จุดพลิกผัน
อะไรที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญ

เมื่อปีที่แล้ว แม่ของขวัญดวง แซ่เตียจากไปด้วยโรคเบาหวาน นอกจากความเสียใจ ขวัญดวงยัง เหมือนมีตราบาปติดอยู่ในใจ เธอกับแม่ไม่ค่อยลงรอยกันนัก ความ ขัดแย้งในหลายครั้งบวกกับเธอไม่ได้เติบโตจากการเลี้ยงดูของแม่ ทำให้เธอเผลอทำร้ายแม่ ทั้งด้วยคำพูดและกิริยาท่าทาง แม้ในใจลึกๆ เธอจะรู้สึกสำนึกในสิ่งที่ทำ แต่เพราะทิฐิที่คิดว่าตัวเองไม่ผิด ทำให้เธอไม่อาจทำใจพูดคำว่าขอโทษ
วันที่แม่สิ้นลมหายใจ ขวัญดวงเริ่มมองเห็นความผิดของตัวเองจากเหตุการณ์ที่เคยเชื่อมั่นว่าถูกมาตลอด ในใจเอ่ยคำว่าขอโทษซ้ำๆ แต่ไม่ว่าเธอจะเอ่ยอีกสักกี่ครั้งก็ดังอยู่แค่ ในใจ ไม่อาจปลดเปลื้องความรู้สึกผิดไปได้ เพราะแม่ไม่ได้อยู่ตรงหน้าเพื่อบอกว่ารับรู้ในคำขอโทษ
หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ขวัญดวงตั้งใจดูแลพ่อวัย 63 ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อชดเชยสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไปกับแม่ นักเขียนวัย 38 รู้แล้วว่า “อาจไม่มีพรุ่งนี้ให้เราได้แก้ตัวใหม่”
ขวัญดวงพูดคุยกับสี่บุคคลต่อไปนี้ซึ่งชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนและลงมือกระทำเพื่อก้าวไปสู่เส้นทางใหม่ อะไรเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเหล่านี้ยอมเปลี่ยนตัวเองทั้งชีวิต หันเหไปสู่อีกหนทางที่ตนเลือกแล้วว่ามีความสุขและมีความหมายอย่างแท้จริง
เมตตา สุดสวาท
จุดเปลี่ยน ช่วงที่ชีวิตก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในโลกธุรกิจ เมตตากลับค้นพบว่า “การวาดรูป” เป็นความสุขที่แท้จริงจนเอ่ยกับคนรอบข้างบ่อยครั้งว่า “ฉันจะวาดรูปอย่างเดียวโดยไม่ต้องทำอาชีพอะไรได้ไหม” แต่ด้วยวัย 40 การเริ่มต้นนับหนึ่งเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนทำให้เธอลังเลไปชั่วขณะ
คติเตือนใจ “ไม่มีอะไรสายเกินไปสำหรับการเริ่มต้น”
“สิ่งที่ทำให้มั่นใจมาจากคำพูดของอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่าพอล โกแกง จิตรกรชาวฝรั่งเศส เริ่มวาดรูปตอนอายุ 50 ปียังประสบความสำเร็จได้ คนเราไม่มีคำว่าสายที่จะเริ่มต้นขอให้มีความมุ่ง มั่นไม่สับสนก็พอ” เมตตาในวัย 49 กล่าว
