การวางแผนการลงทุน101
เมื่อครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันถึงเรื่อง “การจัดทำงบประมาณ” และ “การออม” มาปีนี้เราก็จะมาคุยกันเรื่องทำอย่างไรให้เงินออมของเราเติบโตขึ้น ในโลกของ “การลงทุน” อาจดูเป็นเรื่องยากสำหรับใครบางคนที่จะเริ่มต้น เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนด้วยกัน เริ่มแรกเราจะเรียนรู้เกี่ยวกับการคำนวณ “ความมั่งคั่งสุทธิ” และค่อยไปต่อเกี่ยวกับการลงทุนวิธีต่างๆ แน่นอนเราก็จะคุยกันเรื่อง “การประกันภัย” และการสำรองสภาพคล่องสำหรับการใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เราทำงานเพื่อเงินมามากแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เงินจะต้องทำงานให้เราบ้าง
By สาธิต บวรสันติสุทธิ์คำนวณความมั่งคั่งสุทธิของคุณ
การรู้ “ความมั่งคั่งสุทธิ” ของคุณ เท่ากับการที่คุณได้รู้เกี่ยวกับ “สุขภาพทางการเงิน” ของคุณ และเมื่อคุณรู้ “ความมั่งคั่งสุทธิ” ของคุณ เท่ากับคุณได้รู้วิธีที่จะวัดการเจริญเติบโตทางการเงินของคุณ
การคำนวณ “ความมั่งคั่งสุทธิ” ทำได้ง่ายๆ เพียงนำ “ทรัพย์สิน” ของคุณ หักออกด้วย “หนี้สิน” หรือ หากพูดง่ายๆ ก็คือ เอาสิ่งที่คุณมีอยู่ หักออกด้วยหนี้ที่คุณมี แล้วจะเริ่มได้อย่างไร เริ่มจากกรอกรายการทรัพย์สินที่คุณมีอยู่พร้อมใส่มูลค่าที่คุณคิดว่าจะได้จากการขายทรัพย์สินนั้นๆ ในคอลัมน์แรก รายการเหล่านี้ประกอบด้วย
• เงินสด (เงินฝากออมทรัพย์, เงินฝากกระแสรายวัน, เงินฝากประจำ, เป็นต้น),
• ทรัพย์สินเพื่อการลงทุน (หุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนรวม,ฯลฯ)
• อสังหาริมทรัพย์ (ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและเพื่อการลงทุน)
• ทรัพย์สินธุรกิจ
• สิทธิการเป็นสมาชิกสโมสรต่างๆ
• เครื่องประดับ
• สังหาริมทรัพย์ เช่น รถ ฯลฯ
• ศิลปะ และ สิ่งสะสม
• เงินออมเพื่อเกษียณอายุ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ฯลฯ
• มูลค่าเงินสดของกรมธรรม์ประกันชีวิต
ยกเว้นเงินสด รายการทรัพย์สินอื่นเราต้องคำนวณว่าทรัพย์สินนั้นมีมูลค่าในปัจจุบันจริงๆเท่ากับเท่าไร (มูลค่าที่เราคาดว่าจะขายได้ ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่มูลค่าที่เราซื้อ หรือ มูลค่าที่เราอยากขาย) หรีออย่างอสังหาริมทรัพย์ ให้ใช้ราคาประเมินจากกรมที่ดินเป็นเกณฑ์
จากนั้นเริ่มกรอกภาระหนี้สินของคุณในคอลัมน์ที่สอง
• สินเชื่อบ้าน
• สินเชื่อรถยนต์
• สินเชื่อเพื่อการซ่อมบำรุง
• หนี้บัตรเครดิต
• หนี้อื่นๆ
จากนั้น คุณก็เอาผลรวมของมูลค่าในรายการทรัพย์สิน – ผลรวมมูลค่าหนี้สิน ผลลัพธ์ที่ได้ คือ “ความมั่งคั่งสุทธิ”
หวังว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นบวก คุณก็อยู่ในจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะเพิ่ม “ความมั่งคั่งสุทธิ”ของคุณให้เพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลลัพธ์ที่ได้เป็นลบ คุณก็จะต้องจริงจังในการลดภาระหนี้สิน และเพิ่มทรัพย์สิน เพื่อให้ “ความมั่งคั่งสุทธิ” เป็นบวกก่อน
ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานที่จะบอกว่า “ความมั่งคั่งสุทธิ” เท่าไหร่ถึงจะดี คุณเอื้อพันธ์ เพ็ชราภรณ์ ผู้บริหารฝ่ายช่องทางบริการผู้ลงทุนบุคคล บลจ. กสิกรไทย จำกัด ให้ความเห็นว่า “ความมั่งคั่งสุทธิ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบอกว่าเราบริหารทรัพย์สินและหนี้สินของเราอย่างไร”
“มีสิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอ” คุณเอื้อพันธ์ พูด “คือ การสำรองสภาพคล่องยามฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เงินสำรองสภาพคล่องยามฉุกเฉินนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่คุณต้องมีก่อนที่คุณคิดจะลงทุน
คำแนะนำอีกอย่างที่คุณเอื้อพันธ์แนะนำก็คือ “ควรมีทรัพย์สินเพื่อการลงทุนประมาณ 60% ของความมั่งคั่งสุทธิ” คุณชินวัตร ผู้บริหาร บลจ. เกียรตินาคิน กล่าวเสริมความเห็นนี้ว่า “ทุกครัวเรือนควรมีแหล่งรายได้อย่างน้อย 2 ทาง ทางหนึ่งมาจากการทำงานหรือธุรกิจ อีกทางมาจากทรัพย์สิน ถ้าคุณมีแหล่งรายได้เพียงทางเดียว มันก็คล้ายคุณมีลูกสูบ 2 หัว แต่ทำงานได้เพียงหัวเดียว”
การลงทุนพื้นฐาน
หลักทรัพย์ที่คุณสามารถลงทุนได้มีอยู่มากมาย บางอย่างฟังดูยาก บางอย่างฟังดูง่าย ในโลกแห่งความเป็นจริง นักลงทุนจะลงทุนในหลักทรัพย์ที่หลากหลาย เพราะหลักทรัพย์แต่ละอย่างจะตอบสนองเป้าหมายที่ต่างกันและมีความเสี่ยงต่างกัน
หุ้น
เมื่อคุณลงทุนใน “หุ้น” บริษัทใด เท่ากับคุณมีส่วนในความเป็นเจ้าของของบริษัทนั้นๆ ผู้ที่ลงทุนในหุ้น จะได้รับผลตอบแทน 2 รูปแบบ คือ “เงินปันผล” และกำไรส่วนเกินจากการขายหุ้นนั้นในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อ มีหลายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคาหุ้น แต่ที่สำคัญที่สุด คือ “ผลประกอบการของบริษัท”
สำหรับการลงทุนระยะยาว ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นจะดีกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ แต่หากเป็นการลงทุนระยะสั้น ราคาหุ้นจะผันผวนมากกว่าการลงทุนอื่นๆ จึงถือได้ว่า การลงทุนในหุ้นแม้จะให้ผลตอบแทนได้สูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน
ตราสารหนี้
เมื่อคุณลงทุนในตราสารหนี้ คุณจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ส่วนผู้ออกตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือ เอกชน ก็จะมีฐานะเป็น “ลูกหนี้” ผู้ออกตราสารหนี้จึงมีพันธะที่ต้องชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยให้กับคุณในฐานะเจ้าหนี้ตามกำหนด อาจเป็นงวด 6 เดือน หรือ 1 ปี ก็ได้
ตราสารหนี้โดยทั่วไปมักให้ผลตอบแทนที่ต่ำเมื่อเทียบกับการลงทุนอื่นๆ แต่ก็มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน
หมายเหตุ ราคาตราสารหนี้จะวิ่งสวนทางกับอัตราดอกเบี้ยในตลาด เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ราคาตราสารหนี้จะปรับลดลง ในทางกลับกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ราคาตราสารหนี้จะปรับสูงขึ้น แต่ถ้าคุณถือตราสารหนี้นั้นจนครบอายุตราสาร คุณก็จะได้รับเงินต้นคืน โดยไม่ถูกกระทบจากความเสี่ยงราคาตราสารหนี้ที่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งสำคัญที่คุณต้องคำนึง ก็คือ “เงินเฟ้อ” ศัตรูตัวสำคัญของการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะดอกเบี้ยที่เราได้รับจากตราสารหนี้จะถูกกำหนดแน่นอนตายตัว แต่มูลค่าของเงินที่เราได้รับจะลดลงจากผลกระทบของเงินเฟ้อ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ชินวัตร สำราญอยู่ แนะนำ “หากจะลงทุนในตราสารหนี้ให้มองที่ “ผลตอบแทนรวม” คือ ดอกเบี้ยที่ได้รับ รวมกับกำไรที่คาดว่าจะได้จากการขายตราสารหนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่ถือตราสารไม่ครบอายุตราสาร ซึ่งต้องคำนึงถึง ผลกระทบจากเงินเฟ้อ และ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาด”
กองทุนรวม
กองทุนรวมคือ เครื่องมือในการลงทุนประเภทหนึ่งที่นำเงินของผู้ลงทุนมาลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ โดยคุณไม่จำเป็นต้องลงทุนในหลักทรัพย์นั้นโดยตรง มูลค่าของกองทุนจะแปรผันขึ้นลงตามมูลค่าของหลักทรัพย์ที่กองทุนลงทุน
