เอ็กซ์แฟกเตอร์ บิ๊กบราเทอร์... รายการโทรทัศน์ที่อาจดูเพลินดีแต่ใช่หรือไม่ว่ามันเป็นเพียงเรื่องของความรู้สึกตื้นๆและชื่อเสียงช่วงสั้นๆมีอะไรที่เป็นผลสำเร็จคุ้มกับการลงแรงไปไหมในกรณีของครอบครัวหนึ่งจากลอนดอนใต้คำตอบจะดังก้องว่ามี 
 
ปีพ.ศ. 2544 โรเบิร์ตและลินน์ เนสเทอร์กับลูกๆอันได้แก่แดเนียลซึ่งตอนนั้นอายุ 13 ปีโคลอีวัยแปดขวบ และคัลลัมวัยสี่ขวบตกลงเข้าร่วมรายการโทรทัศน์ชุดใหม่ที่ชื่อ ไปเป็นคนพื้นเมือง (Going Native) ผู้ผลิตรายการคัดเลือกครอบครัวเนสเทอร์ (หรือที่เรียกเต็มๆว่าเนสเทอร์-ฟรัชเชอร์) เพราะพวกเขารักความสะดวกสบายที่บ้านและมีค่านิยมเสรีสมัยใหม่ตามแบบฉบับครอบครัวถูกจัดให้อยู่ในกระท่อมหลังคามุงจากที่หมู่บ้านชองเวในประเทศสวาซีแลนด์เป็นเวลาสามเดือนโดยไม่มีไฟฟ้าน้ำ ประปา และมีส้วมหลุมหนึ่งหลุมลินน์นักต่อสู้เพื่อเยาวชนผู้กระทำผิดต้องทำตัวเหมือนภรรยาชาวสวาซีแลนด์ คือคอยเป็นบ่าวรองมือรองเท้าให้ผู้ชายแดเนียลต้องเดินหลายกิโลเพื่อไปโรงเรียน โรเบิร์ตซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกต้องไปเลี้ยงวัว
 
นี่ไม่ใช่เรื่องสุขสบาย ลินน์ยังคงหงุดหงิดอยู่ถ้าดูรายการนี้ เธอมักต่อต้านธรรมเนียมต่างๆ อยู่เป็นประจำ อย่างเช่น การที่ผู้หญิงกินไข่ไม่ได้ ต้องมีคนเกลี้ยกล่อมไม่ให้เธอกลับลอนดอนภายในไม่กี่วันแรก พวกเขาถึงขนาดแอบหนีไปกินอาหารเย็นที่โรงแรม
 
แม้จะไม่สะดวกสบายแต่หมู่บ้านก็ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อครอบครัวพวกเขาเกิดความเข้าใจที่หาได้ยากยิ่งว่าชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้อย่างหนักเพียงใดเมื่อประชากรร้อยละ 69 ใช้ชีวิตต่ำกว่าเส้นแบ่งระดับความยากจนและร้อยละ 39 ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์พวกเขาตระหนักว่าไม่อาจทิ้งชองเวไว้เบื้องหลัง
 
“คนอังกฤษหลายคนอาจได้ยินสถานที่แบบนั้นและอยากช่วยแต่ไม่รู้จริงๆว่าจะต้องทำอย่างไร”โรเบิร์ตพูด“เรามีข้อได้เปรียบอยู่มาก”ปีต่อมาเขากลับไปชองเวเพื่อสอบถามผู้สูงอายุว่าครอบครัวเขาพอจะทำอะไรให้ได้บ้าง“เราชัดเจนมากว่าจะไม่แค่โยนเงินให้ชุมชนแต่จะทำอะไรที่ยั่งยืนกว่านั้น”
 
สิ่งที่ชาวบ้านขอเป็นอย่างแรกคือรถแทรกเตอร์ ซึ่งจะทำให้การเพาะปลูกของพวกเขาให้ผลผลิตมากขึ้นและอาจนำรถไปให้ชุมชนอื่นๆ เช่า เพื่อให้หมู่บ้านมีรายได้อีกทางหนึ่ง
 
โรเบิร์ตกับลินน์จัดงานการกุศลขึ้นพวกเด็กๆช่วยเป็นพนักงานเสิร์ฟ และโรเบิร์ตยังวิ่งมาราทอนสองครั้งเพื่อหาทุนจำนวน 5,000 ปอนด์ (246,413 บาท) ต่อไปพวกเขาจัดงานขายของวันคริสต์มาสและงานฤดูร้อนเพื่อหาเงินซื้อไก่และหมูเพิ่มมากขึ้นให้หมู่บ้านและจัดตั้งระบบผสมพันธุ์สัตว์ที่มีประสิทธิภาพ
 
 
จากนั้นปีพ.ศ. 2547 โรเบิร์ตกับลินน์ก็ตัดสินใจยกระดับความช่วยเหลือขึ้นอีกขั้นครอบครัวยังจำประสบการณ์ที่แดเนียลต้องเดินไปโรงเรียนเป็นเวลาหลายชั่วโมงกลางแดดเปรี้ยงได้จึงคิดกันว่าจะสร้างโรงเรียนให้หมู่บ้านชองเวพวกเขาไปขอทุนจากหน่วยงานช่วยเหลือสังคมของธุรกิจใหญ่ๆ อย่างเช่น กลุ่มสไวร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในคาเธ่ย์แปซิฟิกและขอร้องให้รัฐบาลสวาซีแลนด์ตกลงรับดูแลโรงเรียนเมื่อสร้างเสร็จพวกชาวบ้านช่วยสร้างโรงเรียนและรถแทรกเตอร์ก็มีค่ายิ่งสำหรับการขนส่งวัสดุ
 
ลินน์อุทิศเวลาว่างของเธอประสานงานโครงการจากลอนดอน ส่วนโรเบิร์ตใช้วันหยุดประจำปีราวสามสัปดาห์ ซึ่งเป็นวันหยุดของอีกสามปีข้างหน้ามาคุมโครงการ พวกเขายังแต่งตั้งเซนโซ เด็กหนุ่มในหมู่บ้านซึ่งแดเนียลเคยเล่นด้วยระหว่างถ่ายทำรายการ ให้เป็นผู้จัดการโครงการ เพื่อให้งานต่างๆ ไม่สะดุดเวลาที่พวกเขาไม่อยู่
 
โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนมกราคม 2555

2
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. เด็กหญิงผู้กล้า
  2. ตำรับเพื่อแรงบันดาลใจ
  3. “สาระ” จากรายการ “ไร้สาระ”

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่