“พี่เคยมาสัมภาษณ์หนูแล้ว หนูจำได้” รจนากล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสหลังจากทักทายกันเรียบร้อย ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะจำบทสัมภาษณ์เล็กๆในคอลัมน์ “งานแรกในชีวิต” ของรีดเดอร์ส ไดเจสท์ (พ.ค. 43) ได้
เรานัดกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งย่านสะพานสูงซึ่งใกล้กับที่พักแถวมีนบุรีของรจนา ด้วยความคุ้นเคย บทสนทนาเกือบสองชั่วโมงตอนบ่ายปลายปีที่แล้วจึงดำเนินไปอย่างราบรื่น และรจนาเปิดเผยทุกเรื่องด้วยความเต็มใจ
 
ถาม: ตอนนี้ทำงานอะไรบ้าง
รจนา: เป็นครูสอนเดินแบบ (อิสระ) หลายที่ ตอนนี้จบคอร์สพอดี รอคอร์สใหม่อยู่ นอกจากนี้ยังมีอีกสองสามแห่งติดต่อมาจะให้ไปเป็นครูประจำ แต่ยังไม่ตกลงใจ เพราะตอนนี้เริ่มมีงานอื่นๆเข้ามา เกรงว่าจะทำงานให้เขาได้ไม่เต็มที่
 
ถาม: สอนมานานแค่ไหนแล้ว
รจนา: เกือบสี่ปีแล้ว ช่วงแรกยุ้ยรับสอนเด็กๆด้วย ประมาณสามถึงหกขวบก็มี พ่อแม่จะมีความสุขมากที่ได้เห็นลูกพัฒนาตัวเองขึ้นหลังเรียนกับยุ้ยแล้ว แต่หนูเหนื่อย เพราะเด็กวัยขนาดนี้อยากเล่นมากกว่า เหมือนจับปูใส่กระด้ง บางครั้งอารมณ์ดีก็เดิน แต่บางครั้งก็ไม่ยอมเดิน จะนั่งอย่างเดียว เพราะฉะนั้น หลังๆมาก็เลยต้องแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ตามอายุ
 
ถาม: รายได้ดีไหม
รจนา: ช่วงสอนเยอะๆก็พอใช้ได้ ไม่ถึงกับมากเพราะยุ้ยไม่ได้คิดแพง เอาแค่พออยู่ได้
 
ถาม: ความสุขของงานสอนอยู่ตรงไหน
รจนา: เห็นเด็กๆกระตือรือร้นก็มีความสุข โดยเฉพาะตอนที่เห็นว่าลูกศิษย์ได้งานถ่ายแบบหรือโฆษณา อายุมากขึ้น เห็นเด็กๆที่ใฝ่ฝันอยากเป็นนางแบบก็อยากช่วยให้เขาสมหวัง อาจไม่ต้องขึ้นระดับอินเตอร์ก็ได้ แค่เป็นระดับชั้นนำของประเทศก็พอใจแล้ว นอกจากนี้ยังดีใจที่ลูกศิษย์หลายคนที่อายุมากและมาเรียนปรับปรุงบุคลิกภาพ เรียนแล้วมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น
 
ถาม: สุขภาพตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
รจนา: ดีขึ้น 100% แล้ว แต่ต้องไปหาหมอทุกสองถึงสามเดือนเพื่อตรวจสุขภาพและปรับยาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หมอบอกว่าโรคนี้ต้องกินยาตลอดชีวิตเพื่อไม่ให้โรคกำเริบ ถ้ากินยาตลอดก็ไม่มีปัญหา ยุ้ยก็ไม่ได้คิดมากแล้ว กินก็กิน คนอื่นๆที่เป็นโรคความดันหรือเบาหวานก็ต้องกินยาตลอดชีวิตเหมือนกัน
 
ถาม: ยุ้ยป่วยเป็นโรคอะไร เล่าได้ไหม
รจนา: ความจริงเล่าไปเยอะแล้ว เล่าได้ ยุ้ยเป็นโรคไบโพลาร์ คือสารในสมองหลั่งไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นผลจากการเสพยาตั้งแต่สมัยอยู่เมืองนอก
 
