เศรษฐกิจไทยขยายตัวกว่า 10% ตามที่รัฐบาลประกาศไว้จริงหรือ
เศรษฐกิจไทยขยายตัวกว่า 10% ตามที่รัฐบาลประกาศไว้จริงหรือ
หลายคนพูดว่าไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงเหมือนตัวเลขที่รัฐบาลประกาศว่าเศรษฐกิจขยายตัวกว่า 10% ในครึ่งแรกของปี 2553 จึงควรทำความเข้าใจว่าทำไมความรู้สึกกับตัวเลขสถิติจึงแตกต่างกันอย่างมากได้
ประการแรกคือตัวเลขที่ชี้วัดการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ประกาศนั้น คือ ความแตกต่างของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในแต่ละไตรมาส เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้า แต่โดยทั่วไป คนเราไม่ได้เปรียบเทียบความอยู่ดีกินดีของตัวเองในลักษณะดังกล่าว เพราะเรามักจำไม่ได้ชัดเจนว่าไตรมาสแรกปีที่แล้วความเป็นอยู่ของเราเป็นอย่างไร (เว้นแต่จะเผชิญภาวะวิกฤติที่น่าจดจำอย่างยิ่ง)
ในทางตรงข้าม เราจะเปรียบเทียบกับความรู้สึกก่อนหน้า ไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เศรษฐกิจไทยขยายตัวกว่า 10% ตามที่รัฐบาลประกาศไว้จริงหรือ นอกจากนั้นยังเป็นช่วงที่เศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัวจากการชะลอตัว การวัดที่น่าจะเหมาะสมกว่าคือการเปรียบเทียบจีดีพีไตรมาสหนึ่งกับไตรมาสก่อนหน้า
หากทำเช่นนั้น เราจะพบว่าเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงในไตรมาสหนึ่งของปี 2552 และชะลอตัวลงอีกในไตรมาสสองของปี เดียวกัน แต่เริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในไตรมาสสามและไตรมาสสี่ ดังนั้น คนส่วนใหญ่น่าจะรู้สึกได้ว่าเศรษฐกิจดีขึ้นในครึ่งหลังของปีที่ผ่านมา
หากเปรียบเทียบจีดีพีในไตรมาสสี่ของปีก่อนกับไตรมาสแรกของปีนี้จะพบว่าจีดีพีเพิ่มขึ้นประมาณ 3% ซึ่งเป็นการฟื้น ตัวที่สูงมาก เพราะหากขยายตัวในระดับดังกล่าวตลอดทั้งปีเท่ากับจีดีพีจะขยายตัวถึง 12% แต่เมื่อเปรียบเทียบจีดีพีในไตรมาส สองของปีนี้พบว่าหดตัวลงจากไตรมาสหนึ่งถึง 5.9% ตรงนี้จะดูสวนทางกับตัวเลขของรัฐบาลที่ประกาศว่าจีดีพีขยายตัว 9.1% ขอ ย้ำว่านี่เป็นตัวเลขที่เทียบกับจีดีพีไตรมาสสองของปี 2552 ซึ่งการปรับตัวลดลงของจีดีพีจากไตรมาสหนึ่งไปไตรมาสสองนั้น ปกติเกิดขึ้นทุกปีอยู่แล้ว เพราะไตรมาสสองซึ่งเป็นฤดูร้อนและมีวันหยุดเทศกาลหลายวันนั้นจะทำให้ผลผลิตในไตรมาสสอง ต่ำกว่าไตรมาสหนึ่งจึงอาจสรุปได้ว่า หากเปรียบเทียบกันเป็นรายไตรมาสก็ต้องรับว่าไตรมาสสองไม่ได้ขยายตัวสูงกว่าไตรมาส ก่อนหน้า
หากจะไม่เปรียบเทียบจีดีพีในปีนี้กับปีที่แล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยหดตัวตามเศรษฐกิจโลกก็อาจใช้วิธีเปรียบเทียบกับปี ปกติคือ 2551 จะเห็นว่าจีดีพีครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัว 4% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสหนึ่งของปี 2551 เท่ากับในสองปีที่ ผ่านมา จีดีพีประเทศไทยขยายตัวดีขึ้นเฉลี่ยปีละ 2% การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้นยังขับเคลื่อนโดยภาคการส่งออกเป็นหลัก กล่าว คือการส่งออกในครึ่งแรกของปีนี้ตามมูลค่าดอลลาร์จะขยายตัวสูงถึง 36.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และขยายตัว 10.3% เมื่อเทียบกับครึ่งหลังของปี 2552 ในช่วงเดียวกันจีดีพีเพิ่มขึ้น 4.8%)ภาคการส่งออกที่ขยายตัวสูงมากสาม ประเภทได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร และรถยนต์ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินว่าสินค้าสามประเภทนี้มีสัดส่วนสูงถึง 40% ของการส่งออกทั้งหมดหรือ 25% ของจีดีพีจึงอาจพูดได้ว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีการกระจุกตัวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ส่วนภาคเกษตรนั้นผลผลิตหดตัว ดังนั้น แม้สินค้าเกษตรบางประเภทจะมี ราคาสูง (ยางพารา น้ำตาล ผลไม้) แต่ราคาข้าวไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ภาคการเกษตรซึ่งมีแรงงานสูงถึง 40% ของแรงงาน ทั้งหมดไม่ได้รับอานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจเท่ากับภาคอุตสาหกรรม
