
English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

ชีวิตหมายเลขหนึ่งในทำเนียบขาว
เมื่อเริ่มปีที่สี่ในทำเนียบขาว มิเชลล์ โอบามา รู้สึกสบายๆ กับบทบาทของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง อุทิศตัวให้แก่ภารกิจของเธอ และยังคงรอกาแฟอยู่บนเตียง
เรื่องราวชีวิตของมิเชลล์ โอบามาไม่มีอะไรธรรมดาเลย สตรีหมายเลขหนึ่งอย่างเธอมีหน่วยตำรวจลับติดตามไปทุกหนแห่ง เธออาศัยอยู่ในบ้านซึ่งเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา แวดล้อมด้วยของเก่าโบร่ำโบราณสมัยศตวรรษที่ 18 และภาพเหมือนของบรรดาวีรบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศ สามีเธอนั่งเฮลิคอปเตอร์ลงจอดบนสนามหญ้าหลังเสร็จงานประจำวัน และเสื้อผ้าที่เธอเลือกสวมใส่ก็ถูกผู้สังเกตการณ์ทั่วโลกวิพากษ์วิจารณ์ เธอได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับแรกๆ ในฐานะสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นั่นคือเป็นคนแรกซึ่งกล่าวปราศรัยที่โรงเรียนเวสปอยต์ เป็นคนแรกที่นิตยสารฟอร์บส์จัดให้ติดอันดับแรกของผู้หญิง 100 คนที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของโลก เป็นคนแรกที่ให้แม่ของเธอพักประจำในทำเนียบขาว และแน่นอน เป็นชาวแอฟริกันอเมริกันคนแรกในตำแหน่งนี้
แต่ก็อย่างที่นางโอบามาบอกกับ รีดเดอร์ส ไดเจสท์เมื่อเดือนกันยายน ปี 2554 ว่า ทุกสิ่งที่เธอทำอยู่ล้วนเป็นเรื่องของการสร้างชีวิตธรรมดาสามัญภายในแวดวงอันไม่ธรรมดาของวอชิงตัน แต่ผู้สังเกตการณ์บอกว่าการเสาะแสวงความไม่ธรรมดาของเธอนั้นถือเป็นการปฏิวัติในประวัติการณ์ของสตรีหมายเลขหนึ่งเลยทีเดียว ชารอน มาโลน เพื่อนของเธอซึ่งเป็นสูตินรีแพทย์และเป็นภรรยาของเอริก โฮลเดอร์ อัยการสูงสุด กล่าวกับนิตยสารนิวสวีกเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมาว่า “ในวอชิงตันมีโพยบอกบทอยู่แล้วว่าคุณต้องทำอะไรบ้าง แต่เธอไม่เล่นตามบทที่กำหนดไว้หรอก” ขณะที่บางคนอาจแย้งว่าการที่เธอเลือกภารกิจกระตุ้นให้คนสนใจเรื่องการแพร่ระบาดของโรคอ้วนในเด็กและการรณรงค์ให้สนับสนุนครอบครัวทหารนั้นช่างเป็นไปตามธรรมเนียมจนคนคาดไม่ถึงสำหรับทนายความที่จบจากพรินสตันและสุดยอดของผู้หญิงทำงานสมัยใหม่ผู้นี้ นางโอบามาเลือกงานนี้จากสัญชาตญาณของตัวเธอเอง ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นคิดว่าเธอควรจะทำ อย่างที่เธอเคยกล่าวกับโอปราห์ วินฟรีย์ ครั้งหนึ่งในช่วงแรกๆ ที่เธอให้สัมภาษณ์ในฐานะสตรีหมายเลขหนึ่งว่า “ฉันไม่ได้นึกอยากเป็นใครเลยนอกจากเป็นมิเชลล์ โอบามา”
“เธอเป็นผู้หญิงที่รู้จักใจตัวเอง” แมรี มาทาลิน นักวิจารณ์การเมือง กล่าวชื่นชมนางโอบามาไว้ในหนังสือพิมพ์ (เอน)ชิคาโก ทริบูน(เลิกเอน) เมื่อเดือนมกราคม ปี 2553 “และเธอก็สบายใจจริงๆ กับสิ่งที่เธอเป็น” เรามักจะเห็นภาพถ่ายในท่าโน้มตัวลงไปโอบกอดแขกอย่างอบอุ่น (เธอตัวสูงมากแม้แต่ตอนใส่รองเท้าส้นเตี้ยก็ตาม) ตอนที่ให้ รีดเดอร์ส ไดเจสท์ถ่ายภาพ เธอกระเซ้าสองหนุ่มน้อยผู้ช่วยช่างภาพของเราซึ่งดูอึดอัดในชุดเสื้อแจ็กเกตผูกเนกไท “ธรรมดาพวกคุณไม่ได้แต่งตัวแบบนี้หรอก ใช่ไหม” เธอว่า แล้วเอื้อมมือไปดึงเนกไทของหนุ่มคนหนึ่ง “คลิปติดเนกไทนี่ ติดแบบมือใหม่นะ!”
