เรื่องนี้เหนือกว่ารักแรกพบ คนสองคนโหยหากันแม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผูกพันแม้จะไม่เคยสัมผัสกัน พวกเธอมีชื่อเหมือนกัน ทั้งที่ครอบครัวของทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกัน เมื่อเมเรดิท เกรซ ริตเทนเฮาส์ และเมเรดิท เอลเลน แฮร์ริงทันได้รับการแนะนำให้รู้จักกันในที่สุด ความรักก็แทบจะไม่ต้องพูดถึง สายใยสัมพันธ์ของพวกเธอลึกลับกว่านั้น ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น เด็กหญิงเมเรดิททั้งสองเป็นฝาแฝดชาวจีนซึ่งครอบครัวอเมริกันสองครอบครัวรับเป็นลูกบุญธรรม ทั้งคู่พบกันเมื่อหกปีก่อน ตอนพวกเธออายุสี่ขวบ และไม่เคยห่างกันนับแต่นั้นมา

วันนั้นเป็นต้นเดือนธันวาคมที่เมืองเจียงเหมิน ประเทศจีน แม่ผู้ให้กำเนิดเมเรดิท เกรซบอกลาลูกน้อยที่เพิ่งเกิด ที่เมืองจีน เด็กที่พ่อแม่ทิ้งมักนำไปไว้ในที่สาธารณะเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีคนพบโดยเร็ว แม่ของเมเรดิท เกรซทิ้งเธอไว้ในย่านที่คนพลุกพล่าน ตรงปากทางเข้าสวนสาธารณะฮอลิเดย์ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ถ้าจะมีใครสักคนที่รู้ว่าเมเรดิท เกรซนอนอยู่บนทางเท้านานแค่ไหน หรือได้ยินเสียงทารกน้อยร้องดังแค่ไหนก็น่าจะเป็นแม่แท้ๆของเธอนี่แหละ เป็นที่รู้กันว่าพ่อแม่ที่นำลูกมาทิ้งจะรออยู่ใกล้ๆ คอยเฝ้าดูลูกของตัวเอง และไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่ามองดูคนที่ผ่านมาช่วยเด็ก

เมเรดิท เกรซเข้ามาอยู่ในความดูแลของสถานสังคมสงเคราะห์เมืองเจียงเหมินเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ในใบประวัติที่พิมพ์ไว้หน้าเดียวซึ่งทางบ้านเด็กกำพร้ามอบให้ครอบครัวผู้อุปการะ บรรยายถึงเด็กหญิงว่าร่างกายอ่อนแอตอนมาถึง เจ้าหน้าที่คาดว่าเธอเกิดมาได้หนึ่งสัปดาห์ และคงจะเกิดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ทารกหญิงอีกคนก็พบอยู่ใกล้ๆแถวนั้น วันเกิดของเธอประมาณว่าเป็นวันที่ 16 ธันวาคม เด็กหญิงทั้งสองอยู่บ้านเด็กกำพร้าเป็นเวลาเก้าเดือน เท่าที่ครอบครัวผู้อุปการะทราบคือ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทางสถานสังคมสงเคราะห์จะคาดเดาว่าทารกที่ถูกนำมาทิ้งนั้นเป็นฝาแฝด พวกเธอนอนในเตียงคอกที่เรียงกันเป็นแถวและเล่นบนเสื่อไม้ไผ่ที่ปูบนพื้นกระเบื้องสีชมพู แต่ทั้งคู่น่าจะยังเด็กเกินกว่าจะรู้ความ อย่างไรก็ดี พ่อแม่บุญธรรมของพวกเธอเชื่อว่าทั้งคู่ได้รับการดูแลโดยพี่เลี้ยงสองคนเหมือนกัน ตอนอายุสี่ขวบ เด็กหญิงทั้งสองคนยังจำได้ว่าพี่เลี้ยงคนไหนที่ “ใจดี” และคนไหนที่ “ใจร้าย” ตอนมีคนนำรูปพี่เลี้ยงมาให้ดู (แม้ว่าคนที่ “ใจร้าย” จะยิ้มอยู่) นั่นเป็นการสืบหาของครอบครัวทั้งสองเพื่อจะบอกให้ได้ว่าลูกสาวของตนรู้จักกันตั้งแต่แรกหรือไม่

เมื่อเมเรดิท เกรซอายุสิบเดือน เธอย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่ในย่านชานเมืองชิคาโกกับจิมและซูซาน ริตเทนเฮาส์ซึ่งเป็นข้าราชการของรัฐ ทั้งคู่ชอบอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ รักสุนัข และตอนนี้เป็นพ่อแม่ เมเรดิท เกรซพูดเป็นเร็วและกระตือรือร้นเหมือนพ่อ ร่าเริงและฉลาด เธอเริ่มหลงใหลวิชาภูมิศาสตร์ ไม่ช้าก็รู้จักวาดแผนที่ทวีปต่างๆและร่ำร้องอยากได้ลูกโลก เธอปรับตัวเข้ากับชีวิตที่อเมริกาได้ดี แต่ครุ่นคิดถึงแต่เรื่องน้องสาว เธอเคยเล่าให้ครูที่โรงเรียนอนุบาลฟังเรื่องน้องที่เคยมีที่เมืองจีน พ่อแม่เหมาว่าเธออยากมีน้อง เมื่อถูกขอให้เติมคำในประโยค “เมื่อโตขึ้น ฉันอยากเป็น ...” เมเรดิทวัยสามขวบตอบว่า “พี่สาว”