ถาม: อะไรคือจุดต่ำสุดของชีวิตที่ผ่านมา
รจนา: มีหลายจุดนะ (หัวเราะขื่นๆ) เอาเป็นว่า ตอนกลับจากเมืองนอกมาอยู่กับแม่ ตอนนั้นแม่เปิดร้านเสริมสวย แต่ทำเลไม่ค่อยดีเพราะอยู่ในหมู่บ้าน (ย่านอ่อนนุช) เราก็ไม่ค่อยมีเงิน น้ำพริกถ้วยเดียวก็ต้องกินเป็นสัปดาห์ ยุ้ยไม่ได้ทำงานเลยเพราะไม่สบาย แม่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไร มีคนแนะนำให้ไปรักษาแนวไสยศาสตร์ แม่ก็พาไปทุกที่ ทำทุกอย่าง ทั้งอาบน้ำมนต์ กินน้ำมนต์ ตำหนักทรงเจ้าเข้าผีที่ไหนว่าดัง แม่พาไปหมด ตอนนั้นยุ้ยท้อแท้มาก หมดกำลังใจ รู้สึกเหมือนตัวเองกลับมาเป็นเด็กแรกเกิดอีกครั้ง ต้องหัดเดินใหม่ กลายเป็นภาระของแม่
 
ถาม: รู้สึกว่าแม่จะทุ่มเทกับยุ้ยมาก
รจนา: ใช่ เวลานั้นยุ้ยหมดหวังและไม่คิดว่าตัวเองจะหายป่วย แต่แม่ไม่ยอมหมดหวัง เชื่อมั่นว่าลูกต้องหาย ทีแรกเราต้องพึ่งไสยศาสตร์เพราะไม่มีความรู้ ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่ามีการรักษาโรคจิตเวชอยู่ พอมีคนแนะนำให้พาไปรักษาที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา แม่ก็พานั่งรถเมล์จากอ่อนนุช 74 ไปฝั่งธน ตื่นแต่เช้าตีสี่ พอยุ้ยเริ่มดีขึ้น แม่ก็นั่งรถเมล์ไปเอง
 
ถาม: ยุ้ยไปรักษาโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยานานไหม อาการถึงดีขึ้น
รจนา: หลายปี ช่วงแรกยุ้ยไปอยู่ร่วมสามเดือน คืออยู่ในโรงพยาบาลสองสัปดาห์ก็ออกมาพักที่บ้าน แล้วกลับเข้าไปใหม่เป็นระยะๆ ระหว่างที่อยู่ในโรงพยาบาลต้องทำทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ เช่น เจ็ดโมงปุ๊บต้องอาบน้ำเรียบร้อยและกินข้าวเช้า เสร็จก็กินยาตามที่หมอกำหนด เรียกว่าเป็นการจัดระเบียบชีวิตใหม่ก็ได้
 
ถาม: ตอนนี้ยังรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาหรือไม่
รจนา: ตอนนี้ยุ้ยเปลี่ยนมารักษาที่โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี เพราะเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านป้าแถวมีนบุรี เพราะป้าอายุมากและอยู่คนเดียว ส่วนแม่ไปอยู่พี่ชายและครอบครัว ยุ้ยไม่ได้โกรธกับแม่นะ เพียงแต่รู้สึกว่าแม่ใช้เวลากับยุ้ยมามากแล้ว ตอนนี้แม่อยากไปอยู่กับพี่ชาย ยุ้ยก็ยินดี และในอนาคต ถ้ายุ้ยมีบ้านเล็กๆของตัวเองสักหลังก็จะให้แม่มาอยู่ด้วยกัน
 
