เอมีเปิดใจกับรีดเดอร์ส ไดเจสท์ เอเชียว่า เธอยังงงๆว่าหนังสือของตนไปกระแทกใจผู้คนมากมายในสหรัฐอเมริกาได้อย่างไร
 
รีดเดอร์ส ไดเจสท์: คุณอยากให้หนังสือตัวเองเป็นที่ถกเถียงไปทั่วไหม
เอมี ชัว: ไม่หรอก ฉันไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้เลย ใจฉันคิดว่ามันจะเป็นเรื่องสากลกว่านี้มากเลย เพราะเป็นบันทึกเกี่ยวกับการดิ้นรนต่อสู้ซึ่งพ่อแม่ทุกคนพบเจอ ฉันว่ามันคงจะไม่กลายเป็นที่ถกเถียงกันหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะชื่อเรื่องที่(เอน) วอลสตรีท เจอร์นัล (เลิกเอน) พาดหัวไว้ว่า “ทำไมคุณแม่ชาวจีนจึงเหนือกว่า” ฉันไม่คิดว่าคนเราจะหัวเสียกับเรื่องราวของใครคนหนึ่งได้ อันที่จริง ตอนนี้พอคนเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้กันจริงๆ ฉันก็ได้รับอีเมลดีๆจากคนที่เขียนมาบอกว่า “ฉันอ่านบทความใน(เอน) วอลสตรีท เจอร์นัล (เลิกเอน)แล้วโมโหคุณชะมัด แต่ตอนนี้ พออ่านหนังสือคุณจบทั้งเล่ม ขอบอกว่าชอบมาก”
ใครๆก็อยากเลี้ยงลูกให้มีความสุขกันทั้งนั้น เราทุกคนมีความคิดเห็นต่างกันว่าอยากจะทำอย่างไรให้ได้ตามนี้ ทุกคนต่างทำผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็พยายามด้วยความหวังว่าจะเรียนรู้จากความผิดพลาดเหล่านั้น ฉันรู้ว่ามันคงจะกระตุกต่อมความคิดอยู่บ้าง แต่ไม่นึกเลยจริงๆว่าจะแรงขนาดนี้ พ่อฉันยังบอกว่า “โธ่ เอมี ไม่มีใครอ่านหนังสือเล่มนี้หรอก ลูกไม่ใช่คนดังสักหน่อย แล้วใครจะอยากอ่านบันทึกของลูกไปทำไมกันล่ะ!”
 
พ่อแม่คุณคิดอย่างไรบ้างกับความเกรียวกราวทั้งหลายที่เกิดจากหนังสือของคุณ
พูดไปคุณคงไม่เชื่อหรอกว่าพ่อแม่ของฉันวิเศษแค่ไหน ก่อนฉันพิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมา แม่ฉันบอกว่าหนังสือนี่ช่างไม่มีความเป็นคนจีนเอาเสียเลย เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวเหลือเกิน แต่แม่ก็ชอบหนังสือเล่มนี้มากจริงๆ ฉันคงไม่พิมพ์หรอกถ้าหากใครสักคนในครอบครัวฉันอ่านแล้วไม่ชอบใจ นี่คือส่วนที่เป็นเอเชียในตัวฉัน พ่อแม่ฉัน น้องสาวสามคน ลูกสาวสองคน และสามีฉันอ่านละเอียดแล้วทุกบรรทัด
แต่แม่ฉันพูดถูกนะ คนจีนคงไม่พิมพ์(หนังสือเล่มนี้)หรอก มันเปิดเผยเหลือเกิน ฉันคิดว่าคนจีนรักษาความเป็นส่วนตัวกว่านี้มาก แต่พอตอนนี้มันเผยแพร่ออกไปแล้ว พ่อแม่ฉันกลับเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่สุด ฉันโชคดีมากที่มีพ่อแม่คอยหนุนหลังขนาดนี้ ทั้งหมดนี้พวกท่านส่งเสริมฉันมาตลอด พ่อบอกฉันว่า สักวันผู้คนจะตระหนักว่ามันเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทั่วโลกไปอย่างไร ท่านภูมิใจในตัวฉันมาก
 
