นายแพทย์อะลาสแดร์ ไฟฟีเป็นกุมารศัลยแพทย์ที่ปรึกษาของโรงพยาบาลเด็กในกลาสโกว์หลักสูตรการเรียนแพทย์สอนให้เขาเชื่อในวิทยาศาสตร์มากกว่าปาฏิหาริย์ “การหายป่วยหรือฟื้นจากโรคส่วนใหญ่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางการแพทย์”
 
แต่บางครั้งเขาก็พิศวงกับ “เหตุการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้” อย่างเช่นกรณีของเฟียร์กุสแม็กเคนดรีวัยหนึ่งขวบซึ่งกำลังจะเสียชีวิตจากการติดเชื้อแทรกซ้อนอย่างรุนแรงหลังการผ่าตัดลำไส้ครั้งใหญ่แพทย์พยายามให้การรักษาทุกวิถีทางอย่างเต็มที่แต่กลับไม่ได้ผลคืนนั้นหมอไฟฟีอธิษฐานขอให้เฟียร์กุสรอดชีวิตเขาได้ยินเสียงภาวนาของตนเองในใจว่า “ผมอยากให้คุณบอกแม่ของเขาว่าอาการของลูกชายเธอจะต้องดีขึ้น”
แต่ถ้าเด็กกำลังจะเสียชีวิตคุณจะพูดประโยคนี้กับแม่ของเด็กได้อย่างไร
 
และแล้วด้วยความมั่นใจบางอย่างทำให้เขาตัดสินใจบอกประโยคนี้กับแม่ของเด็กวันถัดมาเด็กน้อยเริ่มมีอาการดีขึ้นเป็นครั้งแรกเขาเริ่มกินอาหารได้เล็กน้อยต่อจากนั้นอาการของเขาค่อยๆฟื้นตัวเป็นลำดับและใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าจะหายดี
 
การอธิษฐานครั้งนั้นมีผลต่อความเจ็บป่วยหรือไม่มาร์กาเร็ตแม็กเคนดรีแม่ของเฟียร์กุสเป็นครูและไม่คิดว่าตนเองเป็นคนเคร่งศาสนาเท่าใดนัก “มีบางครั้งบ้างเหมือนกันที่ฉันอธิษฐานเงียบๆตามลำพัง” คนในครอบครัวเพื่อนและสมาชิกที่โบสถ์ใกล้บ้านต่างก็ช่วยกันอธิษฐานให้เฟียร์กุสหายป่วยโดยเร็ว
 
20 กว่าปีที่ผ่านมานักวิจัยศึกษาหาความเกี่ยวข้องระหว่างการอธิษฐานกับความเจ็บป่วยเพื่อหาข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ยืนยันเรื่องพลังบำบัดรักษาจากการอธิษฐานตัวอย่างการศึกษาในยุคแรกเมื่อปี 2531 ที่โรงพยาบาลซาสฟรานซิสโก เปรียบเทียบผลการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจสองกลุ่มกลุ่มแรกมีคนช่วยอธิษฐานให้หายป่วยเร็วขึ้นอีกกลุ่มไม่มีผลปรากฏว่ากลุ่มที่มีผู้อธิษฐานให้จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะน้อยกว่าอีกกลุ่มถึงห้าเท่ามีภาวะน้ำท่วมปวดน้อยกว่าหนึ่งในสามและมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าตั้งแต่นั้นมีการศึกษาอีกหลายฉบับที่ยืนยันว่าการอธิษฐานช่วยให้ปัญหาสุขภาพหลายด้านมีอาการดีขึ้น
 
อย่างไรก็ตามยังมีการศึกษาอีกหลายฉบับที่ไม่สามารถสรุปผลได้ปีเตอร์เฟนวิกจิตแพทย์ที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยลอนดอนกล่าวว่า “เป็นเรื่องยากที่จะศึกษาวิจัยเรื่องอธิษฐานในเชิงวิทยาศาสตร์เพราะพลังงานอธิษฐานเป็นฝีมือของพระเจ้า” และบางครั้งพระเจ้าอาจไม่ตอบคำอธิษฐานของเราอย่างไรก็ตามหมอเฟนวิกกล่าวเพิ่มเติมว่ามีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน นั่นคือ “ทัศนคติของผู้อธิษฐานคือตัวแปรสำคัญที่สุดโดยเฉพาะความตั้งใจให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น”
 
ปัจจุบันมีคนตั้งใจอธิษฐานเพิ่มมากขึ้นผลการสำรวจระดับนานาชาติของเว็บไซต์ Beliefnet.com และนิตยสาร US News&World Report ระบุว่าร้อยละ 40 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 5,600 รายยอมรับว่าอธิษฐานให้ตนเองมีสุขภาพดี “ตลอดเวลา” ร้อยละ 71 อธิษฐานอาการโรคเฉพาะเช่นโรคมะเร็งหรือโรคปวดเรื้อรัง
 
 
การสำรวจของสถานีวิทยุโทรทัศน์บีบีซีร่วมกับมหาวิทยาลัยนอตทิงแฮมพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 37 ยอมรับว่าเคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับคำอธิษฐานที่กลายเป็นจริง
 
แต่คนที่อธิษฐานแล้วไม่เป็นจริงเล่า
 
โปรดอ่านต่อในฉบับเดือนมกราคม 2555

13
คุณชอบบทความนี้ไหม?เชิญให้คะแนน

เรื่องยอดนิยม ...

  1. พลังบำบัดจากการอธิษฐาน
  2. เทคโนโลยีล่าสุดด้านการแพทย์ ประจำปี 2554
  3. ระวังคุณอาจติดมะเร็ง

ประเภทของ บทความ

แสดงความคิดเห็น

ชื่อ*
อีเมล*
ความคิดเห็น*
Disclaimer : Reader's Digest reserves the right and authority to display your postings or not, and modify your posts to remove offensive material, remove vulgar comments, remove insults or delete any other content deemed inappropriate, at our discretion.

เรื่องขำขันของคุณมีค่า 1,000 บาท

หากมีเรื่องตลกเฮฮาที่เกิดขึ้นจริง เรามีรางวัล 1,000 บาท สำหรับเรื่องที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับการตีพิมพ์ 

ผู้โชคดีได้รับรางวัลประจำปี 2555

ติดตามผลรายชื่อผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลจากเราได้ที่นี่