หนึ่งเดือนก่อนที่สามีภรรยาริตเทนเฮาส์จะรับอุปการะเมเรดิท เกรซ ลีห์ แอนน์และไมก์ แฮร์ริงทันตั้งชื่อลูกสาวตัวน้อยของพวกเขาว่าเมเรดิท เอลเลน และรับเธอมาอยู่บ้านที่เมืองเบอร์มิงแฮม รัฐแอละแบมา ไม่นานหลังจากนั้น เมเรดิท เอลเลนก็หัดพูดคำแรกๆเป็น พออายุสองขวบ เธอร้องขอลูกโลกและเริ่มเรียนรู้เรื่องทวีปต่างๆ เมเรดิท เอลเลนไม่ช่างพูดเท่าพี่สาวที่ชิคาโกซึ่งเธอยังไม่รู้จัก เธอมักขรึมเศร้าอยู่เป็นนิตย์ และบอกพ่อแม่ว่า “หนูเหงาจัง อยากมีน้องสาวสักคน”

พอเมเรดิทอายุสามขวบ ลีห์ แอนน์และไมก์จึงตัดสินใจหาน้องให้เธอ พวกเขารับอุปการะอัลลีซึ่งมาจากจีนเหมือนกันแต่ต่างเมือง ที่ชิคาโก ครอบครัวริตเทนเฮาส์กำลังคิดว่าจะรับอุปการะน้องสาวสักคนให้เมเรดิท ก็พอดีกับข้อความที่โพสต์ในยาฮูกรุ๊ปสะดุดตาจิมเข้าให้ เขาไล่ดูกระดานข้อความที่ภรรยาเป็นคนริเริ่มซึ่งเชื่อมโยงบรรดาพ่อแม่ที่รับเด็กจากสถานสังคมสงเคราะห์เมืองเจียงเหมินมาเลี้ยงดูในช่วงเวลาเดียวกับเขา จิมไม่ค่อยเสียเวลาอ่านข้อความเท่าไรในตอนนี้เพราะรับเมเรดิทมาเป็นลูกบุญธรรมได้เกือบสี่ปีแล้ว แต่มีข้อความหนึ่งโพสต์จากครอบครัวซึ่งเขาและซูซานเคยเขียนไปคุยฉันมิตรอยู่สองสามครั้งในช่วงแรกๆของการรับอุปการะ จิมจำได้ว่าพวกเขาเลือกชื่อเดียวกันให้ลูกสาว ตอนนี้ ครอบครัวนั้นโพสต์รูปถ่ายปัจจุบันไว้ เขาเลื่อนเมาส์ไปที่ลิงก์แล้วคลิก ภาพเด็กบนจอหน้าตาเหมือนลูกสาวเขา จิมเรียกภรรยาที่อยู่ในห้องติดกัน “มานี่แน่ะ”

ในไม่ช้าสองครอบครัวก็แลกเปลี่ยนรูปและเรื่องราวกัน รูปหนึ่งเป็นรูปเมเรดิท เกรซหน้าบ้านตุ๊กตาที่เธอได้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสในปีนั้น เธอเอียงศีรษะไปทางขวาเล็กน้อย ลีห์ แอนน์คิดว่าเด็กหญิงทั้งสองละม้ายคล้ายกันอย่างน่าประหลาด และขอให้เมเรดิท เอลเลนซึ่งก็ชอบเอียงศีรษะแบบเดียวกันออกความเห็นต่อภาพนี้ “นั่นรูปหนู แต่หนูไม่มีบ้านตุ๊กตาหรือชุดแบบนั้น” หนูน้อยวัยสี่ขวบพูด ระหว่างนั้นที่ชิคาโก ข้อสังเกตเล่นๆแต่แรกของซูซานที่ว่าเด็กทั้งสองอาจเป็นญาติกันมีประโยคใหม่มาต่อท้าย “สองคนนั้นอาจเป็นพี่น้องกัน” ในที่สุด ผลการตรวจดีเอ็นเอก็ยืนยันสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้ว

นี่คือเด็กสองคนที่มีดีเอ็นเอเหมือนกันแต่ถูกเลี้ยงแยกกัน

โปรดอ่านต่อในฉบับ

 

6
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. กลับบ้าน
  2. เรื่องเล่าจากคุณแม่จอมเฮี้ยบ
  3. นั่ง, นิ่ง, หมอบ!

ประเภทของ คำแนะนำ & เคล็ดลับ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่