เรานัดพบกับอาจารย์จรูญ บุญสวนในวันที่เขามารับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ศิลปินอาวุโสผู้มีแววตาอารีใช้คำแทนตัวว่า "ลุง" อย่างเป็นกันเอง เช่นเดียวกับภาพเขียนของเขาซึ่งเป็นศิลปะที่ "ไม่ถือตัว" พร้อมสื่อถึงทุกผู้ที่มาชม ก่อเกิดความสดชื่นเบิกบานในอารมณ์เพียงแรกเห็น สมประสงค์ผู้สร้างซึ่งกล่าวว่า "ศิลปะควรทำให้มนุษย์มีความสุข เป้าหมายของลุงคือต้องทำให้คนดูรูปแล้วมีความสุข"

สีสันพรรณพฤกษ์
งานอันเป็นเอกลักษณ์ของอาจารย์จรูญคือภาพทิวทัศน์และดอกไม้ เป็นภาพเขียนสีน้ำมันแนวอิมเพรสชันนิสม์ที่สีสันสดใสสอดผสานกันอย่างลงตัว ฝีแปรงละเอียดอ่อนจากปลายพู่กันเบอร์ 4 ซึ่งอาจารย์เคยบอกไว้ในการแสดงภาพครั้งหนึ่งว่า "ผมใช้พู่กันเบอร์เดียวคือเบอร์ 4 ไม่ว่ารูปเล็กหรือรูปใหญ่ เขียนโดยไม่กำหนดว่าจะต้องเสร็จเมื่อไร ขอเพียงตั้งใจเขียนแล้วมันก็จะเสร็จเอง" และเมื่อมีคนถามว่าทำไมถึงชอบวาดรูปดอกไม้ อาจารย์มักตอบว่า "ที่จริงแล้ว ผมวาดสีของดอกไม้ เพราะการวาดรูปของผมเน้นเรื่องของสี เพียงแต่อาศัยธรรมชาติเป็นสื่อ" นี่คงเป็นที่มาของการตั้งชื่องานแสดงภาพที่มักขึ้นต้นด้วย "สีสันพรรณพฤกษ์" จนเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของจรูญ บุญสวน

สัจจะแห่งศิลป์
กว่า 40 ปีที่อาจารย์จรูญมุ่งมั่นในแนวทางศิลปะสัจนิยม (Realistic) แม้เคยทดลองเขียนรูปแบบนามธรรม (Abstract) สมัยที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยศิลปากรใหม่ๆ แต่เมื่อค้นพบว่าไม่ใช่แนวทางของตัวเอง และเพราะ "ลุงไม่ชอบศิลปะที่ดูแล้วเครียด" อาจารย์จรูญจึงหวนกลับมาเขียนรูปแนวเหมือนจริง โดยวาดจากแบบจริงเท่านั้น ไม่วาดจากภาพถ่ายอย่างที่จิตรกรหลายคนนิยมทำในปัจจุบัน เขาเล่าว่า สมัยเรียนเคยคิดว่าตัวเองจะเป็นศิลปินไม่ได้ เพราะเกือบสอบตกวิชาการจัดองค์ประกอบศิลป์ แต่วันหนึ่งได้ฟังอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์มาบรรยาย "ท่านว่า ‘ศิลปินนั้นมีสองแบบ แบบแรกคือวาดจากจินตนาการ อย่างแม่เจ้านุ (หมายถึง ม.ร.ว. ถนอมศักดิ์ กฤดากร ภรรยาอาจารย์เฟื้อ) ที่นั่งคิดนั่งจินตนาการในห้องก็วาดได้ กับอีกแบบคือพวกที่ต้องวาดจากของจริง’ ตอนนั้นลุงก็เหมือนดวงตาเห็นธรรมเลย อ้อ...ที่แท้เราเป็นอย่างหลังนี่เอง เพราะเวลาที่เขาเอาแบบมาวางไว้ให้วาด เราจะทำได้ดีเป็นพิเศษ" อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเขียนรูปของอาจารย์จรูญพัฒนาไปไกลกว่าการเขียนรูปเลียนแบบจริง แต่เป็นการดึงแบบสีและรูปทรงมาจากธรรมชาติ แล้วจัดวางองค์ประกอบใหม่จนงามโดดเด่นยิ่งกว่าต้นแบบ กลายเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของจรูญ บุญสวน