วันที่เราไปสัมภาษณ์ นางโอบามาเพิ่งกลับมาจากการถ่ายภาพลงหนังสือแต่งสวนของเธอที่มีกำหนดจะออกวางตลาดในฤดูใบไม้ผลิ ปี 2555 และรับประทานอาหารกลางวันซึ่งเธอบอกว่าส่วนใหญ่ปรุงด้วยมะเขือเทศที่ปลูกในสวนของทำเนียบขาว ไม่แปลกที่เธอฝึกตัวเองจนไม่พลาดในเชิงการเมืองหลังจากอยู่ในทำเนียบขาวมาสามปี แต่บุคลิกอันเปี่ยมด้วยความรู้สึกและอารมณ์ขันคมคายของเธอก็ฉายชัด โดยเฉพาะเมื่อเธอพูดถึงครอบครัว ต่อไปนี้เป็นบทตัดตอนจากการสัมภาษณ์
รีดเดอร์ส ไดเจสท์: ครอบครัวทหารคือเรื่องที่คุณเน้นเป็นหลัก ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิว่าสำหรับคุณแล้วเริ่มเรื่องนั้นได้อย่างไร
มิเชลล์ โอบามา: จริงๆ แล้วมันเริ่มต้นจากช่วงรณรงค์หาเสียงนะ ฉันใช้เวลามากมายออกเดินสายพูดคุยกับผู้หญิงทำงาน และสร้างความมั่นใจว่าการรณรงค์หาเสียง ซึ่งถึงที่สุดก็คือตำแหน่งประธานาธิบดี [ของสามีฉัน] ได้คะแนนเสียงจากผู้หญิงด้วย ช่วงที่เราเดินทางไปทั่วประเทศฉันได้ยินได้ฟังเสียงของพวกภรรยาทหารซึ่งตัวฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน ปัญหาอุปสรรคของพวก เธอซึ่งล้วนเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ครอบครัวพลเรือนเจอะเจอ แต่เพิ่มความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งและย้ายที่อยู่บ่อยๆ เพิ่มเข้าไปอีกเป็นสิ่งซึ่งฉันไม่เคยรู้มาก่อนเพราะฉันไม่ได้มาจากครอบครัวทหาร ความคิดของก็คือ เออนะ ถ้าฉันไม่รู้ คนอื่นๆ ก็คงไม่รู้เหมือนกัน
ถาม: คุณกับจิล ไบเดน สุภาพสตรีหมายเลขสอง ซึ่งบุตรชายของเธอที่ชื่อโบอยู่ในกองกำลังป้องกันประเทศแห่งเดลาแวร์และเคยไปประจำการในอิรักหนหนึ่ง ได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรจอยนิงฟอร์ซส์ (Joining Forces) ครอบครัวของบรรดาทหารซึ่งมีเพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรสหรัฐอเมริกา ต้องการอะไรจากพวกเราบ้าง
มิเชลล์: สิ่งที่เราได้ยินมาตลอดก็คือ พวกเขาเพียงแต่ต้องการให้ผู้คนรู้ถึงความเสียสละของเขา พวกเขาเป็นครอบครัวที่เข้มแข็ง ปรับตัวง่าย ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ นั่นเป็นวิถีชีวิตของทหาร แต่บ่อยครั้งพวกเขาก็รู้สึกเหมือนประเทศนี้ไม่ได้เข้าใจหรือยกย่องการดิ้นรนต่อสู้ของเขาเลย
ถาม: ในคำปราศรัยที่ท่านประธานาธิบดีกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน ท่านกล่าวถึงแรงจูงใจที่นายจ้างจะจ้างทหารผ่านศึกซึ่งว่างงาน คุณมีส่วนช่วยตรงนั้นบ้างสักเล็กน้อยไหม
มิเชลล์: แน่นอนที่สุด! จิลกับฉันขอรับความชอบอะไรก็ตามที่เราสามารถรับได้! [หัวเราะ]