เธอเล่าว่าการตัดสินใจครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากความพลาดหวังหรือล้มเหลวแต่อย่างใด บริษัทพรอพาแกนดาซึ่งออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งภายในบ้านภายใต้การ บริหารงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของเมตตาเติบโตอย่างรวดเร็ว “ดิฉันอยากให้แบรนด์ก้าวสู่ระดับนานาชาติ ธุรกิจก็เดินไปถึงจุดที่ต้องการ บริษัทมีลูกค้าอยู่หลายประ เทศ” เมตตากล่าว เมื่อธุรกิจก้าวไปถึงจุดที่ต้องพึ่งการจัดการที่เป็นมืออาชีพมากขึ้น เมตตาซึ่งเรียนจบศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงต้องเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการเพิ่มเติมเพื่อรองรับงานในอนา คต การทำงานช่วงนี้เปลี่ยนจากความท้าทายกลายมาเป็นความกดดันโดยไม่รู้ตัว
ช่วงจังหวะนี้เหมือนโชคชะตากำหนดให้เมตตาค้นพบกับความสุขที่แท้จริงโดยบังเอิญ ปี 2544 เธอเดินทางไปพักผ่อนที่หัวหินโดยไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปติดตัวไปด้วย จึงชวนน้องและเพื่อนๆวาดรูปเหตุการณ์และทิว ทัศน์แทนการถ่ายรูป ความสุขขณะวาดรูปทำให้เธอติดใจจนกลายมาเป็นความเคยชิน ทุกครั้งที่รู้สึกเครียดจากการทำงาน เธอจะหยิบพู่กันและสีขึ้นมาวาดรูปเล่นเพื่อผ่อนคลาย “ความรู้สึกแตกต่างชัดเหมือนขาวกับดำ จนทำให้เรารู้สึกว่าอยากหยุดเวลาอยู่กับการวาดรูป เพื่อนแนะนำให้ดิฉันไปเรียนจริงๆจังๆ” เมตตากล่าว
ผู้บริหารสาวเจ้าของแบรนด์ “พรอพาแกนดา” เรียนศิลปะกับอาจารย์เกริกบุระ ยมนาคอยู่นานสี่ปี ก่อนตัดสินใจหันเหชีวิต ทิ้งความหรูหราฟุ่มเฟือยทุกอย่างเพื่อแลกกับการใช้ชีวิตเพื่อการวาดรูปอย่างที่เธอกล่าวว่า “การใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่กับสิ่งที่เรารัก นั่น คือความสุขที่แท้จริง” เมตตาปลดเปลื้องภาระหนี้บัตรเครดิต ขายรถโฟล์กเต่าราคาแพง ขายหุ้นในพรอพาแกนดาทั้งหมด แล้วทุ่มเทให้การเรียนศิลปะอย่างจริงจัง
เวลาผ่านไปแปดปี ในที่สุด ฝีมือการวาด รูปจากเดิมที่เธอเรียกว่า “ภาพแบนๆ” กลายมาเป็นภาพวาดเสมือนจริงที่สามารถนำออกแสดงให้ผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะเข้าชมภายใต้ชื่องาน “วิถีแห่งเวลา” ในปี 2552 ได้สำเร็จสิ่งที่เมตตาเรียนรู้ ตำแหน่งหน้าที่การงานและเงินทองเป็นความมั่นคงด้านวัตถุ การมีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะมั่นคง นักธุรกิจใหญ่ทุกวันนี้ยังต้องยืนอยู่บน ความเสี่ยง หากผิดพลาด สิ่งเหล่านี้ก็อาจต้องสูญเสียไปสักวัน ดังนั้น การตัดสินใจเลือกเส้นทางเดินที่มั่นใจว่าจะทำให้ทุกวินาทีของชีวิตมีความสุข จึงไม่ใช่ความเสี่ยง แต่เป็นการเลือกที่จะเดินไปสู่ความมั่นคงด้านจิตใจ
รัชนู บุญชูดวง