กองทุนรวมจะบริหารโดย ผู้จัดการกองทุน ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจในการเลือกลงทุนหลักทรัพย์ต่างๆ จังหวะและราคาในการซื้อขายหลักทรัพย์ คุณจีรภัทร พิมานทิพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานบริหารสินทรัพย์ "เวล์ธพลัส" บริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “กองทุนรวมเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาในการบริหารเงินลงทุน” กองทุนดัชนี เป็นกองทุนประเภทหนึ่งที่บริหารในเชิงรับ การลงทุนและการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าจะเลียนแบบดัชนีที่กองทุนนั้นอ้างอิง
กองทุนรวมจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ ค่าธรรมเนียมขาย ฯลฯ และเนื่องจากกองทุนรวมเป็นกลุ่มของการลงทุน จึงมักให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าแต่ก็เสี่ยงน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นโดยตรง
ETFs
ตลาดหลักทรัพย์ กล่าวง่ายๆ ก็คือ ETF มีลักษณะการลงทุนเหมือนกองทุนดัชนี แต่ซื้อขายเหมือนหุ้น ETF มีหลายประเภททั้งที่ลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ ETF ที่ใหญ่ที่สุดกองทุนหนึ่ง ก็คือ ETF ที่เคลื่อนไหวตามราคาทองคำ
ETF มีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการลงทุนในกองทุนรวม เพราะคุณจะเสียค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ETF เท่ากับค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหุ้น ซึ่งโดยทั่วไปต่ำกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุนทั่วไป และคุณสามารถซื้อขายได้ตลอดวันในราคาที่คุณพอใจ สะดวกกว่ากองทุนรวมทั่วไปที่ราคาจะกำหนดทุกสิ้นวันเท่านั้น
ในด้านความเสี่ยง ETF มีความเสี่ยงเทียบเท่ากับกองทุนดัชนี
เงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ
เงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ คือ การฝากเงินกับสถาบันการเงินในประเทศแต่ในสกุลเงินต่างประเทศ โดยคุณจะได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไข และยังมีโอกาสได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกต่างหาก กลไกของเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศมีดังนี้
เมื่อคุณฝากเงินในบัญชีสกุลเงินต่างประเทศ ธนาคารจะแปลงเงินฝากของคุณเป็นสกุลต่างประเทศที่คุณต้องการ เมื่อเงินฝากครบกำหนดก็จะแปลงเงินฝากคุณกลับมาเป็นเงินสกุลท้องถิ่นตามเดิม ถ้าสกุลเงินต่างประเทศแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินท้องถิ่น คุณก็จะได้รับเงินสกุลท้องถิ่นมากขึ้น แต่ถ้าสกุลเงินต่างประเทศด้อยค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินท้องถิ่น คุณก็จะได้รับเงินสกุลท้องถิ่นน้อยลง ด้วยเหตุนี้ คุณชินวัตรจึงมองว่า เงินฝากสกุลเงินต่างประเทศเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น เนื่องจากมีเพียงความเสี่ยงในความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน แต่เสี่ยงสูงกว่าตราสารหนี้
โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนตุลาคม 2554
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องราว ที่น่าสนใจ
เรื่องราว ที่น่าสนใจ
|
แรงบันดาลใจ
|
สุขภาพ & การแพทย์
|
อาหาร & สูตรอาหาร
|
บ้าน & สวน
|
เรื่องเล่า & สัมภาษณ์
|
| บทความแรงบันดาลใจทั้งหมด | สุขภาพ & การแพทย์ทั้งหมด | อาหาร & สูตรอาหารทั้งหมด | บ้าน & สวนทั้งหมด | เรื่องเล่า & สัมภาษณ์ทั้งหมด |




