คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักชื่อ ธิติมา ยุราวรรณ แต่ทันทีที่บอกว่าเป็น “แม่น้องฮีโร่” แทบทุกคนต้องจำได้เพราะเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เธอกลายเป็นบุคคลตัวอย่างที่เสียสละช่วยเหลือผู้คนและสังคมอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่เกรงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองและลูกน้อยในครรภ์ซึ่งมีกำหนดคลอดในวันถัดไป

 “หลังจากวันนั้น ก็ใช้ชีวิตตามปกติ ยกเว้นมีคนรู้จักมากขึ้น ไปไหนก็จะมีคนเข้ามาทักทาย คนแก่กว่าก็อวยพรให้มีความสุข ความเจริญ วัยรุ่นหนุ่มสาวก็มาชม มีนักศึกษาชายคนหนึ่งเข้ามาขอจับมือและบอกว่า ผมเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังทำอย่างพี่ไม่ได้เลย” ธิติมา คุณแม่ลูกสองร่างสันทัดที่ไม่ได้ดูท่าว่าห้าวหาญกว่าคนทั่วไปเล่าถึงผลจากการช่วยเหลือผู้อื่นของตนเองในครั้งนั้น 
 
“สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเรารู้สึกว่าต่อไปนี้ทำเลวไม่ได้แล้วเพราะคนอาจคาดหวังในตัวเรามากขึ้น มีเศษขยะในมือจะทิ้งตามทางก็ไม่ได้ เพราะใจคิดว่า เฮ้ย! ไม่ได้ เดี๋ยวคนเห็นก็เป็นสิ่งที่ดีที่เตือนสติตัวเอง” เธอกล่าวอย่างคนอารมณ์ดีหนึ่งปีเศษมาแล้วที่หน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับหรือแม้กระทั่งข่าวออนไลน์พาดหัวประโคมเหตุการณ์ที่ธิติมาขับรถยนต์ส่วนตัวไล่ตามโจรขโมยรถยนต์จากห้างสรรพสินค้าเทสโก้-โลตัส สาขาบางแค ในกรุงเทพฯ ไปโดยลำพัง และโทรศัพท์แจ้งตำรวจจนสามารถติดตามจับกุมคนร้ายพร้อมรถยนต์ของกลางมาคืนเจ้าของซึ่งเป็นนายทหารหญิงนอกราชการได้ภายในวันเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังสามารถขยายผลจับกุมแก๊งอาชญากรขโมยรถรายใหญ่ในเวลาต่อมา ธิติมายังจดจำเหตุการณ์วันที่ 4 สิงหาคม 2553 ได้ไม่ลืม
 
วันนั้นเธอไปธนาคารและแวะซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าหลังจากส่งลูกชายคนโตไปโรงเรียน และขากลับเดินไปยังลานจอดรถด้านหลัง ระหว่างนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้คนช่วยเนื่องจากรถเพิ่งถูกขโมย แต่มีผู้คนและพนักงานรักษาความปลอดภัยรุมล้อมอยู่มาก ธิติมาจึงตัดสินใจเดินต่อไปที่รถของตัวเองเพราะคิดว่าคงมีการแจ้งตำรวจเพื่อช่วยเหลือแล้ว ไม่กี่นาทีต่อมาเธอขับรถออกมาผ่านบริเวณนั้นและยังไม่เห็นตำรวจมาถึง จึงชะลอรถและเปิดกระจกสอบถามสตรีวัยกลางคนผู้เสียหายที่วิ่งเข้ามาหา  
 
“พี่เขาพูดว่าน้องช่วยพี่หน่อย แจ้งตำรวจให้ที เรายังคิดว่า อ้าว! แล้วยืนกันอยู่ทำไมทำไมไม่มีใครแจ้งตำรวจ หรือไม่ก็น่าจะจ้างมอเตอร์ไซด์รับจ้างตามผู้ร้ายไปด้วยเลย แต่ก็คิดว่า เดี๋ยวจะลองขับตามดู ถ้าเจอก็จะบอกให้ทราบ ไม่เจอก็แล้วไป” เธอเล่า
 
ธิติมาบอกว่าตอนนั้นสภาพท้องที่โตใกล้คลอดไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอ่อนแอหรือพิเศษไปกว่าคนอื่น นอกจากเคลื่อนไหวช้าลงเท่านั้นเอง เธอโทรศัพท์แจ้งตำรวจและโทรฯบอกมารดาที่รออยู่ที่บ้านว่าเธออาจถึงบ้านช้าหน่อย
 
กว่าหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น หญิงท้องแก่คนนี้ทำสิ่งที่ผู้ชายอกสามศอกหลายคนอาจไม่กล้าแม้แต่จะคิด เธอตัดสินใจเปลี่ยนทิศขับสำรวจดูรถที่โดนขโมยตามลักษณะและทะเบียนรถเท่าที่ทราบมา และติดตามคนร้ายอย่างกระชั้นชิดพร้อมโทรศัพท์แจ้งตำรวจเป็นระยะๆ โดยขณะนั้นคิดอย่างเดียวว่า “ต้องช่วยให้ถึงที่สุด” ตามหลักที่เธอปฏิบัติเสมอในชีวิตประจำวัน  
 
“ตอนแรกตำรวจไม่เชื่อ แต่เรายืนยันว่าเราเพิ่งออกจากที่เกิดเหตุและทราบจากผู้เสียหาย พอจะออกถนนเพชรเกษมก็เห็นการจราจรค่อนข้างติดขัดมาก เราก็เลยคิดว่าคนร้ายคงไปไม่ได้ไกล และน่าจะหนีไปเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 1 ที่การจราจรโล่งกว่า เลยขับรถไปดักที่พุทธมณฑลสาย 1 แล้วก็เจอจริงๆ มีรถแท็กซี่คั่นหน้าเราหนึ่งคัน ตอนนั้นโทรฯคุยกับแม่อยู่ แล้วขอวางสายก่อนเพราะเจอรถคนร้ายแล้ว” เธอเล่า 
 
“ระหว่างทางเราเห็นตำรวจสายตรวจ แต่ไม่หยุดแจ้งเพราะคิดว่าคงไม่เชื่อเราอีก และคงต้องตอบคำถามมากมาย กว่าจะรู้เรื่องกัน คนร้ายคงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว จึงขับตามต่อไป” ธิติมาเล่าว่าเธอไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยในช่วงแรกเพราะมีรถคันอื่นอยู่รอบๆ คนร้ายเองอาจยังไม่ทราบว่าเธอขับตามอยู่
 
โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนพฤศจิกายน 2554

5
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. ฆาตกรรมยามฟ้าสาง
  2. ผู้หญิงตกรถไฟ
  3. มหันตภัยดินโคลนถล่ม

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่