จุดเปลี่ยน ความเป็นคนมุ่งมั่น ชอบเอาชนะ ทำให้รัชนูจริงจังกับทุกงานที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ความสำเร็จที่ได้รับยิ่งทำให้เธอบอกกับตัวเองว่า “ฉันจะต้องไม่พลาด” แต่ที่สุด ร่างกายก็ไม่เป็นใจ เธอล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง ในช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงจุดสูงสุดด้วยการก้าวขึ้นเป็นผู้จัดละครให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในนามบริษัทบุญชูดวงโปรดักชั่น
คติเตือนใจ “ทำให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว รัชนู บุญชูดวงคือนาง เอกชื่อดังของเมืองไทยที่กำลังมีชีวิตรุ่ง โรจน์จนได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดละคร แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับเธอในปี 2533 “ตอนนั้น ดิฉันกำลังจะอาบน้ำ จู่ๆก็เห็น ภาพอ่างล้างหน้าขยายขึ้นแล้วหดเล็กลง หันไปมองจุดอื่นในห้องน้ำก็เป็นเหมือนกัน ดิฉันเล่นหนังผีมาเยอะ นึกว่าตัวเองคงถูกผีหลอก รีบตะโกนเรียกคนมาช่วย โชคดีว่าพอมีคนเข้ามาถึง ดิฉันก็ล้มลงพอดี แล้วหมดสติไป” รัชนูเล่าย้อนเหตุการณ์ในวัย 32 แม้นอนพักฟื้นในโรงพยาบาล รัชนูยังคงห่วง งานละครที่ถ่ายทำค้างอยู่ “ตอนนั้นถ่ายละครเรื่องสุดถนนบนทางเปลี่ยว ยังเหลือค้างอยู่อีกหนึ่งฉาก ดิฉันถามหมอว่าเมื่อไหร่จะหาย อยากรีบไปทำงานให้จบ” เธอเล่า
รัชนูพักฟื้นเพียงไม่กี่วันก็รีบกลับไปถ่ายละครต่อจนจบซึ่งเป็นสาเหตุให้เธอต้องเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งด้วยอาการที่กำเริบจนเสี่ยงต่อชีวิต ซ้ำร้ายละครที่สู้อุตส่าห์กัดฟันมาถ่ายต่อจนจบกลับไม่ได้ออกฉายเนื่องด้วยเหตุขัดข้องบางประการ
แม้จะโชคดีที่โรคร้ายไม่ถึงกับทำให้เธอต้องตายหรือพิการ แต่ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากเดิมที่ทำอะไรได้เองทุกอย่าง กลับกลายเป็นคนขาดความมั่นใจ ต้องให้คนอื่นคอยช่วยเหลือ เนื่องจากผลของโรคเส้นเลือดสมองโป่งพองทำให้สมองส่วนความจำระยะสั้นสูญเสียไปจึงมักหลงลืมอะไรง่ายและต้องใช้เวลานานในการระลึกนึก ถึงสิ่งที่เพิ่งผ่านพ้นไปซึ่งเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ประกอบกับระยะหลังการเสนอเรื่องให้ทางช่อง 3 พิจารณาอนุมัติการถ่ายทำถูกปฏิเสธบ่อยครั้ง เธอจึงตัดสินใจปิดบริษัทบุญชูดวงโปรดักชั่นและหันหลังให้วงการบันเทิง
เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้รัชนูได้คิด ทุกสิ่งที่ทำมาอาจไร้ความหมายหากชีวิตต้องมาสูญ สิ้นไปเพราะโรคร้าย ปัจจุบัน รัชนูวัย 52 เปลี่ยนวิธีคิดในการทำงาน เลือกรับเฉพาะงานที่ประเมินแล้วว่าไม่เกินความสามารถ และทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยคำนึงถึงสุขภาพของตัวเองเป็นหลัก