คุณเขียนไว้ในหนังสือว่า “บางทีคุณก็ต้องถูกบางคนที่คุณรักเกลียดเอาบ้าง... แล้วมันก็ไม่มีทางเลิกราเสียด้วยสิ ไม่มีจุดไหนเลยที่อยู่ๆมันจะกลับง่ายดาย” คุณแม่มากมายทั่วเอเชียก็สะท้อนความรู้สึกอย่างนี้ออกมาเหมือนกัน ยังเชื่อกันมากว่าการไม่ตีลูกเลยจะทำให้เด็กเสียนิสัย คุณคิดอย่างไรบ้างกับการเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดจัดๆ
ฉันคิดว่าพ่อแม่ชาวตะวันตกจำนวนมากไม่อยากถูกลูกเกลียด แค่คิดว่าจะเจออย่างนั้นก็ผวาแล้ว หนังสือฉันบอกคนตะวันตกว่า “มันไม่เลวร้ายนักหรอกที่จะเข้มงวดสักนิด อย่าให้ตัวเลือกกับลูกคุณมากเกินไป” สังคมตะวันตกเน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์และเสรีภาพกันมากมหาศาล ชอบปล่อยให้ลูกๆทำอะไรตามใจชอบ แต่สำหรับพ่อแม่ในหลายประเทศอย่างสิงคโปร์ จีน และเกาหลี ซึ่งปกติก็อบรมเลี้ยงดูเด็กกันเข้มงวดมากๆหลายด้านอยู่แล้ว หนังสือฉันจะสื่อสารที่ค่อนข้างตรงข้าม คือบอกว่าคุณไม่ควรเคร่งครัดขนาดนั้น
 
ลูกๆฉันโตขึ้นมากับพ่อซึ่งเป็นชาวตะวันตก สามีฉันไม่เห็นด้วยกับการขึ้นเสียงใส่ลูก แล้วเราก็ไม่ตีลูกนะ จริงๆแล้วลูกเราถูกเลี้ยงดูในครอบครัวที่ครึ่งหนึ่งเป็นเอเชีย สาระที่หนังสือฉันสื่อออกไปก็คือ เราควรจะพยายามหาสมดุลให้ได้ ฉันเชื่อว่าตอนที่ลูกยังเล็ก พ่อแม่ควรจำกัดตัวเลือกของลูก ฉันชอบวิถีเดิมๆของจีน สอนให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่ ไม่ใช่เอาแต่ปล่อยให้เด็กดูโทรทัศน์ตลอดเวลา ฉันไม่คิดว่าเด็กอายุต่ำกว่าสิบขวบจะเลือกอะไรได้ดีหรอก ฉันไม่คิดว่าควรจะปล่อยให้เด็กห้าขวบ หกขวบทำอะไรตามใจชอบ เพราะนั่นอาจแปลว่าเด็กจะเล่นแต่วีดิโอเกมทั้งวัน แต่พอเด็กเริ่มโตขึ้น บทเรียนที่ฉันได้จากลูลู (ลูกสาวคนที่สอง) ก็คือ คุณต้องเริ่มรับฟังพวกเขา คุณต้องเริ่มให้ทางเลือกกับเขามากขึ้น ให้อิสระมากขึ้น ฉันเชื่อจริงๆว่าการหาสมดุลเป็นเรื่องสำคัญ
 
