ฆาตกรรมยามฟ้าสาง
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น “เธอตายแล้ว” คนแจ้งพูดเสียงเรียบไร้อารมณ์ การคลี่คลายแผนฆาตกรรมซ่อนเงื่อนได้ปลุกผู้คนในเมืองเล็กๆ ของนิวซีแลนด์
เกือบเช้าแล้วตอนที่โทรศัพท์ดังขึ้นที่บ้านของนายแพทย์แอนดรูว์ เบาเวิร์ส เสียงที่ปลายสายราบเรียบไร้อารมณ์ “เธอตายแล้ว”
แอนดรูว์เป็นอายุรแพทย์ที่โรงพยาบาลดันนีดินในเขตโอทาโก บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ แม้ยังงัวเงีย เขาไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใครโทรศัพท์มาและใครตาย สำเนียงแอฟริคานส์ (Afrikaans ชื่อภาษาท้องถิ่นในแอฟริกาใต้และนามีเบีย มีต้นกำเนิดจากภาษาดัชต์สมัยอาณานิคม) ชัดเจนนี้เป็นของโคลิน เบาเวอร์ จิตแพทย์ชาวแอฟริกาใต้ วัย 49 ปี สามีของแอนเน็ต ผู้เข้าออกโรงพยาบาลหลายครั้งด้วยอาการโคม่าจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเมื่อหกสัปดาห์ก่อน
แอนดรูว์เป็นเจ้าของไข้ของแอนเน็ต เขาเป็นหมอช่างสงสัย โคม่าจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำมักมีสาเหตุจากยาลดน้ำตาลในเลือดเช่นอินซูลิน แต่แอนเน็ตในวัย 47 ปีไม่ได้เป็นเบาหวาน ผลตรวจเลือดก็ไม่พบร่องรอยการรักษาเบาหวาน หลังเกิดอาการโคม่าครั้งที่ 2 หมอแอนดรูว์คิดว่าเธออาจมีเนื้องอกที่หลั่งอินซูลินที่ไม่ค่อยพบนัก แต่ผลทดสอบที่ได้ไม่ชัดเจน ทำให้เขาตัดสินใจสั่งผ่าตัดเพื่อนำชิ้นเนื้อจากตับอ่อนมาตรวจหาเนื้องอก
หลังการผ่าตัด ระดับน้ำตาลของแอนเน็ตกลับเป็นปกติ ขณะรอผลตรวจ หมออนุญาตให้เธอกลับบ้านในวันคริสต์มาสอีฟ ปี 2542 โดยที่หญิงสาวผู้มีสุขภาพดีไม่รู้คำตอบว่าอะไรทำให้เธอป่วยหนักเช่นนี้
เหลือไม่ถึงสัปดาห์ก่อนเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ตอนที่รู้ข่าว แอนดรูว์ถึงกับตะลึง “แพทย์ทั่วไป ไม่ยอมเซ็นมรณบัตร” โคลินกล่าวเรียบๆ “หมอช่วยแวะมาเซ็นให้ได้ไหม”
เมื่อแอนดรูว์มาถึงบ้านของครอบครัวเบาเวอร์ เขายังงงว่าทำไมแพทย์ทั่วไปจึงไม่เซ็นมรณบัตร สถานที่เกิดเหตุยิ่งสร้างคำถามมากกว่าให้คำตอบ มีตำรวจและรถพยาบาลอยู่ที่นั่น โคลิน เบาเวอร์เป็นหัวหน้าแผนกจิตเวชที่โรงพยาบาลดันนีดิน ซึ่งเพื่อนร่วมงานต่างชื่นชมว่า “เฉลียวฉลาด” “มีเสน่ห์” และเห็นใจผู้อื่น อีกคนที่อยู่กับเขาในตอนนั้นคือเพื่อนร่วมงานชื่อแอน วอลช์
สถานที่ที่เสียชีวิตดูวุ่นวาย แอนเน็ตนอนแผ่ขวางเตียง ผ้าห่มและผ้าปูเตียงถูกดึงกระจัดกระจาย แอนดรูว์บอกได้ว่าเธอกำลังดิ้นรนอย่างรุนแรงก่อนสิ้นใจ เขาสงสัยว่าทำไมไม่มีใครช่วยเหลือเธอ
โคลินอธิบายว่าเขากำลังนอนหลับอยู่ที่อีกห้องและไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ซึ่งแอนดรูว์เห็นว่าแปลกเพราะคนที่มีอาการชักมักส่งเสียงดัง แต่เมื่อเขาขอดูเครื่องวัดระดับน้ำตาลของแอนเน็ต ความงุนงงก็เปลี่ยนเป็นความกังวล ขณะไล่ดูข้อมูลย้อนหลังในเครื่อง เขาพบว่าไม่กี่วันก่อนหน้า น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับต่ำมากๆ แอนเน็ตต้องไม่สบายอย่างรุนแรงและมีอาการที่เห็นชัดเจน