สิ่งที่รัชนูเรียนรู้ ชีวิตเราสำคัญที่สุด ตราบ ใดที่มีลมหายใจ เรายังมีโอกาสทำสิ่งดีๆให้ตัวเองและโลกใบนี้ได้อีกมาก
ณัฐนุช ลิมปิสุข
จุดเปลี่ยน การตัดสินใจลุยเดี่ยวลงไปเป็นอาสาสมัครสึนามิ ทำให้ณัฐนุชมั่นใจว่าเธอต้องการเป็นหมอเพื่อช่วยเหลือผู้คน
คติเตือนใจ “ห้าปีเมื่อเทียบกับเวลาที่เหลือทั้งชีวิตก็คุ้มค่าที่จะแลก”
ณัฐนุชในวัย 17 เลือกสอบเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยา ลัย ตามค่านิยมของสังคมด้วยความฝันเช่น เดียวกับเด็กสาวทั่วไปที่ตั้งเป้าว่าหลังเรียนจบจะมีงานมั่นคงทำ ค่อยๆสร้างฐานะ แต่ง งานมีครอบครัว ขณะพี่สาวฝาแฝด ณัฐนิช ลิมปิสุข เลือกศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์
ชีวิตของสองแฝดสาวเหมือนเดินไปบนเส้นทางคู่ขนาน แฝดผู้พี่ก้าวไปอย่างมั่นคงบนหนทางที่ชัดตั้งแต่เริ่มแรก ขณะแฝดผู้น้องดิ้นรนไปบนหนทางที่คิดว่าน่าจะใช่ สี่ปีของการเป็นนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ณัฐนุชเรียนพร้อมกับทำกิจกรรม กระทั่งมาได้เกรดเอฟในวิชาหลักของชั้นปีที่ 4 ซึ่งไม่เปิดสอนภาคฤดูร้อน ทำให้เธอต้องเรียนต่ออีกหนึ่งปีเป็นปีที่ห้า “เป็นความผิดหวังครั้งแรกที่ดิฉันไม่เคยนึกและต้องเสียน้ำตา แต่โชคดีที่ได้กำลังใจจากพี่สาวและเตือนสติว่า จริงๆแล้ว ดิฉันอาจไม่เหมาะกับวิศวะ จึงชวนให้มาเรียนหมอ พอดีช่วงนั้นมีโครงการผลิตแพทย์ร่วมระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงพยาบาล ภูมิพลฯ” ณัฐนุชกล่าว
แม้จะคล้อยตามพี่สาว แต่ณัฐนุชก็ต้องเรียนต่อให้จบก่อน เนื่องจากกำหนดคุณสม บัติของผู้สมัครต้องจบปริญญาตรี ความคิดที่พี่สาวจุดประกายให้จึงเลือนหายไปจากใจเธอในเวลาไม่นานนัก
เดือนพฤศจิกายน 2545 ชีวิตเริ่มเข้าสู่เส้นทางที่เธอวาดฝันไว้ เรียนจบมีงานทำ มีเงินใช้ และสนุกกับงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่เช้าตอกบัตรเย็นตอกบัตร สิ้นเดือนรับเงิน เริ่มกลายเป็นความซ้ำ ซากจำเจ ยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับปัญหานานาจากสังคมที่ต้องแก่งแย่งชิงดีกัน ทำให้ณัฐนุชเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นในใจ “เป็นความรู้สึกแตกต่างเมื่อดิฉันโทรฯไปคุยกับพี่สาวที่ตอนนั้นเรียนจบแล้วและไปเป็นหมอที่กระบี่ พี่สาวจะคุยให้ฟังว่าแต่ละวันทำอะไรบ้าง ซึ่งก็คือการช่วยเหลือคน น้ำเสียงที่พูดออกมา ดิฉันสัมผัสได้ว่า แม้งานจะหนักแต่เป็นความภาคภูมิใจ ต่างกับความรู้สึกของเราในเวลานั้นที่เป็นความหดหู่ รู้สึกตัวเองไร้ค่า” ณัฐนุชกล่าว
