ากิโลเมตร ผมสนุกกับการขี่หลังพ่อเสมอ ผมชอบนวดให้พ่อ ยังเคยถามว่าเหล็กที่เป็นลูกตะกั่วฝังอยู่ตามแขนจากการถูกคนร้ายยิง ทำไมพ่อไม่ผ่าออก พ่อยังพูดติดตลกว่า “เอาไว้รำลึกถึงความหลัง”

พ่อใจดี ชอบเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง แต่เวลาพ่อพูดหรือผู้ใหญ่พูดกันอยู่ เด็กๆอย่างเราห้ามสอดขึ้นมากลางปล้อง ไม่อย่างนั้นจะถูกดุ ซึ่งทำให้ผมติดมาถึงทุกวันนี้

พ่ออาจมีเวลาให้ครอบครัวน้อยด้วยหน้าที่การงาน แต่ถ้ามีเวลาว่าง พ่อชอบพาลูกเที่ยวป่าแต่เด็ก อาบน้ำริมคลองกัน สมัย ก่อนยังอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าเยอะ

พอโตขึ้น ผมไปทำสวนยางที่หนองบัว ลำภู พ่อมีความฝันว่าหลังเกษียนจะมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่นี่ ผมก็เตรียมทำสวนยางไว้รอ พ่อยังชอบเป็นชาวสวนชาวไร่ ตอนไปหนองบัวลำภู ไม่มีใครรู้ว่าพ่อเป็นผู้กำกับพ่อใส่หมวกขุดดิน ถางหญ้า และปลูกกล้วยด้วยตัวเอง

งานอดิเรกที่พ่อชอบทำตอนไปที่สวนยางคือแกะสลักไม้ แกะเป็นรูปจตุคามฯ พระพุทธรูป บางทีก็แกะรูปอินทรี หรือรูปเจ้าแม่กวนอิมเพราะแม่ชอบ อุปกรณ์ที่ใช้ มีเพียงมีดสนามเปิดปลากระป๋อง พ่อขึ้นรูปแล้วทำจนเสร็จทุกชิ้น เรียกว่าไม่เสร็จ ไม่เลิก จนแม่ ชอบล้อพ่อว่า “มีเชื้อบ้า” แต่พ่อก็ยังยิ้มละไม แล้วคอยถามลูกว่า “เหมือนหรือยังๆ”

ผมฝันว่าพ่อโดนระเบิดบ่อย เป็นห่วงก็โทรฯไปหา พ่อยังหัวเราะแล้วพูดกลับมาว่า “ไม่มีอะไรหรอก”

ตอนได้รับข่าวว่าพ่อถูกระเบิดบาดเจ็บ ผมยังนึกว่าคงไม่เป็นอะไร เพราะพ่อเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย ตอนพ่อเสียชีวิต มีคนโทรศัพท์มาแสดงความเสียใจเยอะ ผมไม่ได้รับเพราะยังทำใจอยู่ แต่ส่งข้อความกลับไปว่า “ก็เป็นเช่นเดียวกับนักรบไทยทั้งหลายของประเทศนี้ ไม่ช้าไม่นานผู้คนก็ลืม”

ผมพักงานสวนยางที่หนองบัวลำภูมาทำพิธีศพพ่อที่ยะลา ตอนเดินเข้าหมู่บ้าน คนอื่นหาว่าผมไม่มีหัวใจ คนแก่ในหมู่บ้านถาม ว่า “ทำไมเอ็งไม่ร้องไห้” ผมบอกว่า “ถึงร้อง ไห้ พ่อก็ไม่ฟื้น” แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าข้างในหัวใจผมเป็นอย่างไร

พ่อบอกว่าชีวิตอยากทำอะไรก็ทำ พ่อให้อิสระในการเลือกแก่ผม แต่ขอไว้อย่างหนึ่ง “ให้จงรักภักดีต่อสถาบัน”

พ่อเป็นคนมีอารมณ์ขัน ตลกด้วยมุกซื่อๆ พ่อเคยถูกกลั่นแกล้งให้ย้ายออกจากพื้นที่ด่วน 24 ชั่วโมงเพราะนักการเมืองไม่ชอบ ในครอบครัวเรามีคำขวัญที่ชอบใช้หยอกเย้าแซวชีวิตตำรวจอย่างพ่อว่า “ผิดพลาดย้ายด่วน 24 ทำดี 40 ปีไม่ได้ย้าย”

ย้อนไปเมื่อนานมาแล้ว ผมฝันแปลกอยู่บ่อยๆ ฝันว่าพ่อใส่เครื่องแบบตำรวจเต็มยศ กลัดเหรียญตราเต็มอก ทั้งเหรียญกล้าหาญ เหรียญรามาฯ ยืนอยู่บนยอดตึกสูงลิบ ข้างล่างใต้ยอดตึก แม่กำลังนั่งซักผ้า น้องกำลังเล่น มองไปบนท้องฟ้ามีพระอาทิตย์ดวงโตฉายฉาน มีเมฆสีทองคล้อยผ่าน ในฝันพ่อพูดว่า “ลูกเอ๋ย คนเราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าที่ว่างในแสงแดดหรอก”

พูดเสร็จพ่อก็ยิ้มให้กับดวงอาทิตย์แล้วกระโดดลงมาจากตึก หล่นลงมากลายเป็นเศษเนื้อแดงฉานข้างๆแม่ที่ซักผ้าอยู่ ดูเหมือนไม่มีใครรับรู้กับการจากไปของพ่อ ทุกคนยังคงทำหน้าที่ของตัวเอง แม่ซักผ้า น้องก็วิ่งเล่นไป

ผมเล่าความฝันให้พ่อฟัง และบอกว่าผมประทับใจกับคำพูดของพ่อมากแค่ไหนที่ว่า “คนเราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าที่ว่างในแสงแดด” พ่อยิ้มและบอกว่าผมเป็นคนช่างฝัน

19
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. ไม่มีคำว่าไม่ได้
  2. “ผมภูมิใจในตัวพ่อ นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด”
  3. จุดพลิกผัน

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.