นั่ง, นิ่ง, หมอบ!
เมื่อพบว่าคำแนะนำในการเลี้ยงลูกทั้งหลายไม่ได้ผลหรือขัดแย้งกันเอง พี.เจ. โอ’รูร์ก จึงหันไปพึ่งคู่มือการฝึกสุนัขช่วยล่าสัตว์
ตัดตอนมาจาก Garden & Gun
ผมมีลูกจอมดื้อทะโมนสามคนและสุนัขช่วยล่าสัตว์ระดับเยี่ยมยอดหนึ่งตัว มิลลี สุนัขพันธุ์บริตทานี สแปเนียลของผมอายุ 7 ปี เชื่อฟังคำพูดของผมมากกว่าลูกสาวทั้งสองคนคือ มัฟฟิน (11 ขวบ) กับพ็อปเพ็ต (9 ขวบ) นอกจากนี้ยังจมูกดีกว่าบัสเตอร์ (5 ขวบ) ลูกชายของผมเสียอีก ความจริงแล้ว บัสเตอร์ก็ชอบทำจมูกฟุดฟิด แต่ทำไปเรื่อยๆแบบไม่มีเป้าหมาย
มิลลีไล่ล่าก็เยี่ยม ต้อนให้เหยื่อจนมุมก็ยอด ชี้เป้าไม่เคยพลาด แถมยังพร้อมกระโจนใส่เหยื่ออย่างดุดันตลอดเวลา สุดท้ายยังคาบเหยื่อกลับมาส่งด้วยท่าทางกระตือรือร้นที่สุด ส่วนลูกๆของผม... อยู่โรงเรียนก็คงพอไหวมั้ง ผมเดาว่าอย่างนั้น และจะดูน่ารักเป็นที่สุดตอนนอนหลับปุ๋ย
เมื่อครอบครัวของเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้น ผมได้รับคำแนะนำดีเยี่ยมมากมายเรื่องวินัย ความรับผิดชอบ ความเคารพ ความรัก และการปลูกฝังเรื่องจริยธรรมในการทำงาน อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่ว่านั้นมาจากครูฝึกสุนัข และมุ่งโดยตรงต่อสุนัขของผม ส่วนเรื่องการเลี้ยงดูลูกผมก็ได้รับคำแนะนำมาไม่น้อยเช่นกัน แต่คำแนะนำเหล่านั้นขัดแย้งกันเอง ทั้งจากครอบครัวของผม ครอบครัวภรรยา ภรรยา เพื่อนของภรรยา กุมารแพทย์ ครูโรงเรียนเด็กอ่อน พี่เลี้ยงเด็ก เพื่อนบ้าน และหญิงชราที่บังเอิญพบกันตามถนน ตลอดจน ดร.สป็อก, ดร.ฟิล และผู้เชี่ยวชาญที่ผมรู้จักดีอย่าง ดร.เปปเปอร์ บ้างก็บอกว่าต้องตี บ้างบอกว่าห้ามตี บางคนบอกว่าต้องบังคับลูกให้กินอาหารจนเกลี้ยงจาน แต่บางคนก็บอกว่าอย่าส่งเสริมให้เด็กกินเยอะเกินไป บางคนบอกว่าควรฝึกเด็กนั่งกระโถนตั้งแต่อายุหนึ่งขวบ ขณะที่บางคนบอกว่าส่งเด็กไปเข้าค่ายฝึกนั่งส้วมตอนอายุ 14 ก็ยังไม่สาย เวลาเด็กทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง บางคนบอกว่าให้คอยจับตาดูไม่ห่าง แต่บางคนก็บอกว่าอย่าทำตัวเกะกะลูกตาของเด็กๆ อย่างไรก็ตามคำแนะนำเหล่านี้ใช้ไม่ได้ผลหรอก โดยเฉพาะตอนที่เราพยายามบอกให้เด็กหยุดเล่นเกมคอมพิวเตอร์แล้วไปนอน หลายปีทีเดียวกว่าผมจะตระหนักว่าเลิกถามตัวเองได้แล้วว่าทำอะไรผิดไปบ้างในฐานะพ่อ ทางที่ดีควรหันมาถามตัวเองว่าทำหน้าที่คนฝึกสุนัขอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง
สิ่งแรกที่ผมคิว่าตัวเองทำถูกคือการอ่านหนังสือเกี่ยวกับเรื่องสุนัขช่วยล่าสัตว์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ริชาร์ด เอ. วอลเทอร์ นักประพันธ์ผู้ล่วงลับ เขียนไว้ชัดเจนว่า “เริ่มตั้งแต่สุนัขยังเด็ก” และนี่คือเหตุผลว่าถ้าเรามีลูกอีกสักคน รับรองว่าเราจะฝึกให้ลูกหัดเดินพร้อมกับเข็นรถตัดหญ้าไปด้วย แทนที่จะเดินเกาะโซฟาเตาะแตะไปเรื่อยเปื่อย