ความคิดที่จะเป็นหมอเริ่มกลับมาอยู่ในความคิดของณัฐนุชอีกครั้ง แต่เสียงคัดค้านจากคนรอบข้างที่กลัวว่าเธอจะเสียเวลาเปล่า เพราะคิดว่าเป็นการหนีจากปัญหารอบด้านเท่านั้น ห้าปีที่ใช้ไปกับการเรียนวิศวะ และอีกห้าปีที่ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งเรียนแพทย์ใหม่ฉุดรั้งให้เธอยังคงต้องถามตนเองให้แน่ ใจว่าจะเป็นหนทางที่ใช่แน่หรือ
เหตุการณ์สึนามิปลายเดือนธันวาคม 2547 ดึงณัฐนุชออกจากโลกแห่งความสับสน ความเศร้าสลดของเหตุการณ์ประกอบกับการที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ขณะพี่สาวทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะแพทย์ประจำพื้นที่ประสบภัย เธอตัดสินใจลุยเดี่ยวไปยังจังหวัดพังงาในฐานะอาสาสมัครและอยู่ในทีมชันสูตรศพเป็นเวลาแปดวัน ก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น “เหลือเวลาอีกสามเดือนต้องสอบเข้าเรียนหมอให้ได้เท่านั้น” นี่คือเสียงเพรียกในใจเธอ
ปัจจุบัน ณัฐนุชในวัย 29 จบการศึกษาคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเริ่มต้นอาชีพแพทย์ในเดือนเมษายน 2553
สิ่งที่ณัฐนุชเรียนรู้ การแก่งแย่งชิงดีกันในสังคมเป็นสิ่งที่น่าหดหู่เสียยิ่งกว่าการทำ งานอยู่กับคนเจ็บป่วย ความสุขในการช่วย เหลือผู้คนต่างหากที่เป็นสิ่งน่ายินดี ควรค่า แก่การแบ่งปัน
พิเชษฐ์ ตรีเทพวิไล
จุดเปลี่ยน การลงสีบนใบหน้า แปลงโฉมผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งให้ดูสวยเด่นสะดุดตาคนมอง เป็นศาสตร์และศิลป์ที่พิเชษฐ์หลงใหลตั้งแต่ครั้งเรียนมัธยม แต่เพราะเกิดมาเป็นผู้ชายจึงเหมือนมีกำแพงขวางกั้นไม่ให้เขาก้าวข้ามไปสู่ฝั่งฝัน กระทั่งโอกาสนั้นลอยมาอยู่แค่เอื้อม เขาจึงตัดสินใจไขว่คว้าไว้
คติเตือนใจ “เมื่อโอกาสวิ่งมาหา หากเราไม่ไขว่คว้าก็จะหลุดลอยไป”
ภาพของเมกอัพอาร์ตทิสหรือช่างแต่ง หน้าถูกกันไว้สำหรับผู้หญิงและเพศ ที่สาม ความรู้สึกนี้ทำให้พิเชษฐ์เก็บความชอบไว้เป็นเพียงความชอบ เขาศึกษาต่อด้านการ ตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเอแบค โดยคาดหวังว่าหลังเรียนจบและทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์สักพักจะเรียนต่อปริญญาโท แต่แล้ววันหนึ่ง “ตอนนั้นเรียนอยู่ปีสี่ บัง เอิญไปจอดรถอยู่หลังรถตู้ของสถาบันสอนแต่งหน้าแห่งหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณาก็นึกสนุก จดเบอร์โทรศัพท์ไว้” พิเชษฐ์กล่าว เขาเก็บหมายเลขนั้นไว้อยู่นานกว่าจะตัดสินใจให้เพื่อนผู้หญิงโทรฯสอบถามรายละเอียด และสมัครเรียนด้วยความคิดที่ว่า “เราสนใจ เรียน ไว้เป็นความรู้ไม่เห็นจะเป็นไร”
