หากมองหาสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ ของวัฒนธรรมเอเชีย คงไม่มีอะไร จะดีไปกว่าตะเกียบธรรมดาคู่หนึ่ง ภาษาจีนเรียกตะเกียบว่า ไคว่-จื่อ แปลว่า “สหายน้อยผู้ว่องไว” หรือ “ผู้คล่องแคล่ว” แต่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า chopsticks คำว่า “sticks” ซึ่งแปลว่าแท่งไม้ก็พอ จะเข้าใจอยู่ แต่คำว่า “chop” ล่ะ โผล่มาได้อย่างไร

ตามพจนานุกรมออกซฟอร์ด คำว่า “chopsticks” ปรากฏขึ้นครั้งแรกตอนช่วง ปลายศตวรรษที่ 17 คำว่า “chop” เป็น ภาษาอังกฤษลูกผสม แปลว่าเร็ว อย่างที่ใช้ ในสำนวน “chop-chop” ซึ่งแปลว่าอย่าง รวดเร็ว

ไม่น่าเชื่อว่าสหายผู้ว่องไวเหล่านี้ยังครองความเป็นอมตะเคียงคู่ผู้ใช้ตลอด ช่วงเวลานับพันๆปีมาแล้ว ซึ่งเป็นหลักฐาน ยืนยันถึงการออกแบบตะเกียบอย่างชาญ ฉลาด ตะเกียบใช้ประโยชน์พลิกแพลงได้ สารพัด ไม่ว่าจะใช้คีบ, ดึง, ฉีก, คน, ผัด และแม้แต่ตัดอาหารเป็นชิ้นๆ และถึงจะ มีเสียงร้องห้ามดังมาจากผู้อาวุโสใกล้ ตัว แต่คุณจะใช้ตะเกียบจิ้มอาหาร กินอย่างสะดวกปากก็ย่อมได้

การหยิบจับเครื่องมือการกิน อันสวยเพรียวคู่นี้เป็นศิลปะซึ่งต้องอาศัย นิ้วมือที่ขยับตัวอย่างคล่องแคล่ว สำหรับคน รู้ธรรมเนียมดี ตะเกียบถือว่าเป็นอวัยวะ ส่วนหนึ่งของผู้ใช้ การใช้ตะเกียบได้อย่าง ถูกต้องจึงเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงชาติตระกูลที่ดีในทำนองเดียวกับการรู้จักว่าส้อมไหนกินปลา และส้อมไหนกินของหวาน ก็บอกถึงชนชั้น ทางเศรษฐกิจสังคมของผู้ใช้ในวัฒนธรรม ตะวันตก

จากจุดเริ่มต้นในยุคจีนโบราณ

ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนียซึ่งมี ส่วนจัดแสดงของสะสมเกี่ยวกับเทคโนโลยี อาหารมีข้อมูลระบุว่า ตะเกียบพัฒนาขึ้นใน ประเทศจีนและใช้ต่อๆกันเรื่อยมาประมาณ 5,000 ปีแล้ว โดยเริ่มจากชาวจีนโบราณจะ หักกิ่งไม้และง่ามไม้เรียบๆออกจากต้น แล้ว ใช้ไม้นั้นเกี่ยวอาหารที่สุกในหม้อใบใหญ่ ขึ้นมา เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นและทรัพยากร ต่างๆเริ่มหายาก คนจึงหั่นอาหารเป็นชิ้น เล็กลง อาหารชิ้นเล็กสุกเร็วกว่าและใช้ไม้ฟืน น้อยกว่าในการทำให้หม้อร้อน เมื่ออาหาร ชิ้นเล็กลง มีดจึงไม่จำเป็นอีกต่อไปบนโต๊ะ อาหาร

แล้วก็ถึงยุคของขงจื๊อ นักปราชญ์โบราณ (ซึ่งเป็นมังสวิรัติ) ผู้สอนสั่งแนวคิดที่ไม่นิยม ความรุนแรง ขงจื๊อจึงไม่แนะนำให้ใช้มีด ขณะกินอาหาร ท่านปรารภว่า “บุรุษผู้ทรง เกียรติและยึดมั่นในคุณธรรมย่อมอยู่ให้ห่าง จากโรงฆ่าสัตว์และโรงครัว อีกทั้งไม่ยอมให้ มีมีดบนโต๊ะอาหารของเขา”

เมื่อเวลาผ่านไป กิ่งไม้เหล่านี้ก็วิวัฒนา การมาเป็นตะเกียบที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ในฐานะเครื่องมือหลักในการกินอาหารสำหรับชาวจีน โดยเขี่ยอุปกรณ์อื่นๆ (โดย เฉพาะมีด) ให้ตกไปจากโต๊ะอาหารในที่สุด มีการพูดถึงตะเกียบเป็นครั้งแรกในบันทึก ของนักประวัติศาสตร์ที่ชื่อซือหม่าเชี่ยน ซึ่งบันทึกว่าพระเจ้าโจว กษัตริย์องค์สุดท้าย ของราชวงศ์ชาง (1,600 ถึง 1,100 ปีก่อน คริสตกาล) ทรงใช้ตะเกียบงาช้าง

เมื่อถึง ค.ศ. 500 การใช้ตะเกียบก็เริ่ม แพร่หลายไปยังญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ชาวญี่ปุ่นมองตะเกียบต่างจากจีนเล็กน้อย อย่างแรกคือตะเกียบในญี่ปุ่นหน้าตาเหมือน คีมหนีบ โดยทำจากไม้ไผ่ชิ้นเดียวที่ตรง ส่วนโคนนั้นติดกัน เมื่อเข้ามาในญี่ปุ่นใหม่ๆ ตะเกียบถูกมองว่าเป็นของมีค่าและใช้ในพิธี ทางศาสนาเท่านั้น ต้องใช้เวลาถึง 400 ปี กว่าตะเกียบญี่ปุ่นจะแยกออกเป็นสองข้าง หน้าตาจึงค่อยเหมือนพี่น้องตะเกียบจีน

การคัดสรรวัสดุทำตะเกียบ

ตะเกียบมีความยาวและรูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่ตะเกียบไม้หรือไม้ไผ่เรียบๆไปถึง ตะเกียบเคลือบเงาวาดลวดลายวิจิตร รัสเซล ฮาร์ตแมน ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายของสะสม แห่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า เขารู้สึกทึ่งกับ “ฝีมือช่างและ ความหลากหลายของวัสดุ” ที่ใช้ในการ ทำตะเกียบ

ตะเกียบยุคแรกทำจากไม้และ ไม้ไผ่ ซึ่งเป็นความนิยมที่ยังคงสืบ ต่อมาจนทุกวันนี้ ความจริง ไม้ไผ่เป็นวัสดุยอดนิยมที่สุดเพราะราคาถูก มีอยู่ ทั่วไป และทนความร้อน อีกทั้งยังไม่มีกลิ่น หรือรสที่ผู้ใช้รับรู้ได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญ ในการรักษารสชาติและกลิ่นที่แท้จริงของ อาหารให้อยู่ครบถ้วน

 

11
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. ทำไมบางครั้งเราต้องเศร้า
  2. โฉมหน้าอาชีพพ่อบ้านยุคใหม่
  3. 1 เมษาวันโกหก

ประเภทของ คำแนะนำ & เคล็ดลับ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่