บางทีฉันก็คิดว่าเราจำกัดตัวเลือกที่กำหนดให้ลูกๆ มากไป สมัยฉันยังเด็กพ่อแม่เอาแต่อยากให้ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็แพทย์เท่านั้น พวกท่านไม่เคยได้ยินเรื่องคณะนิติศาสตร์ด้วยซ้ำ ฉันคิดว่า แม้กระทั่งทุกวันนี้ ถ้าลูกคนไหนบอกว่าตัวเองอยากเป็นนักออกแบบแฟชั่น หรือเป็นศิลปิน หรือว่าเป็นนักเขียน พ่อแม่ชาวเอเชียจำนวนมากก็คงตื่นตกใจเพราะเห็นว่าอาชีพพวกนั้นไม่มั่นคง ฉันชอบแนวทางกวดขันแบบจีนที่ฝึกลูกตั้งแต่เล็กๆให้มีวินัย ขยัน และตั้งใจเรียน แต่พอลูกๆโตขึ้น คุณต้องแสดงให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่รักเขา คุณต้องรับฟังลูกและต้องพยายามหาสมดุลให้ได้จริงๆ ระหว่างด้านหนึ่งคือความคิดสร้างสรรค์ การเลือก และอิสระ ซึ่งคนตะวันตกถนัดมาก กับอีกด้านคือการฝึกฝน ขยันหมั่นเพียร และมีวินัยในตัวเอง ซึ่งฉันคิดว่าการเลี้ยงลูกตามธรรมเนียมจีนเป็นวิธีที่ดีมาก
 
ด้านวิชาการ นักเรียนเอเชียโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมชั้นที่เป็นเด็กอเมริกันในทุกระดับชั้น แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่ เราจะพบว่าตัวเองด้อยกว่าในด้านความคิดสร้างสรรค์และความสามารถจูงใจคนอื่น แล้วคนที่ประสบความสำเร็จก็คือพวกที่รู้จักชักจูงโน้มน้าวผู้อื่น ซึ่งนั่นคือส่วนที่การเลี้ยงดูแบบตะวันตกเน้นหนัก
ใช่เลย การเลี้ยงดูแบบตะวันตกมักจะเน้นให้ตั้งคำถามผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ คือให้ถามตลอดเวลาว่าทำไม ทำไม ทำไม เวลาครูสั่งงานให้ลูก ท่าทีของฉันกับของสามีจะต่างกันมาก ฉันจะบอกลูกว่า “ลูกทำทุกอย่างที่ครูสั่งนะ ไม่ต้องถามหรอก ทำตามก็แล้วกัน” ขณะที่สามีจะบ่นว่า “ทำไมครูถึงตั้งคำถามแบบนั้นนะ ถามอะไรน่ะ ไร้สาระจัง” ฉันว่าจริงๆแล้วเนื้อหาที่หนังสือเล่มนี้นำเสนอก็คือ ให้พยายามเลือกหยิบสิ่งดีๆของทั้งสองฝ่ายมาใช้
 
ฉันเห็นว่าการเน้นแต่ความคิดสร้างสรรค์แบบตะวันตกอาจเลยเถิดไปหน่อย คุณยื่นกระดาษให้เด็กเล็กๆ แล้วบอกเด็กว่า “เอ้า ใช้ความคิดสร้างสรรค์นะ” ฉันว่าแบบนั้นไม่สมเหตุสมผล เพราะคุณต้องมีพื้นฐานเสียก่อน ฉันว่ามันไร้สาระจริงๆที่จะบอกเด็กว่า “เอาละ เรามาคิดสร้างสรรค์กับคณิตศาสตร์กันเถอะ” ที่แน่ๆคือ ก่อนอื่นคุณต้องรู้วิธีบวกลบคูณหารพื้นฐานทั้งหมด ส่วนในเอเชียก็จะเป็นอีกแบบ คือเน้นให้เด็กท่องจำและฝึกฝนมากไป นักศึกษาเอเชียที่ฉันสอนในคณะนิติศาสตร์ก็มีปัญหาว่าทำรายงานแบบสร้างสรรค์ไม่เป็น
 
โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนกันยายน 2554
 

6
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. กลับบ้าน
  2. เรื่องเล่าจากคุณแม่จอมเฮี้ยบ
  3. นั่ง, นิ่ง, หมอบ!

ประเภทของ คำแนะนำ & เคล็ดลับ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่