ถาม: ในเว็บไซต์ joiningforces.gov คุณไล่เลียงวิธีที่เราสามารถจะสนับสนุนครอบครัวทหารเอาไว้ยืดยาว แล้วก็ยังบอกด้วยว่าหลายๆ โครงการเหล่านี้ทำกันมาระยะหนึ่งแล้ว คุณเพียง “ฉายแสง” เข้าไปเท่านั้น อยากให้พูดถึงโครงการซึ่งมีความหมายต่อคุณมากๆ
มิเชลล์: ฟิชเชอร์ เฮาส์เป็นองค์กรหนึ่งซึ่งท่านประธานาธิบดีกับฉันให้การสนับสนุนเป็นการส่วนตัว องค์กรนี้ช่วยเหลือครอบครัวระหว่างไปคอยดูแลผู้เป็นที่รักซึ่งได้รับบาดเจ็บ หรือต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานานๆ ทหารทุกวันนี้ต้องทนกับอาการบาดเจ็บที่หนักหนายิ่งกว่าแต่ก่อน กว่าจะหายได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ บางทีก็เป็นปีๆ และคนในครอบครัวก็มักต้องลาออกจากงานหรือย้ายที่อยู่ ถ้าพวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ใกล้หน่วยแพทย์ทหารระดับคุณภาพ องค์กรเหล่านี้ให้ที่พักพิงที่สะดวกปลอดภัย เปิดโอกาสให้ได้รับคำปรึกษาบ้าง และสามารถที่จะทำอาหารดีๆ กินบ้าง ไม่ต้องกินแต่อาหารโรงพยาบาลตลอดเวลาที่พักรักษาตัว
แต่ก็มีตัวอย่างมากมายเหลือเกิน [จากอะไรที่] ใหญ่โตขนาดองค์กรยูเอสโอ (USO)ไปจนถึงองค์กรแบบที่จิล ไบเดนทำงานก่อนหน้าจะได้เป็นสตรีหมายเลขสอง องค์กรเดลาแวร์ บูตส์ ออน เดอะ กราวด์ (Delaware Boots on the Ground) ที่ให้ความช่วยเหลือทหารกองหนุนซึ่งเป็นคนที่วันหนึ่งเป็นนักดับเพลิงหรือเจ้าหน้าที่กู้ชีพขั้นสูง แต่พอวันรุ่งขึ้นก็ไปร่วมแนวหน้าในอัฟกานิสถาน องค์กรนี้คือกลุ่มภรรยาและครอบครัวซึ่งช่วยทำสิ่งละอันพันละน้อยที่ครอบครัวต้องการ อย่างเช่น ช่วยซ่อมเครื่องซักผ้าให้คุณแม่ หรือช่วยโกยหิมะ หรือช่วยเรื่อง [หาซื้อ] รถเข็นเด็กอ่อน
ข้อสำคัญคือแม้แต่การมีส่วนช่วยเหลือเล็กน้อยที่สุดก็ทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีวิตทหาร คุณไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในหรือใกล้ฐานปฏิบัติการ มีบางสิ่งบางอย่างที่ทุกคนสามารถทำได้ ฉันบอกใครๆ ว่าแม้แต่พูดว่าขอบคุณก็ทำให้โลกของครอบครัวทหารเหล่านี้ดีขึ้นแล้ว แค่รู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวลำพัง รู้ว่าพวกเขาอยู่ในประเทศที่ตระหนักในความเสียสละของเขา และพร้อมที่จะก้าวเข้าไปรับใช้พวกเขาเหมือนกับที่เขารับใช้เรา
โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2555
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เรื่องขำขันทั้งหมด
เรื่องขำขันทั้งหมด
ขอตอบด้วยคน
เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | เทคโนโลยี | ![]() ท่องเที่ยว |
เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท
หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ ส่งหาเรา!

แบ่งปัน