พิเชษฐ์เรียนจบปริญญาตรีพร้อมกับจบหลักสูตรการแต่งหน้า แล้วเข้าทำงานด้านการตลาดที่บริษัทแห่งหนึ่ง โดยวิชาแต่งหน้าแทบไม่ได้ใช้ ยกเว้นเวลานึกสนุกแต่งให้เพื่อนผู้หญิงบ้าง หลังทำงานไปได้ปีกว่า พิเชษฐ์ลาออกไปเรียนภาษาเพื่อเตรียมตัวเรียนระดับปริญญาโท ปี 2546 เขาเดินทางไปประเทศอังกฤษ ที่นี่สะกิดใจให้เขากลับมาจริงจังกับศิลปะแต่งหน้าทำผมอีกครั้ง
“ผมไปอังกฤษครั้งแรกเพื่อหาที่เรียน ตอน นั้นคิดว่าต้องทำงานและเรียนไปด้วย งานคงหนีไม่พ้นเด็กเสิร์ฟ บังเอิญว่าวันหนึ่งไปตัดผมที่ร้านโทนีแอนด์กาย ค่าตัดผม 70 ปอนด์ คิดเป็นเงินไทยตอนนั้นราว 3,500 บาท โอ้โห้ เงินดี คิดว่ากลับเมืองไทยจะไปเรียนตัดผม พอไปเรียนที่อังกฤษจะได้รับจ้างตัดผม แล้วเรียนไปด้วย ไม่ต้องเป็นเด็กเสิร์ฟ คิดง่ายๆแค่นี้” พิเชษฐ์กล่าว
เมื่อกลับถึงเมืองไทย เขาเล่าความตั้งใจนี้ให้ที่บ้านฟังเพื่อขอเรียนทำผม แต่พ่อไม่เห็นด้วยและแนะนำให้เรียนทำอาหารแทน เขายอมทำตามที่พ่อบอกแต่ไม่ประสบความ สำเร็จนัก ที่สุดไม่ได้ไปเรียนที่อังกฤษ แต่เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านการจัดการที่มหาวิทยาลัยเอแบค พร้อมกับแอบไปเรียนทำผมที่เกตุวดี “ผมบอกที่บ้านว่าไปเรียนปริญญาโท แต่เช้าออกจากบ้านไปเรียนทำผม พอกลางคืนค่อยไปเรียนที่มหาวิทยาลัย” พิเชษฐ์กล่าว
เขาเล่าว่าแอบเรียนทำผมเพิ่มเพราะอยากทำสิ่งที่ตั้งใจให้ลุล่วง ไม่เคยคิดยึดเป็นอาชีพ ทว่าระหว่างหางานทำ มีคนแนะนำลูกค้ามาให้แต่งหน้าทำผมอยู่เนืองๆจนกลายเป็นอาชีพที่ทำให้เขาอยู่ได้ “แรกๆผมไม่กล้าบอกใครว่าตัวเองทำอาชีพอะไร เวลาเจอพวกเพื่อนจะบอกว่ากำลังหางานทำ แต่ช่วงหลัง ผมได้รับคำขอบคุณจากคนที่เราแต่งหน้าให้ ได้เห็นว่าคนที่เราแต่งหน้าให้มีความ สุขและชื่นชมยินดีกับผลงานของเรา ทำให้ผมรู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นมา ตอนนี้บอกได้เต็มปากว่าผมภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ” พิเชษฐ์กล่าว
เมื่อที่บ้านเห็นว่าเขาไปได้ดีกับอาชีพเมก อัพอาร์ตทิสจึงไม่ขัดขวางอีก พิเชษฐ์เดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างเต็มที่ เขาเรียนเพิ่มเติมที่วิทยาลัยสารพัดช่าง และได้รับรางวัลชนะเลิศระดับชาติในการแข่งขันแต่งหน้าเกล้าผมเจ้า สาวเมื่อปี 2551 และในวัย 29 เขาไม่หยุดยั้งที่จะเรียนรู้ศาสตร์นี้ต่อไป
สิ่งที่พิเชษฐ์เรียนรู้ “ถ้าคุณยังดูถูกอาชีพ ตัวเอง แล้วใครจะมายกย่องตัวคุณ”
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล | |
| ความคิดเห็น* | |


แบ่งปัน