นอกจากนั้น นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯที่กดดอกเบี้ยลงต่ำมากเพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวกระท่อนกระแท่น ส่งผลให้ เงินทุนไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องพร้อมกับการเกินดุลการค้า ทำให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าแทรกแซงโดยขายเงินบาทและซื้อดอลลาร์ก็ไม่ได้ทำให้การแข็งตัวของเงินบาทชะลอลงมากนัก โดยเฉพาะในเดือนสิงหาคมและกันยายนปีนี้ซึ่งเงินบาทแข็งค่าขึ้นเดือนละ 3% เนื่องจากดอกเบี้ยสหรัฐฯจะอยู่ที่ระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายที่ธนาคารกลางกำหนดในขณะที่ประเทศไทยกำลังปรับดอกเบี้ยขึ้น จึงเชื่อได้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อไป
สำหรับเงินที่ไหลเข้ามาในไทยในปีนี้แบ่งได้เป็นสี่ส่วนคือ 1) การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (ในช่วงมกราคม-สิงหาคม) 217,270 ล้านบาท 2) ต่างชาติซื้อพันธบัตรไทย (มกราคม-สิงหาคม) 123,100 ล้านบาท 3) ต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้างโรงงาน ในไทยช่วงมกราคม-มิถุนายน 86,200 ล้านบาทและ 4) ต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทย(มกราคม-สิงหาคม) อีก 17,980 ล้านบาทและเนื่องจากเชื่อได้ว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะยังไหลเข้ามาอีก ดังนั้น เงินบาทจะสามารถแข็งค่าได้อีกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการแทรก แซงของธนาคารแห่งประเทศไทยว่าจะชะลอการแข็งค่าของเงินได้มากน้อยเพียงใด แต่เมื่อภาคการค้าระหว่างประเทศเกินดุลลดลง อย่างเห็นได้ชัด เงินบาทเทียบกับดอลลาร์ ก็น่าจะชะลอการแข็งค่า อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทนั้นย่อมจะต้องขึ้นกับ การแข็งค่าของเงินสกุลอื่นๆ โดยเฉพาะเงินสกุลหลักและเงินในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยน่าจะมีแรง ฟื้นตัวต่อไปแต่ในระดับที่ค่อยเป็นค่อยไปโดยนักวิเคราะห์ประเมินว่า จีดีพีน่าจะขยายตัวประมาณ 3-4% ในครึ่งหลังของปีนี้และ ประมาณ 4-5% ในปีหน้า การปรับขึ้นของดอกเบี้ยในประเทศน่าจะดำเนินต่อไปเพื่อให้ดอกเบี้ยระยะสั้นกลับมาสู่ระดับปกติประมาณ คืออยู่ที่ 2-3% ในขณะที่แนวโน้มที่เงินบาทจะแข็งค่าต่อไปจะช่วยให้เงินเฟ้อในประเทศ ไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากนักในปีนี้และปีหน้า
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บมจ. หลักทรัพย์ภัทร เป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน วิเคราะห์เศรษฐกิจและการเงิน
|
| ||||||
แสดงความคิดเห็น
| ชื่อ* | |
| อีเมล* | |
| ความคิดเห็น* | |

เรื่องยอดนิยม
เรื่องยอดนิยม
เมนูแนะนำ
เมนูแนะนำ
![]() | ทูดาริบอล
อดีตนักร้องค่ายอาร์เอส (อัลบั้ม SASIKARN และ SASIKARN 2 YOU) และนักแสดง ทั้งภาพยนตร์ ละครทีวีและละครเวที ล่าสุดรับบทพระสุพรรณกัลยา ในละครเวทีอิงประวัติศาสตร์ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ปัจจุบันทำรายการวาไรตี้ “นารีโซไซตี้” ทางช่องมีเดียแชนแนลและเป็นผู้บริหารร้านอาหารเกาหลี “TODARI” |

English in 20 Minutes Interactive
THB4,888.00


Mood Music for Listening and Relaxation
THB1,990.00


Salute to the King Set
THB1,590.00


Managing Your Manager
THB32.00


เมื่อธรรมชาติแผลงฤทธิ์
THB1,690.00

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์
![]() อาหาร | ![]() ผู้มีชื่อเสียง | ![]() แรงบันดาลใจ | ![]() อาหาร | ![]() ท่องเที่ยว | ![]() แรงบันดาลใจ |
แบ่งปัน