ถาม: ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากชีวิตที่ผ่านมา
รจนา: ยุ้ยคิดว่าช่วงที่ผ่านมามีแต่สิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต จริงอยู่ มีเรื่องร้ายๆเกิดขึ้นมากมาย แต่อย่าไปมองตรงนั้นดีกว่า มองแต่เรื่องดีๆเถอะ ยุ้ยได้รู้ว่าแม่รักยุ้ยมาก ก่อนหน้านั้นยุ้ยคิดมาตลอดว่าแม่ไม่รัก พอมีข่าวออกไปว่ายุ้ยกำลังลำบาก เพื่อนหลายคนในวงการ (บันเทิง) ช่วยกันรวบรวมเงินคนละนิดคนละหน่อยมาให้ นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับติดต่อมาให้กำลังใจมากมาย และตอนนี้ก็มีการตั้งเฟซบุ๊กด้วย
 
ถาม: แฟนคลับเยอะไหม
รจนา: ตอนนี้ในเฟซบุ๊กมีสมาชิกอยู่ 1,600 คน ที่เมืองนอกก็มีและติดต่อกันประจำประมาณห้าคน มีพี่คนหนึ่งได้ดูรายการโทรทัศน์ที่นำเสนอชีวิตยุ้ยแล้วสงสารมาก ส่งเงินมาให้ 10,000 บาท เวลามีหนังสือมาสัมภาษณ์แบบนี้ ยุ้ยจะเก็บเอาไว้เป็นของขวัญให้แฟนคลับ ยกตัวอย่างคนที่อยู่เมืองนอก พอมีโอกาสมาเมืองไทยก็จะนัดกินข้าวกัน ยุ้ยจะเอาหนังสือไปให้เขา ส่วนแฟนคลับในเมืองไทย บางครั้งก็นัดกันไปทำบุญ คนดีๆเหล่านี้ทำให้เรามีกำลังใจอยู่ต่อไป
 
ถาม: ผ่านจุดวิกฤตนั้นมาได้อย่างไร เคยคิดฆ่าตัวตายไหม
รจนา: เคย ช่วงป่วยหนัก หนูเบลอๆ เศร้าเหมือนหลุดเข้าไปอยู่อีกโลก เคยเกือบจะกระโดดให้รถชนหลายครั้ง แต่มีอะไรสักอย่างมาเตือนสติให้ฉุกคิดวาบ แต่ช่วงนั้นไม่ตายก็เหมือนตายทั้งเป็น ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคอะไร ยุ้ยไม่สบายมากจนคิดว่าข้าวเป็นหนอน ทั้งประสาทหลอน ทั้งคุมสติไม่อยู่
 
ถาม: เวลานี้ชีวิตมีความสุขกับอะไร
รจนา: ตอนนี้ยุ้ยมีความสุข (น้ำเสียงหนักแน่น) แต่ไม่รู้ว่ามันเป็นความสุขลวงหรือลมๆแล้งๆหรือไม่ แต่ยุ้ยก็มีความสุขตรงที่สุขภาพร่างกายแข็งแรง สุขภาพจิตดี พยายามอย่าให้จิตตก แค่นี้ก็มีความสุขได้ เรียกว่ามีความสุขตรงที่เราดูแลตัวเองได้ รับผิดชอบตัวเองได้ ไม่ต้องไปเบียดเบียนหรือเป็นภาระของใคร ยุ้ยเริ่มเข้าหาธรรมะ ชอบสวดมนต์ อ่านหนังสือธรรมะ ชอบทำบุญใส่บาตรเป็นประจำ ถ้ามีโอกาสก็ไปทำสังฆทาน ยุ้ยผ่านเรื่องร้ายๆมาเยอะ ก็ได้หลักธรรมะนี่แหละเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
 
ถาม: ถ้าย้อนกลับไปได้ อยากกลับไปเปลี่ยนจุดไหนในชีวิตมากที่สุด
รจนา: (นิ่งคิดนิดหน่อย) ไม่เปลี่ยนหรอก เพราะชีวิตมีแต่เรื่องดีๆทั้งนั้น แต่ยุ้ยคิดว่านะ (นิ่งคิด) ยุ้ยอยากเข้มแข็งกว่านี้ คือตอนนั้นเรายังเด็ก จิตใจอ่อนไหว รอบตัวมีสิ่งล่อลวงต่างๆมากมาย ทำให้เราอยากลอง
 