“โคลิน ภรรยาคุณน่าจะได้รับการช่วยเหลือก่อนหน้านี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่” แอนดรูว์คาดคั้น โคลินตอบห้วนๆ “เธอไม่ยอมให้ช่วยเพราะความทรมานจากการรักษาของคุณ”
แอนดรูว์ตั้งใจว่าต้องสั่งชันสูตรเพื่อตัดประเด็นเรื่องอาการแทรกซ้อนหลังผ่าตัดหรือเรื่องเนื้องอกออกไป แต่โคลินไม่ยอม “เราต้องรีบเซ็นมรณบัตร” เขาสำทับ “แอนเน็ตเป็นยิว ผมต้องนำร่างของเธอไปฌาปนกิจภายในวันนี้”
แอนดรูว์ไม่เคยรู้ว่าคนไข้ของเขาเป็นชาวยิวและไม่รู้ว่าตามธรรมเนียมต้องฝังศพหรือไม่ แต่เขาไม่ยอมให้หมอผู้มีประสบการณ์มากกว่ามาบีบบังคับ เขายืนกรานว่าจะไม่เซ็นมรณบัตรหากไม่สั่งชันสูตรศพ โคลินจึงไม่มีทางเลือก
ขณะที่แอนดรูว์กำลังจะกลับ แอน วอลช์ก็เข้ามาหา “ดีแล้วที่มันจบลงแบบนี้ โดยเฉพาะหลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน” เธอเล่าให้แอนดรูว์ฟัง
“ขอโทษครับ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
“คุณรู้หรือเปล่า แอนเน็ตหาว่าโคลินคิดจะฆ่าเธอ” แอนดรูว์นึกย้อนคำบอกเล่าของเธอ ตอนที่ได้ยิน เขาไม่ถึงกับชาไปทั้งตัว แต่รู้สึกเย็นวาบในภายหลังเพราะเรื่องอื่น อย่างตอนที่ไปช่วยโคลินยกหีบศพของแอนเน็ตในพิธีฝัง แล้วพบว่าเธอไม่ใช่ชาวยิวแต่เป็นคริสเตียนที่เคร่ง เมื่อกลับถึงโรงพยาบาล เขาโทรศัพท์ หาเจ้าหน้าที่ชันสูตรทันที
คำเท็จของโคลินนั้นถือว่าเลยเถิดและรับไม่ได้ แต่คนฉลาดหลายคน แม้แต่จิตแพทย์ด้วยกันที่เก่งเรื่องอ่านนิสัยและแรงจูงใจกลับเชื่อทุกคำพูด
ตอนที่เพิ่งย้ายมาโอทาโก โคลินเล่าให้เพื่อนร่วมงานฟังว่า เนื่องจากเป็นหนุ่มคนหนึ่งในแอฟริกาใต้ เขาถูกคุมขังโดยไม่ได้สอบสวนและถูกทรมานเพราะเขาต่อต้านนโยบายแบ่งแยกผิว และเขาเคยพบกับเนลสัน แมนเดลลา (แต่ความจริงคือเขารับราชการทหารในแอฟริกาใต้อยู่หลายปี)
หลังจากภรรยาเสียชีวิต โคลินเดินทางไปแอฟริกาใต้นานเป็นเดือน พอกลับมาที่โรงพยาบาล ศีรษะของเขาล้านจนเกลี้ยง อ้างว่าเป็นผลจากเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก (เป็นการโกหกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้มารู้กันภายหลังว่ามีเจตนาอย่างเห็นได้ชัด)
ความจริงคือ โคลิน เดวิด เบาเวอร์ จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพริทอเรีย เมื่อปี 2518 และต่อมาเรียนต่อเฉพาะทางในสาขาจิตเวชศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสเตลเลนบอช เขาเป็นคนฉลาด เขาพบกับแอนเน็ตที่การประชุมเมนซา (สมาคมของคนไอคิวสูง) ซึ่งตอนนั้นเธอเป็นนักกายภาพบำบัด โคลินเป็นจิตแพทย์ที่เก่ง ในการให้สัมภาษณ์ลงบทความที่เขียนโดยคาร์ล เอลเลียต ในนิตยสาร The New Yorker ผู้หญิงที่ชวนโคลินให้ไปทำงานที่โรงพยาบาลดันนีดินกล่าวยกย่องเขาว่า มี “สัมผัสที่น่าทึ่ง”
โปรดอ่านต่อฉบับเดือนเมษายน 2555
|
| |||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องราว ที่น่าสนใจ
เรื่องราว ที่น่าสนใจ
|
แรงบันดาลใจ
|
สุขภาพ & การแพทย์
|
อาหาร & สูตรอาหาร
|
บ้าน & สวน
|
เรื่องเล่า & สัมภาษณ์
|
| บทความแรงบันดาลใจทั้งหมด | สุขภาพ & การแพทย์ทั้งหมด | อาหาร & สูตรอาหารทั้งหมด | บ้าน & สวนทั้งหมด | เรื่องเล่า & สัมภาษณ์ทั้งหมด |