แม้วอลเทอร์จะมั่นใจว่า การรอจนสุนัขครบหนึ่งปีแล้วจึงเริ่มสอนให้รู้จักการล่าสัตว์ตามวิธีการเก่าๆ เท่ากับการกระเตงลูกใส่กระเป๋าหน้าท้องจนเด็กอายุครบ 7 ขวบ แต่เขาไม่มั่นใจว่าเพราะอะไร ต่อมาเขาพบงานเขียนของ ดร.จอห์น พอล สก็อต ผู้ก่อตั้งสมาคมพฤติกรรมสัตว์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในโครงการฝึกสุนัขช่วยคนตาบอด ซึ่งถือว่ายากและต้องลงทุนมากจนไม่คุ้มค่า แม้ว่าจะมีการคัดเลือกสายพันธุ์อย่างพิถีพิถัน แต่ผลการฝึกก็ประสบความสำเร็จแค่ร้อยละ 20 ดร. สก็อตค้นพบว่า ถ้าเราเริ่มฝึกสุนัขตั้งแต่ตอนอายุได้ห้าสัปดาห์แทนที่จะรอจนถึงหนึ่งปี และหลังจากนั้นก็ฝึกไปเรื่อยๆอย่าย่นย่อ โอกาสจะประสบความสำเร็จสูงถึงร้อยละ 90
ผมไม่ได้บอกว่าการฝึกเด็กไปช่วยนำทางคนตาบอดเป็นเรื่องผิด อาจจะผิดกฎหมายเรื่องการใช้แรงงานเด็กก็ได้และยังเป็นการทำร้ายคนตาบอดทางอ้อมด้วย แต่ผมสนับสนุนความคิดของดร. สก็อต แม้แต่ริชาร์ด วอลเทอร์ก็เห็นด้วย โดยวอลเทอร์คิดค้นกระบวนการฝึกสุนัขล่าสัตว์เริ่มตั้งแต่ตอนอายุหกเดือน ซึ่งเท่ากับเด็ก 3 ขวบครึ่ง เทียบกับลูกๆของผมตอนอายุ 3 ขวบครึ่งยังทำอะไรไม่เป็นเลยนอกจากโหนบาร์เล่นตอนกลางคืน
กระบวนการฝึกตั้งแต่อายุยังน้อยกลายเป็นเรื่องดีสำหรับคุณพ่อทั้งหลาย วอลเทอร์เขียนไว้ในหนังสือว่า ช่วง 28 วันแรกนับตั้งแต่ลูกสุนัขลืมตาดูโลก (เท่ากับเด็กวัยหกเดือน) “การพรากออกจากอกมารดาตอนนี้เป็นเรื่องโหดร้ายมาก” ผมเองก็บอกกับภรรยาอย่างนี้เหมือนกันตอนเราคุยกันเรื่องการดูแลและให้อาหารลูกอ่อน (เอน)โหดร้าย(สิ้นสุดเอน)คือคำที่ผมเลือกใช้สำหรับกรณีที่ “โอนภารกิจทั้งหลายให้พ่อ” ถ้ายึดตามแนวปฏิบัติของวอลเทอร์ พ่ออย่างผมไม่ต้องทำอะไรเลยจนกว่าเด็กจะอายุครบหนึ่งขวบ (เท่ากับลูกสุนัขอายุ 56 วัน) หลังจากนั้นจึงเริ่มบทบาทของการถนอมกล่อมเกลี้ยง (ด้วยอาหารอร่อย) และ “การสร้างเสริมความสัมพันธ์” (ด้วยการนั่งดูฟุตบอลด้วยกันบนโซฟา)
ต่อจากนั้นกระบวนการอย่างถูกต้องจึงเริ่มต้น “ทำซ้ำๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก และซ้ำต่อไปเรื่อยๆ” วอลเทอร์กำหนดไว้ ผมมีอายุมากพอที่จะมีนิสัยทำซ้ำๆแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่ยาก “คำสั่งควรจะสั้น กระชับ และเข้าใจง่าย” เช่น นั่ง เก็บ หมอบ มา ไม่ ฯลฯ สำหรับกรณีของลูกๆผม คำว่า “ฯลฯ” หมายถึง “หางานทำ” หรืออย่างน้อย “หาแฟนรวยๆ”
โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนมิถุนายน 2554
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องราว ที่น่าสนใจ
เรื่องราว ที่น่าสนใจ
|
แรงบันดาลใจ
|
สุขภาพ & การแพทย์
|
อาหาร & สูตรอาหาร
|
บ้าน & สวน
|
เรื่องเล่า & สัมภาษณ์
|
| บทความแรงบันดาลใจทั้งหมด | สุขภาพ & การแพทย์ทั้งหมด | อาหาร & สูตรอาหารทั้งหมด | บ้าน & สวนทั้งหมด | เรื่องเล่า & สัมภาษณ์ทั้งหมด |