ถาม: เรียกว่าขาดภูมิต้านทานใช่ไหม
รจนา: อือ (ลากเสียงยาว) ตัวเองก็เป็นคนที่ขาดความอบอุ่นตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ยุ้ยโตที่บ้านนอก ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นนางแบบในกรุงเทพฯ หรือก้าวไปอยู่ระดับอินเตอร์ขนาดนั้น พอชีวิตไปถึงจุดนั้นก็ทำตัวไม่ถูก ประคับประคองตัวไม่ได้ น่าเสียดาย เพราะช่วงนั้นทีมงานกำลังวางแผนให้ยุ้ยไปถึงฮอลลีวูดซึ่งก็ไม่ไกลเกินเอื้อมเพราะมีผู้กำกับสนใจให้ยุ้ยไปทดสอบตั้งหลายเรื่อง ทุกอย่างกำลังสดใส แต่การตัดสินใจผิดแวบเดียวทำให้ทุกอย่างพังทลายลง
 
ถาม: เมื่อครั้งยังเฟื่องฟู รายได้มากขนาดไหน 
รจนา: ตอนอยู่เมืองนอก วันหนึ่งเป็นแสนก็เคยได้
 
ถาม: แล้วถ้าไม่ผิดพลาด ตอนนี้จะมีเงินเก็บนับสิบๆล้านแล้วใช่ไหม
รจนา: ไม่อยากคุยเรื่องเงินล้านแล้ว แค่พอมีพอกินไปวันๆก็ดีแล้ว แต่บอกได้คำเดียวว่า ถ้าเก็บเงินเป็น ตอนนี้ยุ้ยเป็นเศรษฐีเงินล้านไปแล้ว
 
ถาม: อยากให้ประสบการณ์ชีวิตของตัวเองเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นใหม่ในด้านไหนมากที่สุด
รจนา: เข้มแข็งไว้ เวลาเจอสิ่งล่อตาล่อใจให้หลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด หรือถ้ามีคนมาชวนให้ลองอะไรก็อย่าไปลองเด็ดขาด อีกอย่างคือ คนเรายังเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ยุ้ยคิดว่าไม่สายที่จะนับหนึ่งใหม่ในตอนนี้ ยุ้ยเคยอ่านเจอดาราดังๆที่มีประสบการณ์มากมายเคยบอกว่าเขาเองก็ต้องนับหนึ่งใหม่ทุกวัน ตื่นเช้าขึ้นมาก็นับใหม่ ถ้าเอาอดีตมาคิด เราก็ตกไปอยู่ที่ศูนย์เสมอ เพราะฉะนั้น ลืมตาตื่นขึ้นมา ทุกวันก็คือวันใหม่
 
ถาม: คิดจะกลับเข้าสู่วงการนางแบบอีกครั้งไหม
รจนา: ยุ้ยคิดว่าตัวเองยังทำงานนี้ได้อยู่และมีความสุขกับงานถ่ายแบบ ถ้ามีงานที่ลงตัวเข้ามา ยุ้ยก็อยากทำไปเรื่อยๆ เมื่อไม่นานมานี้ยุ้ยก็ไปเดินแบบในงานแฟชั่นโชว์
 
ถาม: มุมมองในการทำงานนางแบบต่างไปจากเดิมไหม
รจนา: ต่างมากเลย ยุ้ยไม่ได้คิดเอาชนะอย่างเมื่อก่อนแล้ว ตอนอยู่เมืองนอก ยุ้ยคิดจะเอาชนะนางแบบชาวต่างชาติ พูดตรงๆตอนนั้นเป็นคนมีตัวตนสูง แต่ตอนนี้ เราไปเดินเพราะเรารักงานเดินแบบ ไม่ได้ไปแข่งหรือประชันกับใครอีกแล้ว อีกอย่าง ที่เขาให้โอกาสเรามาเดินก็ถือว่าเป็นเกียรติด้วยซ้ำไป เดินกับน้องๆก็สนุกดี สบายๆ ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่า ได้ทำงาน
 