ขอตามฝันในวัย 55
ทักษะและฝีแปรงอันฉกาจนั้นเกิดจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจารย์จรูญเพิ่งมีเวลาเขียนรูปอย่างเต็มที่เมื่ออายุ 55 ปี เขาลาออกจากตำแหน่งอาจารย์คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี 2536 เพื่อทำตามความฝันคือเขียนรูปเป็นอาชีพ เมื่อถามถึงการตัดสินใจในครั้งนั้น เขาเล่าว่า "สมัยก่อนผู้ใหญ่เขาพูดกันว่าคนที่ทำราชการ หากคิดจะลาออกมาทำงานส่วนตัวก็ควรลาออกมาตอนอายุสัก 50 เพราะตอนนั้นมีความพร้อมแล้วหลายด้าน ภาระต่างๆเบาลงแล้ว แต่ถ้ารอจนอายุมากกว่านั้นไปแล้วก็อย่าลาออกมาเลย ทำราชการต่อไปเถอะ ตอนที่ลุงลาออกมานี้ ที่จริงแล้วยังต้องส่งลูกเรียนหนังสืออยู่ แต่ตอนนั้นอายุ 55 แล้ว ถ้ารอนานกว่านั้นคงไม่ไหว ตำน้ำกินกันพอดี"

 

เขียนรูปเป็นงานประจำ
ตั้งแต่ลาออกจากงานประจำ อาจารย์จรูญวาดรูปทุกวัน วันละเจ็ดถึงแปดชั่วโมง เขาเล่าว่า "เมื่อออกจากงานมาใหม่ๆก็เคว้งอยู่ ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่เมื่อนึกได้ว่าตั้งใจลาออกจากงานมาเพื่อเขียนรูป จึงตั้งกติกาว่า ต่อไปนี้จะทำตัวเหมือนไปทำงาน คือเมื่อก่อนเราต้องเซ็นชื่อเข้างานทุกเช้า ตอนนี้เราก็เซ็นชื่อในใจของเราเอง ทุกวันจะวาดรูปตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น พยายามวาดรูปวันละแปดชั่วโมง กลางคืนไม่เขียน" จากวันนั้นเวลาผ่านมาสิบกว่าปี สีสันและฝีแปรงอันเป็นเอกลักษณ์ค่อยๆก่อตัวขึ้นจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง อาจารย์จรูญสามารถส่งเสียลูกทุกคนเรียนจนจบด้วยรายได้จากการขายภาพ เป็นความภาคภูมิใจของพ่อคนหนึ่งซึ่งส่งลูกเรียนเมืองนอกได้ด้วยน้ำพรรคน้ำแรง ด้วยงานที่ตนรัก

ศิลปินอาชีพ...เป็นได้เมื่อพร้อม
แม้จะเชื่อว่าศิลปินอาชีพควรมีเวลาทำงานอย่างต่อเนื่องจึงจะพัฒนาฝีมือได้เต็มที่ แต่เมื่อเราถามว่าสำหรับคนที่มีความฝันอยากเป็นศิลปิน อยากเป็นนักเขียน แต่ยังต้องทำงานประจำอยู่ ควรทำอย่างไร อาจารย์จรูญบอกว่า ถ้ายังไม่พร้อมอย่าเพิ่งลาออกจากงาน "เพราะการเป็นศิลปินนั้นมีสองอย่างคือ จนกับจนมาก ดังนั้น หากลาออกมาเมื่อยังไม่พร้อม อาจล้มเสียตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม" แต่ขณะเดียวกันก็อย่าทิ้งความฝัน ให้หมั่นฝึกปรือฝีมือ หมั่นศึกษาหาความรู้ เช่น ไปดูงานแสดงภาพของศิลปินชื่อดัง ถ้าอยากเป็นนักเขียนก็อาจต้องหาข้อมูล รอไว้เมื่อพร้อมและฝีมือแก่กล้าแล้วจึงลาออกมา

ข้อคิดนี้สะท้อนการมองโลกตามความเป็นจริงและอาจกลั่นจากประสบการณ์ของอาจารย์จรูญเอง ตอนหนึ่ง เขาเล่าว่าในบรรดาลูกๆไม่มีใครเรียนศิลปะโดยตรงเลย "ลูกชายลุงคนที่ชอบวาดรูปก็ไปจบวิศวกรมา ลุงมารู้ทีหลังว่าที่เขาไม่เรียนศิลปะเพราะตอนเด็กๆเห็นพ่อลำบาก ไปขายภาพไม่ได้ก็หน้าแห้งกลับบ้าน วันหนึ่งเขาตื่นเช้าจะไปโรงเรียน เจอลุงกำลังติดรูปใส่กระดาษทำ ส.ค.ส. ไปขาย เขาก็ทักว่าวันนี้พ่อตื่นเช้าจัง ลุงตอบว่า พ่อยังไม่ได้นอนเลยลูก มันคงเป็นความลำบากที่เขายังฝังใจ"

โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนกรกฎาคม 2554

 

16
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. อ่านหนังสือ สื่อชีวิต
  2. นักสู้เพื่อเสรีภาพ
  3. เธอฝันถึงสันติภาพ

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่