ถาม: วางแผนอนาคตของตัวเองไว้ว่าอย่างไร
รจนา: ตอนนี้ยังไม่ชัดเจน ถ้ามีงานถ่ายแบบ เดินแบบ และสอนเดินแบบไปเรื่อยๆแบบนี้ ยุ้ยก็อยู่ได้แล้ว ถ้าไกลกว่านั้นยังคิดไม่ออก อีกอย่างหนึ่ง อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องหลังขนาด 50 ถึง 60 ล้านหรอก แค่หลังเล็กๆพออยู่ได้ เป็นสัดส่วนของเรา ให้แม่มาอยู่ด้วยถ้าแม่อยากมา
 
ถาม: อยากฝากอะไรไว้เป็นคำสุดท้ายในวันนี้
รจนา: ทำชีวิตให้มีความสุขไว้เสมอ อย่าเคร่งเครียด คิดดี ทำดี อยู่กับปัจจุบัน และมองโลกในแง่ ถ้าเราคิดดีทำดีแล้วก็จะมีแต่สิ่งดีๆตามมา
 
(ล้อมกรอบ)
ชีวิตของรจนา เพชรกันหา หรือยุ้ย เต็มไปด้วยเรื่องไม่คาดคิด เธอเกิดที่กรุงเทพฯเป็นลูกสาวคนที่สองของครอบครัว พ่อแม่ส่งเธอไปอยู่กับป้าที่อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พอเรียนจบชั้นประถมปีที่ 6 รจนาก็ต้องหยุดการศึกษาไว้แค่นั้นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจของครอบครัว พออายุ 15 ปี รจนาก็เข้ามาเผชิญโชคในเมืองหลวงและได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่เป็นครั้งแรกในชีวิต
งานแรกในชีวิตคือเป็นลูกมือในร้านส้มตำเล็กๆของลุงในแถบชานเมือง โชคชะตาเริ่มพลิกผันเมื่อมีแมวมองมาช่วยเธอประกวดนางแบบ ชัยชนะในการประกวดครั้งนั้นกลายเป็นใบเบิกทางให้สาวน้อยวัย 18 ก้าวขึ้นไปผงาดในวงการนางแบบระดับโลก เธอได้รับเลือกให้เป็นพรีเซนเตอร์น้ำหอมที่เผยแพร่ไปทั่วโลก และได้ขึ้นปกนิตยสารแฟชั่นระดับสากลมากมาย อีกทั้งยังได้เฉิดฉายบนแคตวอล์กในมหานครแห่งแฟชั่นครบทุกเมือง
รจนาโลดแล่นอยู่บนเวทีแฟชั่นโลกนานถึงแปดปีก่อนกลับมาเมืองไทยในสภาพไม่เป็นผู้เป็นคนเพราะติดยาเสพติดงอมแงมและมีเงินติดตัวไม่กี่บาท ช่วงแปดปีที่ผ่านมา ชื่อของรจนาเป็นข่าวเนืองๆ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวลบ เช่น ข่าวความขัดแย้งระหว่างเธอกับแม่ ข่าวเธอติดเหล้าและบุหรี่งอมแงม ข่าวเธอถูกเพื่อนชายทำร้ายร่างกายจนยับเยิน เป็นต้น
ข่าวทั้งหลายล้วนตอกย้ำว่าชีวิตของเธอกำลังดิ่งลงเหวและคงจะจมหายไปกับกาลเวลา แต่ทุกวันนี้ รจนาพูดอย่างเต็มปากว่ามีความสุขที่สุดในชีวิต และพร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า คนเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอตราบที่ยังมีลมหายใจ
 

79
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. วีรกรรมของเจ้านายงี่เง่า
  2. ฮาแบบนี้ ไม่มีแป้ก
  3. แพทย์ผู้ใช้ความจริงเป็นอาวุธ

ประเภทของ เรื่องราว

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องราว ที่น่าสนใจ

แรงบันดาลใจ
สุขภาพ & การแพทย์
อาหาร & สูตรอาหาร
บ้าน & สวน
เรื่องเล่า & สัมภาษณ์
บทความแรงบันดาลใจทั้งหมด สุขภาพ & การแพทย์ทั้งหมด อาหาร & สูตรอาหารทั้งหมด บ้าน & สวนทั้งหมด เรื่องเล่า & สัมภาษณ์ทั้งหมด